Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน13 พฤศจิกายน 2551
“CPF”ทบทวนแผนขยายการลงทุน งวด9เดือนกำไรสุทธิเพิ่มกว่า150%             
 


   
www resources

โฮมเพจ เจริญโภคภัณฑ์อาหาร

   
search resources

เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, บมจ.
อดิเรก ศรีประทักษ์
Food and Beverage




ซีพีเอฟ โชว์ผลงานงวด 9 เดือนแรก กำไรสุทธิรวม 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 151% หลังราคาสินค้าและยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือมียอดขายรวมเกือบ 1.2 แสนล้านบาท ด้านผู้บริหารมั่นใจกระแสไข้หวัดนกไม่กระทบเป้ายอดขายที่ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมมุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนในปีหน้า ระบุทบทวนแผนลงทุนขยายงานมาตั้งแต่ต้นปีหลักจากเกิดวิกฤตการเงินโลก

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 2,824 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.39 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 1,127 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.16 บาท คิดเป็นกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 151% จากที่มียอดขายรวม 116,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17%

ขณะที่ไตรมาส 3/51 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,388 ล้าบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.19 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่กำไรสุทธิ 1,308 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.18 บาท กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท คิดเป็น 6%

นายอดิเรก กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของยอดขายของบริษัทในช่วง 9 เดือน ส่วนใหญ่มาจากการปรับตัวสูงขึ้นของระดับราคาเนื้อสัตว์ทั้งในประเทศและสินค้าเนื้อสัตว์ส่งออกทั้งกิจการในประเทศไทยและต่างประเทศที่ปรับขึ้นตามภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น ประกอบกับปริมาณการส่งออกสินค้าเนื้อสัตว์แปรรูปของบริษัทนั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้น

สำหรับในเรื่องผลกระทบจากไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยนั้น เป็นการเกิดขึ้นในส่วนของการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ซึ่งจะไม่กระทบต่อยอดขายของบริษัท เพราะผู้บริโภคมีความเข้าใจและมั่นใจในมาตรฐานการผลิตเนื้อไก่ของบริษัท

ขณะที่ภาคการส่งออก บริษัทผู้นำเข้าต่างเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสินค้าหลักในการส่งออกของซีพีเอฟเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ปลอดภัย ลูกค้ามีการตรวจสอบกระบวนการผลิตของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับจีนมีเหตุการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าอาหารที่มีสารปนเปื้อนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสและศักยภาพเพิ่มขึ้น ในเรื่องของการส่งออกสินค้าอาหารไปยังกลุ่มลูกค้าเดิมของประเทศจีน

ส่วนโครงการดำเนินกิจการในต่างประเทศนั้น ล่าสุดบริษัทได้เริ่มดำเนินการผลิตโครงการในประเทศรัสเซีย ซึ่งจะเริ่มส่งรายได้จากการผลิตเข้ามาในต้นปีหน้า ซึ่งธุรกิจหลักในประเทศรัสเซียเป็นอาหารสัตว์บกและสุกรพันธุ์ ที่จำหน่ายให้กับเกษตรกรชาวรัสเซียที่เดิมใช้อาหารสัตว์ผสมเอง หรืออาหารสัตว์ที่อาจจะมีคุณภาพไม่สูง

นายอดิเรก กล่าวว่า ในปี 2551 บริษัทมั่นใจว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 150,000 ล้านบาท และในปี 2552 ภาวะวิกฤตทางการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาจส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ดังนั้น จึงทบทวนการลงทุนขยายงานมาตั้งแต่ต้นปี 2551 และจะยังคงนโยบายไม่เพิ่มการลงทุนใน non-core assets พร้อมกับดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังในเรื่องของค่าใช้จ่ายต่างๆ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะได้รับปัจจัยบวกจากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ประกอบกับค่าเงินบาทที่น่าจะอ่อนค่าลงจากช่วง 9 เดือนแรกของปี ซึ่งจะทำให้ซีพีเอฟมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และมีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น

“ซีพีเอฟ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจากผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรก ในอัตราหุ้นละ 0.08 บาท ส่วนครึ่งปีหลังบริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะดีกว่าครึ่งปีแรก บวกกับโครงการซื้อหุ้นคืน ซึ่งล่าสุดซื้อคือได้แล้วประมาณ 3% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว ทำให้มั่นใจว่าเงินปันผลครึ่งปีหลังจะอยู่ในอัตราที่สูงกว่าครึ่งปีแรก”   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us