|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

ตามกำหนดการ วันอังคารที่ 20 มกราคม 2009 ที่จะถึงนี้จะเป็นวันที่บารัค โอบามา (Barack Obama) เข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย และหน้าประวัติศาสตร์อเมริกันต้องจารึกไว้ว่า เขาเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่มีเชื้อสายเป็นแอฟริกัน-อเมริกัน
โอบามาและทีมใช้กลยุทธ์ที่คู่แข่งรายอื่นไม่ให้ความสำคัญเท่ากับพวกเขา ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ผนวกกับทักษะการจัดการแบบดั้งเดิม ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มรากหญ้าที่มีความตื่นตัวในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยคนกลุ่มนี้เป็นแรงจักรสำคัญในการช่วยหาเสียง และหารายได้เพื่อใช้ในแคมเปญ ทุกคนทำงานด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของสีผิว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก แต่พวกเขาก็สามารถใช้กลวิธีโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีความสะดวกใจในการเปิดรับประธานาธิบดีและครอบครัวที่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เข้าสู่ทำเนียบขาวได้สำเร็จ
โอบามา มีวาทศิลป์ในการโน้มน้าวความเชื่อมั่นของประชาชน จากฝีปากที่คมคาย เฉียบขาด ตรงไปตรงมา ผนวกกับข้อมูลที่เพียบแน่น ทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบของสื่อ อันทำให้งานของเขายิ่งง่ายขึ้น เขางัดแผนการลดภาษีสำหรับกลุ่มชนชั้นกลางมาเป็นข้อจูงใจคนกลุ่มนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการใส่ใจจากรัฐบาลและจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่สั่นคลอนเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนยิ่งหมดหวังจากการบริหารประเทศของพรรครีพับลิกันที่ล้มเหลว และต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุด เพื่ออนาคตของลูกหลานที่ดีกว่า
Associate Press (AP) และสถานีโทรทัศน์ผู้เสนอข่าวหลักของสหรัฐฯ ร่วมมือกันสำรวจผู้ที่มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2008 จำนวน 17,856 คน พบว่า แคมเปญการหาเสียงของ Obama ชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งหนุ่มสาวที่มีอายุไม่เกิน 30 ปี โดยสูงถึง 66% นับเป็นสถิติที่มากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ จอห์น แมคเคน ได้เสียงจากคนกลุ่มนี้เพียง 31% รวมถึงผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเป็นครั้งแรกด้วย คืออายุ 18 ปี ที่มีจำนวนมากถึง 68% ที่ลงคะแนนให้โอบามา ขณะที่ 31% โหวตให้แมคเคน
แคมเปญการหาเสียงของ Obama ชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ใช่คนขาว ซึ่งได้แก่ คนผิวดำ เชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน (African-American) ที่โหวตให้เขาสูงถึง 95% นับเป็นการออกมาใช้เสียงมากเป็นประวัติการณ์ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งปกติสังกัดพรรคเดโมแครตอยู่แล้ว และมีเพียง 4% โหวตให้แมคเคน นอกจากนี้ ยังมีคนเชื้อสายสเปน (Hispanic) และเชื้อชาติอื่นๆ อีกส่วนหนึ่งที่ลงคะแนนให้โอบามาด้วย
แคมเปญการหาเสียงของ Obama ชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพศหญิง โดย 56% โหวตให้เขา นับว่าคะแนนเสียงจากเพศหญิงเป็นกุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งที่ทำให้พรรคเดโมแครตชนะในครั้งนี้
ประชาชนที่ออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจที่กำลังปะทุเป็นหลัก ซึ่งโอบามาให้นโยบายการจัดการที่ชัดเจนต่อวิกฤติการณ์เศรษฐกิจกว่าฝ่ายตรงข้าม โอบามา ชนะใจหนุ่มสาวรุ่นใหม่ เขาเปรียบเสมือน Role Model ยิ่งกว่าซุปเปอร์สตาร์ แคมเปญการเลือกตั้งครั้งนี้ของโอบามาแห่งพรรคเดโมแครต นับเป็นแคมเปญที่มีการวางแผนเป็นอย่างดี และมีวินัยเป็นเลิศ มุ่งเน้น ตรงประเด็น ยิ่งกว่านั้น การที่มี โจ ไบเด้น (Joe Biden) ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในการเมืองสหรัฐฯ และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก มาเป็นว่าที่รองประธานาธิบดีของเขา ทำให้แคมเปญของเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
โอบามาและทีมเข้าใจและใช้ประโยชน์จากพลังของอินเทอร์เน็ต เพื่อเข้าถึงประชาชนทุกเพศทุกวัย ด้วยการสร้างเว็บไซต์ Change.gov ที่อัพเดท รายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ ของเขาและทีมงาน รวมทั้งมี Blog และพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ และเล่าเรื่องราวประสบการณ์สู่กันและกัน เป็นความใกล้ชิดระหว่างระดับผู้บริหารประเทศและประชาชนที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ นอกจากนี้ โอบามาจะพูดคุยผ่านวิทยุสัปดาห์ละครั้ง (The Weekly Democratic Radio) และถ่ายทอดเทปผ่าน youtube.com อีกด้วย
แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกหลายวัน ก่อนที่โอบามาและไบเด้นจะเข้ามาเริ่มงานในทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขามีระเบียบวาระสำคัญที่อเมริกาจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน (The Obama-Biden Plan) เข้าแถวยาวเหยียดรอการปฏิบัติการ เริ่มจากประเด็นที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่
1. การทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ฟื้นคืนชีพ ด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่อเมริกัน ช่วยเหลือเจ้าของบ้านที่กำลังมีปัญหาในการจ่ายหนี้ แทนการให้ผู้กู้ที่โลภมาก และพยายามทุกวิถีทางในการกู้วิกฤติเศรษฐกิจให้
2. การสิ้นสุดสงครามในอิรัก
3. การจัดการเฮลท์แคร์ให้กับประชากรทุกคน
4. การปกป้องอเมริกาให้เป็นชาติที่ปลอดภัยและมั่นคงกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต
5. การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการเป็นผู้นำของอเมริกาในเวทีโลก
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่สามารถพลิกเปลี่ยนกันได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งภายนอกและภายใน และความร่วมมือจากทุกฝ่าย แม้แต่จากพรรครีพับริกันเอง ปีหน้าจะเป็นปีเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ต้องเกาะติดสถานการณ์...
ขอส่งท้ายปีเก่ากันด้วยการนับถอยหลัง...สู่การต้อนรับและติดตามผลงานของประธานาธิบดี บารัค โอบามา รองประธานาธิบดี โจ ไบเด้น และทีมงาน ในฐานะผู้ที่จะเข้ามาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่สหรัฐอเมริกาและเวทีโลก
|
|
 |
|
|