|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
คลังถลุงไม่เลิกค้ำประกัน ธ.ก.ส.กู้เงินกรุงไทย ออมสิน ทหารไทย นครหลวงไทย รวม 1.1 แสนล้าน พยุงราคาข้าวสูงกว่าตลาดโลก 4 แบงก์ร่วมโครงการหน้าบานกินดอกสูงปลอดความเสี่ยง ขณะที่ต้องควักภาษีกว่า 1 หมื่นล้านจ่ายดอกเบี้ยและค่าบริหารจัดการทั้งโครงการโดยที่สต็อกข้าวเดิมกว่า 2 ล้านตันกระทรวงพาณิชย์ยังไร้หนทางระบาย "ประดิษฐ์" ลั่นห้ามโรงสีบัญชีดำร่วมโครงการเด็ดขาด
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง แถลงถึงกรอบและหลักเกณฑ์การรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 51/52 และผลผลิตทางการเกษตร ว่า ข้อสรุปในโครงการรับจำนำครั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเป็นผู้กู้เงินเองทั้งหมดจำนวน 1.1 แสนล้านบาทจากธนาคารกรุงไทย 4 หมื่นล้านบาท ธนาคารออมสิน 4 หมื่นล้านบาท ธนาคารทหารไทย 1.5 หมื่นล้านบาท และธนาคารนครหลวงไทยอีก 1.5 หมื่นล้านบาท ในกรอบระยะเวลา 1 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยที่ MLR-2%หรือประมาณ 5-5.25% โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกันและรับผิดชอบอัตราดอกเบี้ยรวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดคาดประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ จะเสนอแผนการกู้เงิน การตั้งงบประมาณกลางปี 52 ชดเชยดอกเบี้ย และการให้แยกบัญชีการดำเนินงานของธ.ก.ส.ในส่วนการดูแลโครงการรับจำนำข้าวนาปี เป็นบัญชีการดำเนินงานเพื่อสาธารณะหรือพีเอสเอ เพื่อไม่ให้มีผลต่อการดำเนินงานของธนาคารเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป
สำหรับการเบิกจ่ายเงินจะเป็นการทยอยเบิกจากทั้ง 4 ธนาคาร โดยในเดือนพ.ย.-ธ.ค.คาดจะเบิกจ่ายได้มากถึงเดือนละ 4 หมื่นล้านบาท เพราะผลผลิตออกมามากในช่วงนี้ ซึ่งเงินจะถึงมือเกษตรกรได้เร็วที่สุดในวันที่ 6 พ.ย.นี้ อย่างไรก็ตามการกู้เงินจากทั้ง 4 ธนาคารอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า 1.1 แสนล้านบาทได้ ขึ้นกับเกษตรกรจะมาจำนำข้าวมากกว่า 8 ล้านตันที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ รวมถึงเงื่อนไขการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอตัวเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อช่วยบริหารสภาพคล่อง เพื่อให้การระบายข้าวได้เงินกลับมาเร็วและอาจลดการกู้เงินจากธนาคารในคราวเดียวกันด้วย
ทั้งนี้ ยืนยันการขายข้าวจะไม่ขาดทุนเนื่องจากสต๊อกเก่าทั้งหมด 4.3 ล้านตัน ทั้งจากปี 47-49 ได้ซื้อไว้ที่ราคา 6-7 พันบาทต่อตัน สามารถเฉลี่ยกับการรับจำนำเมื่อกลางปี 51 ที่ราคาตันละ 1.4 หมื่นบาทได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีแนวคิดจะจัดขายข้าวในนามรัฐบาลเพื่อลดราคาขายปลีกข้าวสารในประเทศให้ถูกลงกว่าปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์จะดูแลราคาข้าวให้ยุติธรรมต่อผู้บริโภค
นายประดิษฐ์กล่าวว่า จะไม่อนุญาติให้โรงสีที่ขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) จากการโกงและทุจริตมาร่วมโครงการเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีความเสี่ยงต่อเงินกู้ ส่วนโรงสีที่ไม่มีความผิดทุจริตแต่อาจเกิดจากความผิดพลาดก็อาจเข้าร่วมโครงการได้
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รักษาการผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า การรับจำนำข้าวนาปี ธ.ก.ส.ซึ่งเป็นผู้กู้จะไม่ได้รับความเสียหายเลย เนื่องจากแผนเงินกู้ทั้งหมด สบน.จะเป็นผู้บริหารจัดการ ส่วนธ.ก.ส.อยู่ในฐานะผู้รับจ้างบริหารจัดการ ซึ่งจะได้รับค่าบริหารจัดการ 3% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 3 พันล้านบาท
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การปล่อยกู้ในครั้งนี้คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก เพราะปกติธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีที่ MLR-1% หรือประมาณ 6% เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยการกู้เงิน 1.1 แสนล้านบาทจะไม่กระทบสภาพคล่องในระบบ เนื่องจากเมื่อชาวนาได้รับเงินจำนำข้าวก็จะนำเงินออกมาจับจ่ายเพื่อการบริโภค
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ออมสินมีสภาพคล่องเพียงพอจะปล่อยกู้ และหากรัฐต้องการเพิ่มมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทจากธนาคาร ก็พร้อมโดยสามารถนำเงินออกจากตราสารทุนที่ปัจจุบันมีกว่า 2.45 แสนล้านบาทออกมาซึ่งผลตอบแทนก็ต่ำกว่าการปล่อยกู้ให้ ธ.ก.ส.ครั้งนี้ด้วย
|
|
 |
|
|