Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน2 ธันวาคม 2551
ตลาดหุ้นชู9กลยุทธ์หลักเสริมศักยภาพสานต่อแผนแปรรูป             
 


   
search resources

ภัทรียา เบญจพลชัย
Stock Exchange




ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยแผนงานปี 52 ภายใต้โครงสร้างใหม่ ชู 9 กลยุทธ์หลักหวังสร้างมูลค่าเตรียมกระจายหุ้นเพื่อแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 54 “ภัทรียา” ลั่นเร่งทำงานหนักขึ้นชดเชยความเสียหายปีนี้ตลาดหุ้นร่วงหนัก หวังรายได้จากการดำเนินงานปีหน้าโต 15% จากเพิ่มสินค้าใหม่ “ดัชนีอิสลามิก-อีทีเอฟอิงหุ้นต่างชาติ-เทรดโกลดฟิวเจอร์ส” พร้อมตั้งเป้าไอพีโอปีหน้า 46 บริษัท มาร์เกตแคปรวม 2.5 แสนล้านบาท เป็นบริษัทต่างชาติ 1 แห่ง คาดตลาดหุ้นไทยเป็นคู่แรกเทรดในอาเซียนบอร์ด

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯปี 2552 ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำงานภาคใต้โครงสร้างใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมในการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 2554 โดยแบ่งกลุ่มสายงานเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มงานด้านธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้ 9 กลยุทธ์ คือ เพื่อจำนวนบริษัทจดทะเบียน สินค้าใหม่ ขยายฐานนักลงทุน เพิ่มบริการขยายขอบเขตบริการหลังการซื้อขาย พัฒนาระบบไอทีให้ทัดเทียมตลาดหุนทั่วโลกมีต้นทุนต่ำ แผนและผลักดันให้เกิดการดำเนินงานตามแผนพัฒนาตลาดทุน สร้างผู้นำและบุคลากร สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ รองรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ กลุ่มงานด้านธุรกิจ คือ การขยายฐานผู้ลงทุนประเภทบุคคลทั่วไปเพิ่มขึ้นอีก 5% หรือคิดเป็นจำนวน 1 แสนราย แบ่งเป็น นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นโดยตรง 40,000 ราย และลงทุนผ่านหน่วยลงทุน 60,000 ราย จากเดิมที่มีประมาณ 500,000 รายทำให้เพิ่มเป็น 600,000 รายในปีหน้า ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มอีก 10% ซึ่งจะทำให้สัดส่วนนักลงทุนสถาบันเพิ่มเป็น 19-20% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการลงทุน 17% แบะเพิ่มผู้ลงทุนผ่านอินเตอร์เน็ต 10% จากปีนี้ และตั้งเป้ามูลค่าการวื้อขายในตลาดอสุพันธ์เฉลี่ยวต่อวันเพิ่มอีก 32.4% จากปี นี้ที่มี 10,910 สัญญา

การเพิ่มสินค้าใหม่ๆมากขึ้นเช่นการเปิดซื้อขายฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับทองคำ (โกลดฟิวเจอร์ส) การออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) การออกกองทุนอีทีเอฟอย่างน้อยอีก 1 กองทุน โดยจะอิงกับดัชนีหุ้นต่างประเทศฯลฯ ออกกองทุนอิสลามิกฟันด์ อย่างน้อย 1 กองทุน และ ศึกษาความเป็นไปได้ในการของตราสารหใม่ๆให้สอดคล้องกัลความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดนั้นคาดการณ์ยากจากที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบ ซึ่งหากปัญหาต่างประเทศและในประเทศคลี่คลายเชื่อว่ามูลค่าการซื้อขายจะอยู่ที่ 18,000 ล้านบาทต่อวัน แต่หากปัจจัยดังกล่าวยังไม่คลี่คลายเชื่อว่าจะอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท โดยเดิมปีนี้คาดว่าวอลุ่มจะอยู่ที่ 22,000 ล้านบาทต่อวันแต่ปัจจุบันอยู่ที่ 17,000 ล้านบาทต่อวัน แม้มูลค่าการซื้อขายจะลดลง 5%แต่ในด้านปริมาณการซื้อขายก็เพิ่มขึ้น 38% แต่หากมูลค่าไม่ลดเชื่อว่าขณะนี้จะมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 23,000 ล้านบาท

“จากภาวะตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ไม่ดีจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องทำงานมากขึ้นในปีหน้าเพื่อชดเชยกับความสูญเสียจากดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาก โดยตลาดหลักทรัพย์ฯคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานปีหน้าจะเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งจะไม่รวมกับพอร์ตการลงทุน เพราะ จากการเพิ่มสินค้าใหม่ ที่เพิ่มขึ้น และภายใต้วอลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนรายได้ดำเนินงานปีนี้โตเพียง 5% และแม้ดัชนีจะปรับตัวลดลงมามากทำให้พอร์ตการลงทุนลดลงแต่ทั้งปีนั้นก็ยังคงมีกำไรอยู่” นางภัทรียา กล่าว

นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งเป้าจะมีบริษัทเข้ามาจดทะเบียนและเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO)ปีหน้ารวมจำนวน 46 บริษัท โดยประเมินจากบริษัทที่ได้รับอนุมัติการเสนอขายจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แบ่งเป็นเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ 22 บริษัท และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) 24 บริษัท ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป)รวม 2.5 แสนล้านบาท แต่มาร์เกตแคปก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากภาวะตลาด

“จำนวน 46 บริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียน แบ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในไทย 45 บริษัท และอีก 1 บริษัทจะเป็นบริษัทที่อยู่ในอินโดจีน”นายวิเชฐ กล่าว

ทั้งนี้ในปัจจุบันส่วนตัวว่าจะมีไอพีโอปีหน้าจะทำได้ตามเป้าหมายเนื่องจาก ก.ล.ต.ได้อนุมัติให้บริษัท8 แห่ง ให้สามารถเสนอขายหุ้นได้แล้ว และมีการเลือนซึ่งจะเข้าจดทะเบียนปีหน้า และปัจจุบันมีบริษัทที่ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) อยู่จำนวน 27 บริษัท แบ่งเป็น ตลาดหลักทรัพย์ 12 บริษัทและเข้าจดทะเบียนในmai 15 บริษัท ส่วนบริษัทต่างประเทศที่จะเข้ามาจดทะเบียนนั้นเบื้องต้นจะเป็นบริษัทคนไทยที่ไปทำธุรกิจในต่างประเทศก่อน

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการประสานงานกับทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับบีโอไอขอให้ยืดเวลาการให้สิทธิประโยชน์มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์จะมีการเข้าพบบริษัทจดทะเบียนจำนวน 200 แห่ง ในการหารือในการให้บริษัทจดทะเบียนให้ใช้สิทธิประโยชน์ของตลาดทุนให้คุ้มค่า และจะมีการหารือในเรื่องอุปสรรคในการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่จะมีการแก้ไขต่อไป รวมถึงกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนมีการพบนักวิเคราะห์พบสื่อมากขึ้น ในการให้ข้อมูลแต่นักลงทุนมากขึ้น

นางนงราม วงษ์วานิช รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงการพัมนาพื้นฐานด้านเทคโนโลยว่า จะเน้นพัฒนาระบบให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำรับการเชื่อโยงการทำธุรกรรมข้ามตลาด ซึ่งการจัดตั้งกระดานซื้อขายหุ้นอาเซียน (ASEAN Board) โดยแต่ละประเทศจะคัดเลือกหุ้นขนาดใหญ่ 30 บริษัท

ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้จัดทำระบบการซื้อขาย ซึ่งคาดว่าเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยจะเปิดการซื้อขายได้ในปีหน้า ซึ่งประเทศที่มีความพร้อมในการจัดทำคือประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยคู่แรกที่จะมีการเปิดซื้อขายคือ ไทย ส่วนจับคู่กับใครนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการพิจารณาประเทศที่มีระบบการซื้อขายและพัฒนาการใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไทย

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานด้านการพัฒนาตลาด (Markets) จะเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การเพิ่มสินค้า ที่จะคำนึงถึงความสำเร็จทางธุรกิจหรือความสำคัญต่อการพัฒนาตลาด ซึ่งจะมีการออกตราสารใหม่ ๆ เข้าจดทะเบียนในตลาด การเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบัน โดยจะเน้นขยายในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ให้เข้ามาลงทุนในหุ้นมากขึ้น

ทั้งนี้ได้ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ตัวกลาง จะเน้นการเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรม พร้อมทั้งจะมีการขยายผู้ลงทุน 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ผู้ลงทุน High Net Worth โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ และผู้ลงทุนจากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ จะเพิ่มช่องทางให้สมาชิกสามารถซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการรวมศูนย์ข้อมูลตราสารหนี้และเพิ่มประสิทธิภาพระบบซื้อขายตราสารหนี้ด้วย

ด้านกลยุทธ์สำหรับงานบริการหลังการซื้อขาย (Post Trade Services) ได้มีขยายขอบเขตการให้บริการที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นนายทะเบียนตราสารหนี้ภาครัฐ และบริการบริหารหลักประกันข้ามตลาดเพื่อรองรับหลักประกันอื่นนอกเหนือจากเงินสด และการรวมศูนย์สำนักหักบัญชี เป็นต้น ทั้งนี้ การปรับเพิ่มสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อการเพิ่มธุรกรรม ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ต่ำลง ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของสมาชิกและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งผลดีต่อการเติบโตของตลาดทุนโดยรวมด้วย

สำหรับกลุ่มงานพัฒนาตลาดทุนนั้น ถือว่าเป็นกลุ่มงานใหม่ที่มีการกำหนดเป้าหมาย 4 ประการตามพันธกิจ ( Mission based) ทั้งการเป็นผู้นำทางความคิดในการผลักดันการพัฒนาตลาดทุน การยกระดับ Good Governance ของบริษัทจดทะเบียน การสร้างกลไกในการสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดทุน และการสร้างผู้ลงทุนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ด้านการเงินการลงทุน รวมถึง การศึกษาวิจัยด้านตลาดทุนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนโดยรวม

นางจิราพร คูสุวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการ กล่าวว่าในปี 2552 นั้น งานด้านการให้ความรู้ผู้ลงทุน จะเน้นการเพิ่มผู้ลงทุนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิด Wealth Management ผ่านการอบรมและกิจกรรมที่หลากหลาย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผู้ที่มีความรู้ด้านการเงินและการลงทุนในส่วนของบุคคลทั่วไปปีละร้อยละ 10 และในผู้ลงทุนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย อาทิ พนักงาน สมาชิกกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ ในกลุ่มบริษัท SET100 พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้มีเงินฝาก เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ทั้งนี้ จะเน้นการทำงานผ่านเครือข่ายทั้งองค์กรภาคธุรกิจตลาดทุน และสถานศึกษา โดยเฉพาะสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.)

ทั้งนี้ได้จัดทำโครงการเพิ่มคุณภาพและจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนเจ้าหน้าที่การตลาดต่อจำนวนผู้ลงทุนที่เหมาะสม และเพิ่มสัดส่วนจำนวนนักวิเคราะห์ต่อบริษัทหลักทรัพย์ โดยจะกำหนดมาตรฐานร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่อไป นอกจากนี้ จะอบรมให้ผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 หลังการอบรม

สำหรับกลุ่มงานพัฒนาตลาดทุนจะเป็นศูนย์กลางการทำหน้าที่หลักที่จะทำให้อุตสาหกรรมโดยรวม ลดต้นทุนด้านการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพด้วยการเปิดเป็นศูนย์ทดสอบใบอนุญาตและความรู้ด้านตลาดทุนเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย (Capital market Examination Center ) และขยายไปสู่การเป็น Capital Market Education Center สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอีกด้วย รวมทั้งการผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัยด้านตลาดทุนและใช้เครือข่ายของวตท. ให้เกิดประโยชน์

ด้านนายเก่งกล้า รักษ์เผ่าพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ได้กล่าวถึงงานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมของตลาดทุนว่า จะเน้นสร้างความต่อเนื่องด้านการดำเนินการเพื่อยกระดับ CG (บรรษัทภิบาล) CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) และ IR (งานด้านนักลงทุนสัมพันธ์) ของบริษัทจดทะเบียนให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลในระยะเวลา 5 ปี โดยส่งเสริมให้มีคะแนนด้านการกำกับดูแลกิจการ (CG scoring ) เพิ่มขึ้น และมีมาตรฐานเทียบเคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค และบจ. อย่างน้อยร้อยละ 75 มีการดำเนินงานด้าน IR ตามมาตรฐานที่กำหนด

รวมทั้งส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมีการดำเนินงานด้าน CSR และอย่างน้อยร้อยละ 50 มีการจัดทำรายงานการดำเนินงานด้าน CSR นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทุน ผ่านการสร้าง mai matching fund และ Venture Capital Model เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการเพิ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us