ธุรกิจที่ดินถ้าจะมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อย ก็จงเชื่อเถอะว่าเสี่ยงน้อยจริง
ๆ เพราะ "ที่ดิน" เป็นสิ่งเดียวที่ธนาคารเมืองไทยตีค่าให้เป็นหลักทรัพย์ชั้นดีเยี่ยมที่สุด
แต่ถ้าจะมีคนบอกว่าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงไม่ใช่เล่นแล้วละก็ให้เชื่อเขาว่ามันก็จริงเหมือนกัน
มันแล้วแต่ว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินเพื่อขายนั้นเป็นเงินของใคร ที่ดินโดยตัวของมันเอง
ไม่มีความเสี่ยง แต่ถ้าวิธีการบางวิธีการของการทำธุรกิจ "ที่ดิน"
อาจจะดูเสี่ยงเอามาก ๆ ทีเดียว
ถ้าจะเปรียบเทียบนักปีนป่ายเขาสูงคือคนที่ชอบเสี่ยง แต่ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ใช่นักปีนป่ายเขาสูงคนล่าสุดนอกจากมีคนหลายคนขึ้นไปก่อนเขาแล้วก็เชื่อว่ายังมีอีกนับไม่ถ้วนที่กำลังจะขึ้นไป
วิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตเซลส์แมนขายรถเก่าคันนี้สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากการขายรถเก่าจนร่ำรวยขึ้นมาถึงปัจุบันเป็นประธานและกรรมการอำนวยการกฤษดานครกรุ๊ป
ซึ่งเป็นกลุ่มค้าที่ดินที่กำลังพุ่งแรงเป็นอาณาจักรที่มีสินทรัพย์ร่วม ๆ
1,000 ล้านบาท (ไม่รวมของส่วนตัว) อย่างน่าทึ่งกับเวลาที่สะสมมาเพียง 10
ปีเศษบางคนก็บอกว่าเป็นกลุ่มที่น่ากลัวเอามาก ๆ
ชายวัย 50 ปีเศษคนนี้มีพื้นเพมาจากชุมพร พ่อเป็นคนจีนซึ่งแต่งงานกับหญิงไทยก่อนที่เขาจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่บ้านศิริราชเมื่อ
20 ปีก่อน และย้ายมาอยู่ย่าน
วิชัยเป็นคนที่ปิดตัวเองเอามาก ๆ ซึ่งขัดกับความเป็นเซลส์แมนของเขาอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะกับสื่อมวลชน ว่ากันว่าตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจจัดสรรที่ดินในสมัยนี้สมาชิกมอบให้เป็นคิวของเขาแล้วแต่เขาปฏิเสธ
โดยขอเป็นเพียงแค่อุปนายกด้วยเหตุผลเพียงสั้น ๆ คือไม่อยากยุ่งกับนักข่าว
"ผู้จัดการ" ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์เขานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็น่าเสียดายที่ข้อมูลบางด้านอาจจะตกหล่นขาดหายไป
ด้วยเขาไม่มีช่องว่างพอจะจัดเวลาให้เราได้พบกันได้
คนใกล้ชิดหรือที่เคยเข้าไปสัมผัสเขาหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นคนที่น่ารักมากเมื่อเข้าใกล้
แม้จะไม่ถึงกับเป็นคนหล่อเหลาเอาการ ออกจะคอสั้นไปด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นคนทีพูดจาสุภาพ
นบน้อมถ่อมตน และให้เกียรติผู้อื่น แม้ในยามจะต้องต่อรองเรื่องธุรกิจเหล่านายหน้าทั้งหลายก็ยกนิ้วให้เขาว่าเป็นนักเจรจาต่อรองที่หาตัวจับยากทีเดียวในยุทธจักรนี้
วิชัยวันนี้ไม่ได้วิ่งรอกจนสายตัวแทบขาดเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน แต่เขาก็ไม่เคยละเลยในรายละเอียดที่เป็นงานประจำวันของเขา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนงาน รายรับรายจ่ายและลูกค้า เขายังคงทำงานหนักเหมือนเคยภายในบริเวณอาณาจักรธุรกิจของเขา
ณ ศูนย์กลางรถยนต์มหานคร แห่งที่สร้างเงินสร้างทองให้เขาขึ้นมาได้จนถึงปัจจุบัน
"ก็ดีเหมือนกันผมจะได้อ่าน ถ้าคุณจะทำเรื่องราวของคุณวิชัย เพราะผมก็ไม่ค่อยจะรู้กับเขา"
บันเทิง ตันติวิทย์ ประธานกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ ผู้ซึ่งปล่อยเงินกู้สนับสนุนโครงการของวิชัยจำวนหลายร้อยล้านปฏิเสธที่จะพูดถึงวิชัยกับ
"ผู้จัดการ" เพราะเขาไม่รู้ว่าวิชัยเป็นใครมาจากไหนเหมือนกับครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่าไม่เคยรู้จักกับ
ศิริชัย บูลกุล เจ้าของอาณาจักรมาบุญครองผู้โด่งดังว่าเป็นใคร
จึงไม่ทราบอีกเหมือนกันว่าโครงการกฤษดานครที่กู้ที่ไทยพาณิชย์นั้นใครเป็นคนแนะนำไป
ดูเหมือนพนักงานรับ-ส่งเอกสารของธนชาติจะรู้เรื่องดีกว่าด้วยซ้ำ
วิจิตร ศรีสังข์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป้นคนชุมพรและรู้จักวิชัยมาตั้งแต่เกิดก็ปฏิเสธที่จะพูดถึง
"พี่หมู" หรือวิชัย กฤษดาธานนท์ ด้วยเหตุผลว่าปัจจุบันนี้เขาก็เป็นพ่อค้าเหมือนกัน
โดยวิสัยของพ่อค้าก็คือทางใครก็ทางมัน โดยเฉพาะในช่วงหลังนี้วิชัยเข้าไปใกล้ชิดศูนย์อำนาจรัฐมาก
เขายิ่งไม่อยากกยิ่ง
ปัจจุบัน วิจิตร ศรีสังข์ อดีตนักต่อสู้เพื่อปากท้องของประชาชนดูกำลังร่ำรวยซึ่งเป็นธุรกิจที่ค้าขายกันในระบบโควตาเสียส่วนใหญ่
แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าวิจิตรนั้นมีความใกล้ชิดกันเป็นพิเศษกับรัฐมนตรีสายพรรคกิจสังคมหลายคน
ซึ่งก็เป็นพรรคที่คุมกระทรวงพาณิชย์มาโดยตลอด รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน
ดร.สุบิน ปิ่นขยัน ก็มาจากพรรคกิจสังคมเช่นกัน
วิชัย กฤษดาธานนท์ กับ วิจิตร ศรีสังข์แท้จริงไม่ได้เป็นแต่เพียงคนบ้านเดียวกันเท่านั้น
คนใกล้ชิดกับคนทั้งสองรู้ดีว่าเขาทั้งสองต่างก็เคยมีคืนวันที่หวานชื่นและขมขื่นต่อกันมายาวนานพอสมควร
จากการสืบค้นของ "ผู้จัดการ" พบว่าวิจิตรกับวิชัยเริ่มร่วมหอลงโรงกันทางธุรกิจกันมาตั้งแต่ปี
2518 โดยร่วมกันตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด "ลดายนต์" ดำเนินธุรกิจรับซื้อ-ขายรถเก่าแถว
ๆ ถนนประชาธิปไตยบางขุนพรหมนี่เอง
หลักฐานที่สืบค้นได้พบอีกว่า วิจิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมงานคนหนุ่มงานของพรรคกิจสังคมลงทุนด้วยเงินสด
250,000 บาท แต่เนื่องจากวิชัยไม่มีเงิน แต่มีความชำนาญในการดูและตรวจสภาพรถ
การซื้อ การขาย รวมไปถึงการติดต่อกับกรมทะเบียนรถยนต์-ชนิดที่เรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทีเดียวจึงตกลงกันตีค่าแรงวิชัยเป็นหุ้นจำนวน
250,000 บาทเท่านั้น
แต่คนที่ใกล้ชิดวิจิตรเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่าขณะนั้นเพื่อนฝูงเชื่อกันว่าวิจิตรได้รับวงเงินกู้เบิกเกินบัญชีจากธนาคารกรุงเทพโดยการสนับสนุนของ
บุญชู โรจนเสถียร ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคกิจสังคมด้วยไม่ต่ำกว่า
2 ล้านบาท
วิจิตรไม่ตอบ "ผู้จัดการ" ในประเด็นนี้เมื่อถูกถาม แต่ตั้งคำถามคืนว่าใครบอกคุณ
เนื่องจากวิชัยเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจด้านนี้ จึงตกลงกันมอบให้วิชัยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
รับผิดชอบการบริหารงานทั้งหมดของห้าง รวมทั้งเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ด้วย
แหล่งข่าวที่เคยแวะไปเยี่ยมเยียนวิจิตร - วิชัย ที่ถนนประชาธิปไตยบ่อย
ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนบอกว่าดูเหมือนกิจการของเต็นท์รถยนต์ "ลดายนต์"
จะไม่ค่อยราบรื่นนัก มีปัญหาทั้งด้านการตลาดและเรื่องสถานที่
ขณะนั้น วิจิตร ศรีสังข์ เพิ่งจะอายุ 20 ปีเศษ ๆ คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจบ้างเมื่อมีช่องทางเปิดให้
ในขณะที่วิชัยนั้นเป็นหนุ่มใหญ่ที่คร่ำหวอดมาในวงการกว่า 10 ปีแล้วหลายอย่างจึงดูจะไม่ค่อยสมดุลกันนักระหว่างคนทั้งสอง
เพียงปีเศษต่อมาคือกลางปี 2520 วิจิตรก็โอนหุ้นในส่วนของเขาให้แก่ปรานอม
แสงสุวรรณเมฆา ซึ่งก็คือภรรยาของวิชัยนั่นเอง
จากนั้น "ลดายนต์" ก็ย้ายมาตั้งที่ถนนสุโขทัย เยื้อง ๆ กับสวนรื่นฤดี
ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ประสานงานบ้านนายพลนั่นเอง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า
"ศูนย์กลางรถยนต์มหานคร" ที่ได้รับฉายาว่าเป็นเจ้ายุทธจักรรถมือสองในปัจจุบัน
วิชัย กับภรรยา และน้องชายต่างมารดาของเขา ก่อเกียรติ กฤษดาธานนท์ (แม่เขาเป็นคนจีน)
ได้เข้ามาร่วมกันทุ่มเทสร้างอาณาจักรแห่งนี้ขึ้นมาอย่างเต็มกำลังกันทุกคน
ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างวิชัยเข้าแล้ว
เพียง 4-5 ปีต่อมาวิชัยก็ผงาดอยู่ในวงการมีเงินพอที่จะหาลู่ทางจับธุรกิจอื่นดูบ้าง
และธุรกิจที่วิชัยให้ความสนใจมากก็คือธุรกิจเงินทุน ซึ่งกำลังบูมอย่างมาก
ๆ ในช่วงนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าธุรกิจขายรถเงินผ่อนของเขานั้นจำเป็นมากที่จะต้องพึ่งพาธุรกิจเงินทุน
รอยต่อตรงนี้ขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีเอกสารปรากฎชัดว่าวิชัยเป็นคนก่อตั้งบริษัทโอเวอร์ทอพ
เครดิตค การลงทุน จำกัด ขึ้นมา เพียงแต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดบางคนยืนยันกับ
"ผู้จัดการ" ว่า วิชัยเป็นคนตั้งบริษัททั้งสองนี้ขึ้นมา เพียงแต่ให้คนใกล้ชิดเป็นคนออกหน้าแทนเท่านั้นเอง
โดยเฉพาะชื่อบริษัทหลังนั้นสอดคล้องกันพอดีกับนามสกุลของวิชัย
คราวนี้ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างวิชัยเพราะเพียงสองปีต่อมา อันเนื่องมาจากเกิดภาวะวิกฤตสถาบันการเงินกันอยางหนักและมีปรากฎทรัสต์เถื่อนเกิดขึ้นมากมายเพื่อคุ้มครองประชาชน
กระทรวงการคลังจึงได้ประกาศห้ามไม่ให้บริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการเงินทุนใช้ชื่อที่มีคำว่าเงินทุน
เครดิต ทรัสต์ หรือเครดิตฟองซิเอร์อย่างเอาจริงเอาจัง ถ้าใครใช้อยู่แล้วก็ขอให้เปลี่ยนโดยด่วน
ถึงตอนนี้จึงปรากฏมีชื่อ วิชัย กฤษดาธานนท์ มานั่งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อเสียใหม่ให้เลือกแต่เพียงคำว่า
บริษัทโอเวอร์ทอพ กับบริษัทกฤษดามหานคร เท่านั้น พร้อมกับเพิ่มเติมวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการทำธุรกิจเข้ามา
วิชัยเริ่มจับธุรกิจที่ดินอย่างเป็นรูปเป็นร่างในปีเดียวกันนั่นเอง โดยเริ่มต้นใช้ชื่อโครงการว่า
"หมู่บ้านกฤษดานคร" ที่ริมถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เจาะกลุ่มเป้าหมายคนชั้นกลางมาขายทาวเฮาส์และบ้านชั้นเดียวขนาด
20-40 ตารางวา
"แถวนี้เมื่อก่อนนี้เงียบเหงามากไม่เหมือนทุกวันนี้ค้าขายดีขึ้น ตอนนั้นก็มีที่นี่กับหมู่บ้านเมืองทองเท่านั้น
นอกนั้นก็เป็นทุ่งนาโล่งไปหมด" คนในหมู่บ้านกฤษดานคร (แจ้งวัฒนะ) เล่าย้อนอดีตเมื่อ
5-6 ปีก่อนให้ "ผู้จัดการ" ฟัง
โครงการหมู่บานกฤษดานครแห่งแรกที่แจ้งวัฒนะไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำเอามาก
ๆ ดอกเบี้ยแพง ยิ่งมาเจอเอามาตรการควบคุมการเติบโตสินเชื่อไม่ให้เกิน 18%
ของธนาคารแห่งประเทศไทย นักธุรกิจทุกคนแทบจะล้มทั้งยืนกันเลยทีเดียว
แต่วิชัยก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี แม้จะมีกระแสข่าวออกมาเรื่อย ๆ ในวงการด้วยกัน
วิชัยมาเริ่มรุกอีกครั้งในช่วงปี 2528-2529 สรุปบทเรียนที่ผ่านมาปรับกลยุทธ์ใหม่
แทนที่จะสร้างบ้านราคาถูกขายก็หันไปจับธุรกิจจัดสรรทีดิ่นขายเป็นแปลงใหญ่
ๆ แล้วให้ผู้ซื้อเลือกแบบบานเอง รับเงินจองก่อนแล้วค่อยทำการก่อสร้างในขณะที่ผู้ซื้อก็ผ่อนชำระไปเรื่อย
ๆ และที่สำคัญจะต้องทำโครงการอย่างต่อเนื่องแทนที่จะขายโครงการให้หมดเสียก่อนเหมือนเมื่อก่อน
เช่น เดียวกับที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าท์ เคยทำสำเร็จมาแล้ว
วิชัยทุ่มโฆษณาอย่างหนัก และขึ้นโครงการอย่างต่อเนื่อง มีแบบบ้านให้เลือกอย่างจุใจผู้ซื้อ
จนระยะเวลาเพียง 10 ปีเศษโครงการบ้านและที่ดินที่ขึ้นภายใต้ชื่อกฤษดานครถึง
23 โครงการไม่รวมโครงการคอนโดมิเนียมชายหาดพัทยากับชะอำอีก 2 แห่ง
กฤษดานครนำวิธีการตลาดทุกรูปแบบเข้ามาใช้เป็นกลยุทธ์การขาย ในช่วงที่การลดแลกแจกแถมกลายเป็นเรื่องธรรมดา
ๆ สำหรับผู้ซื้อ กฤษดานครยังให้สิทธิพิเศษมากมายแก่ลูกค้า ที่ดินแลกที่ดิน
ก็ตามกันมาติด ๆ พร้อมกับการโหมโฆษณาอย่างเอาเป็นเอาตาย โครงการก็ดูจะมีมากขึ้นเรื่อย
ๆ เป็นเงาตามตัว
เหมือนกับว่าจะหยุดไม่ได้เสียแล้ว
วิชัยขยับขยายจับกลุ่มเป้าหมายที่มีระดับขึ้นเรื่อย ๆ โดยเน้นที่ความใหญ่โตหรูหรา
อัครสถาน เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสมเกียรติผู้มีระดับ จนปัจจุบันจะหาซื้อบ้านของกฤษดานครในราคาที่ต่ำกว่า
2 ล้านบาทนั้นดูเหมือนจะไม่มีเสียแล้วจนล่าสุดก็คือโครงการบ้านนายพล ซึ่งเป็นโครงการบ้านและที่ดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเวลานี้
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในจำนวน 23 โครงการนั้นมีอยู่ไม่น้อยทีเดียวที่ยังไม่ได้ขออนุญาตจัดสรรจากกรมที่ดิน
"พูดถึงมาตรฐานที่เขาวางไว้คุไม่ต้องห่วง ดูเหมือนกฤษดานครจะมีปัญหาน้อยที่สุดตั้งแต่สาธารณูปโภคพื้นฐานไปจนถึงตัวบ้าน
แต่ที่ได้รับอนุญาตช้าอาจเป็นเพราะขั้นตอนของราชการมากกว่ากว่าจะได้ใบอนุญาตทีต้องใช้เวลาเป็นปีอันนี้เป็นปัญหาของผู้ลงทุน
ซึ่งบางทีเขาก็ต้องดำเนินการไปก่อนค่อยยื่นขอทีหลัง" นักธุรกิจที่ดินคนหนึ่งให้ข้อมูล
ด้านเจ้าหน้าที่ในกรมที่ดินบอกว่าบางคนที่เจตนาจะหลบเลี่ยงกฎหมายจัดสรรจริง
ๆ ตแต่บางคนไม่มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงเพียงแต่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติโครงการไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขก็ออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
ที่พบส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องที่ดินที่ติดภาระจำนองกับธนาคารอยู่ ซึ่งแน่นอนจะอนุญาตไม่ได้
เพราะต้องให้ความคุ้มครองผู้ซื้อ
"ผู้ซื้อเขาวางเงินจอง บางคนก็เริ่มผ่อนเงินไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีหลักประกันอะไรเลย
ถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมา ที่ดินโอนกันไม่ได้ คนที่ได้เปรียบคือธนาคารผู้รับจำนองเพราะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ
อันนี้เราคุ้มครองผู้ซื้อครับ" เจ้าหน้าที่ในกรมที่ดินคนเดิมอธิบายให้ฟัง
แหล่งข่าวคนเดียวกันบอกว่าโครงการที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรส่วนใหญ่ขณะนี้จะมีปัญหาเรื่องภาระจำนองทั้งสิ้นไม่เฉพาะกฤษดานครเท่านั้น
จากการตระเวนสำรวจของ "ผู้จัดการ" พบว่าโครงการของกฤษดานครส่วนใหญ่ยังขึ้นไม่เต็มโครงการทีเดียว
บางโครงการก็ขึ้นเพียงป้ายและปรับพื้นผิวดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง โดยเฉพาะตั้งแต่โครงการที่
14-15 ขึ้นไป แต่พนักงานขายของกฤษดานครเองบอกว่าส่วนใหญ่ขายกันหมดแล้วบางคนก็อยู่ระหว่างผ่อนชำระ
"ผู้ซื้อบางคนก็ซื้อเก็งกำไร ซื้อทิ้งไว้เฉย ๆ พวกนี้เอาไว้ขายต่อจึงยังไม่แตะต้องอะไร
แต่ในส่วนของเรานี่ขายเกือบหมดแล้ว" พนักงานขายคนเดิมกล่าว
"ผู้จัดการ" พิจารณาจากงบการเงินโดยละเอียดสิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม
2531 ยังพบว่า "สินค้าคงคลัง" อันหมายถึงที่ดินที่ยังขายไม่ออกนั้น
เหลืออยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว บางโครงการเหลือถึง 40% ของโครงการ หรือแม้แต่โครงการที่ขึ้นมานานแล้วอย่างโครงการที่
14 ก็ยังปรากฎเหลือที่ดินที่ยังขายไม่ออกอยู่ไม่น้อย
ในขณะที่ตัวเลขสินทรัพย์ที่ปรากฏทางบัญชีมีเพียง 762 ล้านบาท นั้น ปรากฏว่าเป็นเงินกู้จากธนาคารเสียถึง
636 ล้านบาท และกู้ยืมบริษัทในเครือกันเองอีก 100 ล้านบาท ซึ่งนักบัญชีคนหนึ่งให้ความเห็นว่าน่าจะเป็นเงินที่ได้มาจากลูกค้าในส่วนที่เป็นเงินจอง
เพราะหลังจากซื้อขายกันแล้วลูกค้าก็ไปผ่อนชำระกับธนาคารกันหมด และไม่ปรากฎตัวเลขในของผู้ถือหุ้นสูงนัก
รวมทั้งเงินที่กรรมการกู้ยืมไปจากบริษัทด้วยจำนวน 232 ล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วก็เท่ากับครึ่งหนึ่งของเงินกู้จากธนาคาร
"เมื่อเอาตัวเลขหนี้สินทั้งสองมารวมกันก็จะได้ 968 ล้านบาท นั่นจึงจะเป็นตัวเลขหนี้สินของกลุ่มจริง"
นักบัญชีคนเดียวกันอธิบายเพิ่มเติม
ในภาวะที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งเช่นนี้แม้จะขึ้นมายืนอยู่บนชะง่อนภูผาอันสูงชันก็ยังรู้สึกเป็นสุขตราบเท่าลมฟ้าไม่แปรปรวน
วิชัยเป็นคนที่ทำงานมาหนักและเหน็ดเหนื่อยยาวนาน เส้นทางเดินของเขาที่ผ่านมาไม่ต่างอะไรกันกับการปีนป่ายขึ้นเขาที่สูงชัน
แม้วันนี้บางคนจะบอกว่าเขากำลังมายืนอยู่บนชะง่อนหินนั้นแล้ว ซึ่งเขาก็สมควรจะได้รับความสดชื่นแจ่มใสเหล่านั้นเมื่อยาวลมพัดผ่านด้วยความภาคภูมิใจที่ขึ้นมาได้
เขาเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลาย ๆ ตัวอย่างเท่านั้นสำหรับคนสู้ชีวิต บางคนก็ยืนเสพสุขอยู่ได้ยาวนาน
หลายคนก็จากไปด้วยความน่าสลดใจ แต่สำหรับ วิชัยกฤษดาธานนท์ แล้วเขาเท่านั้นที่จะรู้ว่าสุขหรือเสียว