ธุรกิจประกันภัยกำลังไปได้สวยด้วยอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงเวลา
5 ปีที่ผ่านมา แต่แล้วบริษัทบัวหลวงประกันภัย จำกัด กลับประสบปัญหาวิกฤติค้างจ้างค่าสินไหมผู้เอาประกันและหนี้อยู่ในเครือหลายสิบล้าน
นอกจากนี้ยังจะมีบริษัทประกันภัยอื่น ๆ ที่มีอาการร่อแร่ไม่แพ้บัวหลวงอีกหลายราย
สำนักงานประกันภัยตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการหาคนมาเทคโอเวอร์มาตรการที่คิดว่าดีที่สุดแล้วเพื่อรักษาภาพโดยรวมของธุรกิจเอาไว้
ประมาณต้นปี 2526 ชาญชัย ตันกิติบุตร และพวกได้รับซื้อหุ้นส่วนข้างมาก
ของบริษัทไทยเอเซียประกันภัย จำกัด จาก วิชิต เทศรัตนวงศ์ และเพื่อน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทบัวหลวงประกันภัย
จำกัด
ผู้คนในวงการประกันภัยเวลานั้นอาจจะยังไม่รู้จักชาญชัยและพวกดีนัก หลายคนมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ในวงการ
แต่อีกหลาย ๆ คนรู้ดีทีเดียว่าฝีมือการบริหารและพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไรเมื่อบริษัทวิงออน
เครดิต แอนด์อินเวสเม้นท์ จำกัด ที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายในต้นปี
2527
มูลเหตุที่ทำให้บริษัทวิงออน เครดิตฯ ถูกฟ้องล้มละลาย ก็เนื่องมาจากการขาดสภาพคล่องทางการเงิน
นัยหนึ่งคือบริษัทไม่มีเงินจ่ายให้ลูกค้าที่ตั๋วสัญาใช้เงินครบกำหนดทั้งนั้น
เพราะบริษัทได้นำเงินไปลงทุนด้านที่ดินและคอนโดมิเนียมเพื่อการเก็งกำไรทั้งในประเทศและที่ฮ่องกงจำนวนหลายร้อยล้านบาท
การล้มละลายของวิงออน เครดิตฯ เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ธุรกิจอยู่หลายฉบับ
ซึ่งแน่นอนว่าชื่อของชาญชัยและพวกต้องผ่านเข้าหูผู้คนทั่วไป แม้ในเนื้อข่าวไม่ไดระบุว่าชาญชัยและพวกต้องรับผิดชอบต่อการล้มละลายของบริษัท
แต่ข่าวนี้ก็ทำให้ภาพพจน์ของพวกเขาอกมาในทางที่ไม่ใคร่จะดีนัก
เมื่อเป็นดังนี้ ผู้คนในวงการประกันภัยย่อมจะคาดหมายไปในทำนองเดียวกันว่าไม่ช้าไม่นานอนาคตของบัวหลวงประกันภัยคงจะหลีกไม่พ้นจากวิถีทางเดียวกับวิงออนเครดิตฯ
ภายใต้ฝีมือการบริหารของคนกลุ่มนี้
ความเป็นจริงก็คือบัวหลวงประกันภัยประสบภาวะการขาดทุนตั้งแต่ปี 2527 และเพิ่มพูนขาดทุนเป็นทับเท่าทวีคูณนับจาก
2529 เรื่อยมา
สำนักงานประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อกิจการประกันทั้งปวงของประเทศ
ได้กำหนมาตรการแก้ไขปัญหาบัวหลวงประกันภัยอกมาแล้วว่าจะทำกาเรคลียร์หนี้สินบัญชีของบัวหลวง
ขณะเดียวกับที่พยายามทาบทามติดต่อหาคนมารับซื้อกิจการหรือเทคโอเวอร์บริษัทไปดำเนินต่อไป
และที่สำคัญคือ ชะลอ เฟื่องอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันภัยได้ประกาศออกมาในสิ่งที่สวนทางกับความรู้สึกของคนหลายคนแล้วว่า
มาตรการถอนใบอนุญาตบัวหลวงประกันภัยจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาสุดท้ายที่จะนำมาใช้
หากไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการอื่น ๆ ได้สำเร็จ
ปัญหาของบัวหลวงที่ทำท่าลุกลามใหญ่โตจนอาจจะก่อผลสะเทือนต่อวงการธุรกิจประกันภัยก็คือการค้างจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันเป็นจำนวนมาก
การค้างชำระหนี้อู่ซ่อมรถในเครือประกันของบริษัทและที่สำคัยคือการจ่ายเช็คล่วงหน้เาป็นปี
ๆ ซึ่งเมื่อกำหนดเอาไปขึ้นเงินแล้วปรากฏว่าเช็คเด้ง
ที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือธนาคารผู้ออกเช็กได้ระบุเหตุผลปฏิเสธการจ่ายเงินว่าเป็นเพราะบริษัทปิดบัญชีแล้ว
ความโกลาหลวุ่นวายจึงเกิดขึ้นไปทั่วรู้ในหมู่เจ้าของอู่ซ่อมรถในเครือประกันซึ่งมีอยู่ประมาณ
34 อู่ มียอดมูลหนี้ทั้งสิ้นประมาณ 26 ล้านบาท
ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจประกันภัยมีอัตราการเติบโตที่สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น
อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปอย่างชนิดรั้งไม่หยุด โดยเมื่อปี 2526 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม
4,822 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นจกาปีก่อนหน้านี้ 15.9% ครั้นในปี 2530 ก็มีเบื้อประกันรับโดยตรงเพิ่มขึ้นเป็น
7,515 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นจากปี 2529 คิดเป็น 22.16%
ตัวเลขการเติบโตเหล่านี้มีอิทธิพลชักจูงใจนักลงทุนให้หันเหเขามาประกอบธุรกิจด้านนี้ได้มากทีเดียว
ดังจะเห็นได้ว่าธนาคารแทบทั้งระบบล้วนแต่มีบริษัทประกันในเครือ บางแห่งมีถึง
2-3 บริษัท ส่วนบางธนาคารที่ยังไม่มีก็กำลังจ้องเสาะหาอยู่
ประเภทของการประกันภัยที่ทำรายได้ให้กับบริษัทปรกันภัยที่ทำรายได้ให้กับบริษัทประกันภัยมากที่สุดคือรถยนต์เป็นอันดับหนึ่งและรองลงมาคืออัคคีภัยและเบ็ดเตล็ด
โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2531 มีจำนวนเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งสิ้น
4,636.11 ล้านบาท ในจำนวนนี้แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์รวม 2,079.75 ล้านบาทเพิ่มขึ้น
772.05 ล้านบาท หรือ 59.04% จากช่วงเดียวกันของปี 2530
ส่วนการจ่ายสินไหมทดแทนจากการรับประกันภัยรถยนต์ในช่วง 6 เดือนแรกของปี
2531 มีเพียง 1.070.01 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 39.01% จากช่วงเดียวกันของปี 2530
ชะลอ เฟื่องอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันภัยกล่าวถึงการประกันรถยนต์ว่า
"มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาตลอดเนื่องจากจำนวนรถยนต์ที่เอาประกันภัยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
และราคารถยนต์มีการปรับตัวสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา"
ตัวเลขเบี้ยประกันที่พุ่งลิ่วขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้เย้ายวนใจนักลงทุนอย่างยิ่ง
และตลอดเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามีการเพิ่มทุนการซื้อกิจการและการขยายตัวของบริษัทประกันภัยอย่างมาก
ความเย้ายวนใจของธุรกิจประกันภัยนั้นนอกจากเรื่องอัตราการเติบโตที่สูงอย่างมากแล้ว
โดยตัวของธุรกิจเองยังมีลักษณะที่ดึงดูดนักลงทุนได้ ทั้งในเรื่องของการเก็บเบี้ยประกัน
ซึ่งถือว่าเป็นเงินออมอย่างหนึ่งในระบบการเงิน แต่มีระยะสั้นเพราะกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยจะมีอายุปีต่อปีเงินออมนี้ก็คือเงินคุ้มครองความเสี่ยงของผู้เอาประกันนั่นเอง
และบริษัทประกันภัยยังได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้นำเงินเบี้ยประกันนั้น
ไปลงทุนได้ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เช่น ซื้อพันธบัตรออกตั๋วสัญญาใช้เงิน
- ตั๋วแลกเงิน ซื้อหุ้นเงินให้กู้ยืม เป็นต้น
อย่างไรก็ดีขณะที่ธุรกิจประกันภัยขยายตัวอย่างมากนี้ กลับปรากฏว่ามีบริษัทประกันภัยที่มี
"ปัญหา" ซุกซ่อนอยู่ แต่เนื่องจากภาพโดยรวมของวงการค่อนข้างดีอย่างมาก
ๆ บริษัทที่มีปัญหาเหล่านั้นจึงรอดตัวไป
กรณีของบัวเหลงประกันภัยต่อไปนี้สามารถสะท้อนได้เห็นอย่างชัดเจนว่าขณะที่ภาพโดยรวมของธุรกิจประกันภัยออกมาดีมาก
ๆ นั้น มีจุด "เละเทะ" ภายในบางจุดที่ไมได้รับการควบคุมตรวจสอบอย่างเข้มงวดและวิธีการแก้ไขปัญหาของบัวหลวงก็จะสะท้อนด้วยว่า
คนของสำนักงานประกันภัยคิดอย่างไรกับเรื่องนี้และให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของบริษัทประกันภัยแค่ไหน
กลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ของบริษัทบัวหลวงประกันภัยนับแต่ปี 2526 เรื่อยมาคือตระกูลตันกิติบุตร
โดยมีคนในตระกูลรวม 6 คนถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 404,819 หุ้นจากจำนวน 800,000
หุ้น (เมื่อ 29 เมษายน 2531) หรือคิดเป็น 50.06%
นอกจากนี้ชาญชัยได้ชักจูงให้เพื่อน ๆ สมัยที่ร่วมทำวิงวอน คอมมอดิตี้ส์เข้ามาร่วมถือหุ้นและบริหารงานด้วย
คือ วสันต์ หาญวิชิตชัย และ เกษม กันถาวร รวมกับพี่ชายคือ วิชัย ตันกิติบุตร
และผู้ถือหุ้นดั้งเดิม ซึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารสมัยที่เป็นไทยเอเซียประกันภัยคือนางสาววราภรณ์
แก่นจันทร์ เป็นคณะกรรมการบริหารของบริษัท
ในจำนวนผู้บริหารสูงสุดทั้ง 5 ของบริษัท อาจกล่าวได้ว่าผู้ที่มีประสบการณ์บริหารธุรกิจประกันภัยมาแล้วมีเพียงคนเดียว
คือ วราภรณ์ โดยดำรงตำแหน่งแคชเชียร์บริษัท
ชาญชัยในวัน 46 ปีวันนี้นับว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบกับความล้มเหลวและข้องแวะอยู่แต่กับธุรกิจด้วยเล่ห์กลและความรับผิดชอบที่น้อยนิด
วินัย ชาญชัย และบุญส่ง 3 คนพี่น้องอายุไล่กันไม่เกิน 30 ปี ได้ร่วมหุ้นกันทำธุรกิจล้างอัดขยายรูปด้วยทุนจดทะเบียน
7 แสนบาทถ้วนเมื่อปี 2510 เปิดเป็นห้างชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดวิวไฟน์เดอร์โฟโต้
ตั้งอยู่แถวราชดำริ กรุงเทพมหานคร
ต่อมาวินัยได้ขายหุ้นไปและในปี 2523 ก็เปิดร้านสยามมาร์เก็ตติ้งแถบสุขุมวิท
ขายเครื่องเขียน ก่อนหน้านั้นวินัยและชาญชัยได้มาร่วมกันก่อตั้งบริษัทวิงวอน
คอมมอดิตี้ส์ (ประเทศไทย) ขึ้นเมื่อปี 2522 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท
โดยวินัย (อายุ 40 ปี) และชาญชัย (37 ปี) ร่วมลงทุนคนละครึ่งจำนวนรวม 5 ล้านบาท
ส่วนบุญส่งยังคุมห้องภาพวิวไฟน์เดอร์ ซึ่งในปี 2518 เปลี่ยนชื่อเป็น หจก.วิวคัลเลอร์แลบ
บริษัทวิงวอน คอมมอดิตี้ส์เริ่มต้นด้วยการดำเนินธุรกิจเป็นนายหน้าและผู้ค้าโภคภัณฑ์
รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาประกอบกิจการเล่นแชร์ เปียหวย เป็นเจ้ามือและลูกวงรักษาและพิทักษ์ทรัพย์แก่บุคคลและนิติบุคคลทั่วไป
ครั้นต่อมา วสันต์ หาญวิชิตชัย และบุญส่ง ตันกิติบุตรก็มาเข้าร่วมด้วย
เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นวิงวอน เครดิต แอนด์ อินเวสเม้นท์ ในปี 2523 พร้อมกับขยายวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกอบกิจการซื้อขาย
เช่าซื้อบ้านรถยนต์ ฯลฯ และในปี 2524 ก็เพิ่มลงไปอีกว่าประกอบกิจการซื้อขายอาวุธกระสุนปืนรวมทั้งอาวุธยุทธโปกรณ์ที่ใช้ในการสงครามด้วย
ดังนั้น ประสบการณ์ที่วินัย ชาญชัย บุญส่ง และวสันต์มีร่วมกันจึงเป็นประสบการ์ในธุรกิจที่ต่อมาได้ชื่อว่าผิดกฎหมายหลอกลวงประชาชนและเป็นกิจการที่ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายในที่สุด
นอกจากนี้แหล่งข่าวในวงการประกันภัยผู้คร่ำหวอดมานานผู้หนึ่งได้กล่าวให้
"ผู้จัดการ" ฟังว่า นอกไปจากเรื่องคอมมอดิตี้ส์แล้ว ชาญชัยยังทำธุรกิจประเภท
"เจาไซ" หรือการค้าของหนีภาษีและผิดกฎหมายอีกด้วย
ว่ากันว่าเงินทุนที่ลงไปกับธุรกิจคอมมอดิตี้ส์มาจากผลกำไรในการจัดสรรที่ดินที่เชียงใหม่และพัทยา
ชาญชัยเริ่มเข้ามาร่วมงานในไทยเอเชียประกันภัยระยะหนึ่ง ก่อนที่จะพาพรรคพวกมาซื้อหุ้นส่วนข้างมากจากไทยเอเชีย
เนื่องจากเวลานั้นไทยเอเซียมีฐานะดำเนินงานย่ำแย่
ไทยเอเซียถูกจับตามองและอยู่ภายใต้มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของสำนักงานประกันภัย
ซึ่งในเวลานั้นมีโพธิ์ จรรย์โกมล เป็นผู้อำนวยการ
โพธิ์ย้อนอดีตให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่าปี 2524 ไทยเอเซียกำลังทรุด
เขาจึไงด้ออกคำสั่งให้ลดการรับประกันภัยจนกว่าจะสามารถลดการขาดดุลได้ คำสั่งนี้ออกมาในปี
2524 ซึ่งไทยเอเซียมีเบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาคือ
68.17 ล้านบาท และมีตัวเลขขาดทุนสุทธิประจำปีถึง 7.16 ล้านบาทหรือขาดทุนเพิ่มจากปี
2523 ถึง 12.3 เท่า
ต่อมาในปี 2525 ไทยเอเซียก็เริ่มลดเบี้ยประกันลงกับทั้งลดการขาดทุนลงด้วยและเมื่อเปลี่ยนมือมาที่ชาญชัย
(บัวหลวง) ในปี 2526 เขาก็สามารถทำกำไรได้ 138,000 บาท ทว่าหลังจากนั้นแล้วอาการกลับทรุดหนักลงไป
เบี้ยประกันรับเพิ่มขึ้นพร้อม ๆ กับการขาดทุนพอกพูนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
ผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับชาญชัยเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่า ชาญชัยเป็นคนที่มีบุคลิกดีมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมาก
ๆ บางคนถึงกับกล่าวว่าเขาเป็นคนประเภท "สาลิกาลิ้นทอง" ใครเข้าใกล้ก็อดที่จะชื่นชมและหลงเชื่อไม่ได้
แต่จะอย่างไรก็ตาม เมื่อชาญชัยและพวกเข้ามาบริหารงานในบัวหลวงนั้น เขาสามารถทำให้บริษัทเก็บเบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ
2 เท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 4 ปีนับแต่ 2526-2529
ทั้งนี้เป็นที่รู้กันดีว่าตัวแทนขายประกันของบัวหลวงฯทำงานได้ผลดีเยี่ยม
ผลงนของพวกเขาก็คือเที่ยวหาประกันจากบรรดาอู่แท็กซี่ทั้งหลาย และรถบรรทุก
เจ้าของอู่รถแท็กซี่รายหนึ่งซึ่งนำรถไปประกันภัยกับบัวหลวงถึง 40 กว่าคันในช่วงปี
2527 เล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่าแท็กซี่โดยทั่วไปเริ่มเปลี่ยนรถรุ่นใหม่กันในปี
2527 และเขาเองแต่เดิมทำประกันแท็กซี่รุ่นให้ไว้กับบริษัทสรรพภัย แต่สรรพภัยเองก็มีปัญหาเกี่ยวกับรถแท็กซี่ที่ถูกปล้นจี้มาก
เฉลี่ยหายไป 5-7 คันในช่วงเวลาเพียง 10 วัน ดังนั้นสรรพภัยจึงมีจดหมายเวียนมาขอยกเลิกการประกัน
พอสรรพภัยเลิก็พอดีกับบัวหลวงเริ่มส่งตัวแทนออกมาหาประกัน
ตัวแทนของบัวหลวงใช้วิธีเจาะเข้าไปตามอู่แท็กซี่ สร้างความคุ้นเคยสนิทสนม
และขอให้แนะนำกันต่อ ๆ ไป โดยตัวแทนเหล่านี้คุยว่าบัวหลวงมีการให้บริการความสะดวกในด้านต่าง
ๆ ดีมากกว่าที่อื่น ๆ
ตัวแทนประกันที่เด่นมากและเจ้าของอู่รู้จักเป็นอย่างดีมีชื่อว่า "ศุภชัย"
เขาสามารถหาประกันแท็กซี่เข้าบัวหลวงได้เป็นจำนวนมาก
โพธิ์ให้ความเห็นเชิงตั้งข้อสังเกตว่าการทำประกันรถยนต์นั้นมีความยากกว่าประกันประเภทอื่น
ๆ เพราะทำการควบคุมได้ลำบาก เนื่องจากมีการกระจายทั่วประเทศและตัวรถที่เอาประกันภัยนั้นไม่ได้อยู่กับที่ฉะนั้นการตรวจสอบจะทำได้ลำบาก
จำเป็นที่จะต้องมีตัวแทน มีสาขาหรือผู้ตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
ช่องทางรั่วไหลที่สำคัญของการทำประกันภัยรถยนต์ก็คือขั้นตอนการเคลมรถทั้งนี้ผู้รู้หลายท่านในวงการประกันภัยต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นครั้งหนึ่ง
ๆ พนักงานเคลมสามารถที่จะบอกให้ถูกเป็นผิด หรือผิดเป็นถูกได้ทีเดียว
นอกจากนี้เรื่องการกินหัวคิวก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง กล่าวคือบริษัทประกันภัยจะมอบหมายให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นนายหน้าประกันภัยหารถยนต์มาหใ
โดยมีการชักเบี้ยประกันให้ 5-10% นายหน้าเหล่านี้อาจจะเบี้ยวบริษัทประกันได้ถ้าหากบริษัมไม่มีวิธีการที่รัดกุมพอ
ช่องที่นายหน้าจะเบี้ยวบริษัทประกันได้คือ 1) ไม่เก็บเงินสำรองไว้กับบริษัทแต่ขอเก็บเอง
2) ไม่ให้บริษัทมีส่วนพิจารณาค่าสินไหมทดแทน แต่ไปงุบเงินทำเองโดยเฉพาะพวกนายหน้าในต่างจังหวัด
ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถดูแลควบคุมได้ถึง และ 3) นายหน้าอาจไปก่อหนี้สินในนามของบริษัทได้โดยบริษัทไม่มีทางรู้
แหล่งข่าวจากสำนักงานประกันภัยเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่าในช่วงที่บัวหลวงบูมมาก
ๆ จากการรับประกันรถแท็กซี่นั้นบัวหลวงได้มีข้อตกลงกับสินสวัสดิ์ประกันภัย
ซึ่งเป็นนายหน้าประกันภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้วเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาขาดเงินจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้
ข้อตกลงนั้นก็คือบัวหลวงจะให้สินสวัสดิ์กินหัวคิวจากการหารถมาประกันผู้รู้กล่าวว่าเรื่องนี้มันเข้าล็อกกันพอดีในแง่ที่ว่าเมื่อผู้บิรหารไม่มีความรู้
มาลองสักพักเจอขาดทุนเข้า ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะหาลูกค้าอย่างไร ก็พอดีมาเจอคนรับอาสาเขี้ยวลากดินเข้า
โปรดสังเกตว่าระหว่างปี 2527-2529 บัวหลวงมีรายจ่ายที่เป็นค่าจ้างหรือค่าบำเหน็จ
(นายหน้า) เพิ่มขึ้นปีละเท่าตัว คือจาก 6.496 ล้านบาทในปี 2527 เป็น 13.807
ล้านบาทในปี 2528 และเป็น 28.464 ล้านบาทในปี 2529
รายจ่ายรวมในช่วงระหว่างปี 2527-29 ก็พุ่งสูงขึ้นจาก 49 ล้านบาทเป็น 69
ล้านบาทและ 135 ล้านบาท
รายจ่ายเหล่านี้มันไหลออกจากบริษัทขณะที่เบี้ยรับมันไม่ไหลเข้าในจำนวนมากเท่าที่ควรจะเป็นเพราะการยักยอกของนายหน้าสาเหตุหนึ่ง
เบี้ยประกันที่ถือเป็นรายได้ของบัวหลวงในปี 2527 มี 46.527 ล้านบาท ลดลงจากเมื่อปี
2526 ซึ่งยังเก็บได้ 48.182 ล้านบาท
ปี 2528 เบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 61.940 ล้านบาท
และปี 2529 ก็พุ่งเป็น 101.753 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันในช่วง 2 ปี ดังกล่าวก็มีเบี้ยประกันค้างรับมากเป็นพิเศษคือ
20.621 ล้านบาทและ 33.646 ล้านบาทตามลำดับ
เปรียบเทียบรายได้-รายจ่าย มันขาดทุนชัด ๆ
นอกจากเรื่องการเคลมรถ การกินหัวคิวแล้ว ช่องที่จะรั่วไหลอีกก็คือการตีราคาซ่อมรถ
อะไหล่และการซ่อม แต่ดูเหมือนว่าช่องทางนี้บัวหลวงค่อนข้างจะปิดไว้ได้สนิทหรือย่างน้อยก็เปิดทงรั่วไหลไว้ไม่มากักจากการกำหนดให้อู่ซ่อมเพียงแห่งเดียวเป็นผู้ประเมินราคาซ่อม
และจะว่าไปแล้วบัวหลวงค่อนข้างได้เปรียบบรรดาอู่รถในเครือประกันของตนอยู่มาก
เพราะไม่ว่าจะเจรจาต่อรองกี่ครั้ง ๆ ลูกหนี้รายนี้ก็สามารถผัดผ่อนและมีชอ่งได้เปรียบอู่เจ้าหนี้ทุกครั้งไป
สมัยที่โพธิ์ จรรย์โกมล เป็นผู้ถืออาญาสิทธิ์เกี่ยวกับบริษัทประกันภัยนั้น
เขาได้สั่งปิดสินสวัสดิ์ประกันภัยของชวาลย์ สินสวัสดิ์เหตุเพราะบริษัทไม่มีเงินจ่ายค่าสินไหม
ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่คล้ายคลึงกับบัวหลวงประกันภัยในเวลานี้
โพธิ์เล่าว่า "ในชั้นแรกคุณชวาลย์รับปากว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าสินไหมทดแทนเราก็ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมเบี้ยประกันภัยรับเราไม่ให้บริษัทนำไปจ่ายไม่ให้นำไปใช้ในระยะหนึ่ง
จนเห็นว่ามันไปไม่ไหว เราเจรจากับเจ้าหนี้หลายรายเพื่อให้เขายกเลิกหนี้ แล้วเอาหนี้พวกนั้นมาตีเป็นหุ้น
แต่ตกลงกันไม่ได้ก็จำเป็นที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาต เพราะว่าถ้าอยู่ต่อไปอย่างเดียวไม่มีจ่ายก็เท่ากับว่าต้มประชาชน"
อดีตผู้ชนาญการประจำกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเพิ่งเกษียณเมื่อตุลาคมที่ผ่านมาทบทวนการตัดสินใจในครั้งนั้นของเขาแล้วกล่าวออกมาอย่างหนักแน่นว่า
"เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในขณะนั้น…..เราดูแล้วไม่มีทางเลือก ควรจะให้บริษัทอยู่ให้ได้ถึงที่สุด
แต่ถ้าหากว่ามันจำเป็นคนจะตายมันก็ต้องตาย แต่ตายนี่โดยวิธีกระทบกระเทือนประชาชนน้อยที่สุด"
แม้กรณีสินสวัสดิ์จะดูคล้ายคลึงกับกรณีบัวหลวงในขณะนี้ ซึ่งหมายความว่าอาจจะต้องใช้มาตรการเดียวกับที่ทำกับสินสวัสดิ์ได้
แต่ปรากฎว่าสำนักงานประกันภัยหลับประกาศออกมาแล้วว่าจะใช้มาตรการนั้นเป็นทางสุดท้าย
หากไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่น ๆ
สำนักงานประกันภัยในเวลานี้จึงตกเป็นเป้าการโจมตีจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะชลอ
เฟื่องอารมณ์ ซึ่งบังเอิญได้มานั่งเก้าอี้ที่มีหลายคนก็อยากจะนั่งเหมือนกัน
การที่จะตัดสินใจในกรณีบัวหลวง และกรณีสินสวัสดิ์นั้นไม่สามารถใช้หลักเกณฑ์อันเดียวกันได้
แม้ทั้งสองจะเป็นบริษัทประกันภัยที่เน้นการประกันรถยนต์เหมือน ๆ กัน อีกทั้งยังกล้าเสี่ยงพอ
ๆ กันในการเข้ารับประกันรถแท็กซี่ รถบรรทุก รถเมล์ที่ได้ชื่อว่ามีความเสี่ยงภัยสูงที่สุดก็ตาม
ทั้งนี้การตัดสินใจกรณีบัวหลวงมีข้อแตกต่างออกไป และมีผลทำให้การพิจารณาเรื่องนี้ยากยิ่งกว่า
เพราะมันเกี่ยวข้องกับภาพพจน์ของธุรกิจประกันภัยโดยรวม
ระยะเวลาไม่ถึงทสวรรษที่ผ่านมาธุรกิจประกันภัยเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดก้าวกระโดด
ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงจำนวนเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามากเพียงใด
อีกทั้งหากจะนำไปเทียบกับระยะ 5 หรือ 10 ปีก่อนหน้านั้นก็คงจะยิ่งเห็นอัตราการขยายตัวว่ามากและรวดเร็วเพียงใด
อัตราการเติบโตเช่นนี้เป็นเรื่องน่ายินดีไม่ว่าสำหรับภาครัฐบาล หรือเอกชน
เพราะการเติบโตของธุรกิจประกันภัยก็ถือเป็นเครื่องบ่งชี้การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมได้ประการหนึ่ง
ในความเติบโตที่เป็นที่ยินดีกันนี้ บรรดาบริษัทประกันภัยทั้ง 64 แห่งบริษัทนายหน้าประกันภัย
และตัวแทนประกันภัยอีกเป็นจำนวนมากล้วนมีบทบาทสร้างทำให้เกิดขึ้น โดยมีหน่วยงานของรัฐคือสำนักงานประกันภัยควบคุมอย่างใกล้ชิด
ดังนั้นการที่สำนักงานประกันภัยจะตัดสินใจในเรื่องบัวหลวงออกมาอย่างไร
จึงต้องคิดคำนวณในเรื่องปัจจัยของบรรยากาศและทิศทางการเติบโตของธุรกิจประกันภัยดังที่กล่าวมาอย่างมากด้วย
ชลอสามารถสั่งปิดและเพิกถอนใบอนุญาตบัวหลวงได้ทุกเมื่อ แต่มาตรการเช่นนี้จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น
ได้อย่างไรบ้าง และมาตรการนั้นจะไปเข้าล็อกของใครหรือไม่
หากบัวหลวงถูกสั่งปิด จะเกิดอะไรขึ้น ประการแรกต้องมีคนตกงานจำนวนหนึ่ง
โดยในจำนวนนี้คนที่มีใบอนุญาตตัวแทนประกันคงจะไม่เดือดร้อนเท่าใด เพราะมีช่องทางทำงานได้ไม่ยากนัก
แต่ผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งกว่านั้นก็คือบรรดาผู้เอาประกันทั้งหลาย
ทั้งที่เป็นรายย่อยและที่เป็นอู่ในเครือประกัน
สำนักงานประกันภัยรายงานว่าผู้เอาประกันรายบุคคลที่ได้มาร้องเรียนกับสำนักงานเรื่องการไม่ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบัวหลวง
ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันมีเพียง 40 กว่ารายเท่านั้น แม้จนปัจจุบันซึ่งเรื่องบัวหลวงเป็นข่าวคึกโครมแล้วนั้น
กลับปรากฏว่ามีผู้มาร้องเรียนในวันหนึ่ง ๆ เพียงรายเดียวบางวันไม่มีด้วย
นอกจากนี้ "ผู้จัดการ" ได้ออกสำรวจและก็มีข้อสังเกตที่สอดคล้องกับสำนักงานประกันภัยด้วยว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจมากที่ไม่มีการชุมนุมของผู้เอาประกันเพื่อเรียกร้องค่าสินไหม
หากบริษัทเกิดยุบเลิกขึ้นมาจริง ๆ อาการตื่นตระหนกใจ (PANIC) ไม่มีวี่แววอยู่เลย
ไม่ว่าจะจากผู้เอาประกัน (ซึ่งจนปัจจุบันยังไม่ทราบตัวเลขชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด)
หรือแม้กระทั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของบัวหลวงที่ยังคงนั่งทำงานพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
จะมีสิ่งที่ผิดปกติก็คือ ตัวผู้บริหารระดับสูง ทั้งชาญชัยและเกษมได้อันตรธานหายไปแล้ว
จะมาผลุบ ๆ โผล่ ๆ บ้างก็เมื่อปลอดคน ปลอดวี่แววนักข่าวแล้วนั่นแหละ
ส่วนวราภรณ์ผู้ควบคุมการเงินของบริษัทยังคงมานั่งทำงานอยู่ด้วยสีหน้าสีตาที่ไม่เบิกบานนัก
แหล่งข่าวไม่ยืนยันกล่าวว่าเธอนำที่ดินของตัวเองไปจำนองจำเพื่อนำเงินมาช่วยค้ำจุนบริษัท
จ่ายเป็นเงินเดือนของพนักงานในปัจจุบัน และทำให้พวกเขายังคงมานั่งทำงานกันเป็นปกติ
ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดจากการปิดบัวหลวงคือบรรดาเจ้าของอู่ในเครือประกัน
ซึ่งหนี้สินประเมินในเวลานี้ที่บริษัทค้างจ่างมีราว 33 ล้านบาท ถ้าหากบริษัทปิดก็เท่ากับพวกเขาต้องไปฟ้องร้องมูลหนี้เอาเอง
ตัวเลขล่าสุดจากงบดุลปี 2529 แสดงไว้ว่าบริษัทมีสินทรัพย์รวม 46.542 ล้านบาทแต่ในจำนวนนั้นเป็นเบี้ยประกันค้างรับเสีย
33.646 ล้านบาท เป็นเงินค่างรับเกี่ยวกับการประกันภัยต่ออีก 3.208 ล้านบาท
และเป็นเงินวางไว้ตามสัญญาประกันภัยต่ออีก 1.499 ล้านบาท หักกลบลบกันแล้วปรากฏว่าเป็นตัวสินทรัพย์จริง
ๆ เพียง 8.189 ล้านบาทเท่านั้น
ในส่วนหนี้สินของบัวหลวงนั้น ปรากฏว่าปี 2529 บัวหลวงมีตัวเลขเงินสำรองที่เป็นค่าสินไหมค้างจ้างมีสูงมากเป็นพิเศษ
คือ 28.949 ล้านบาท และตัวเลขเงินกองทุนก็ติดลบมาหลายปี โดยปี 2529 ก็ติดลบสูงมากเป็นพิเศษอีกเช่นกันคือ
88.482 ล้านบาท
ควรจะกล่าวว่าบริษัทล้มละลายมาตั้งแต่ปี 2529 แล้ว และแน่นอนว่าหากปิดบริษัทในตอนนี้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาไปอีกแบบหนึ่ง
คือเจ้าหนี้ทั้งหลายจะไม่มีทางได้เงินคืนไม่ว่ามากหรือน้อย
ส่วนผู้บริหาร ซึ่งไม่รู้ว่าทำการโอนย้ายทรัพย์สินต่าง ๆ ออกไปหรือไม่อย่างไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องใด
ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีความผิดทางกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายฉบับใดระบุว่าการบริหารงานผิดพลาดล้มเหลวโดยไม่ได้ตั้งใจ
หรือไม่สามารถพิสูจน์เจตนาความตั้งใจได้ จะต้องมีการนำตัวผู้บริหารมาขึ้นศาลพิพากษา
คำลือที่ว่าปิดบัวหลวง ก็จะทำให้ผู้บริหาร "ล้มนอนบนฟูก" อย่างสบายใจก็มีความหมายตามที่กล่าวมานี่เอง
แต่ชลอยังไม่สั่งปิดบัวหลวง กับทั้งเลือกเอาการปิดบัวหลวงเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาวิธีสุดท้าย
โดยให้เหตุผลกับ "ผู้จัดการ" ว่าสำนักงานฯทราบเรื่องการขาดทุนของบัวหลวงมาตลอด
และก็สั่งการแก้ไขปัญหาตลอดมา มีหนังสือไปเตือนและเรียกผู้บริหารมาเตือน
"การที่ไม่สั่งปิดบัวหลวงเพราะไม่ต้องการให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีขณะที่ภาพโดยรวมของธุรกิจประกันภัยกำลังไปได้สวยคือมีอัตราเติบโตที่สูงเช่นนี้
มาตรการที่ใช้แก้ไขอยู่ในเวลานี้ก็คือเรียกบรรดาเจ้าหนี้ลูกหนี้ทั้งหลาย
โดยในขั้นแรกเป็นพวกบริษัทประกันภัยด้วยกันก่อน มาร่วมนั่งเจรจาเคลียร์หนี้สินที่มีอยู่กับบัวหลวง
ซึ่งเวลานี้ก็ทำไปได้เป็นจำนวนมากแล้ว" ชลอกล่าว
ประการต่อมาคือการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างเจ้าหนี้ที่เป็นอู่ในเครือและบริษัทเพื่อดูยอดมูลหนี้ทั้งหมด
รวมทั้งยอดที่บริษัทติดค้างกับผู้เอาประกันรายบุคคลด้วย ทั้งนี้คู่ในเครือและผู้เอาประกันจะได้รับชำระหนี้คืนอย่างน้อย
70-80% และ 100% ตามลำดับแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับมาตรการที่สามคือเมื่อมีคนมารับซื้อกิจการหรือเทคโอเวอร์บัวหลวงไป
แหล่งข่าวจากสำนักงานประกันภัยยืนยันกับ "ผู้จัดการ" ว่าครั้งหนึ่งชาตรี
โสภณพนิช เคยทาบทามสอบถามตัวเลขหนี้สินที่แท้จริงของบัวหลวง ซึ่งในเวลานั้นสำนักงานประกันภัยก็ได้ส่งคนออกไปตรวจสอบหนี้สินตามอู่ในเครืออยู่พักหนึ่ง
แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบเชียบไป ไม่มีการติดต่อจากชาตรีอีกและชาตรีเองก็หนไปสนใจบริษัทประกันภัยอื่น
ๆ ที่ไม่ "เน่ามาก" เท่ากับบัวหลวงแทน
จากนั้นก็มีข่าวออกมาเสมอว่าจะมีกลุ่มนักธุรกิจกลุ่มโน้นนี้ติดต่อใคร่ซื้อกิจการบัวหลวง
ซึ่งบางกลุ่มก็เป็นเรื่องที่มีมูลเช่นกลุ่มนักธุรกิจโรงแรม ซึ่งใช้ชื่อฝรั่งแต่ตัวเป็นไทย
แต่รายนี้เงียบหายไปอีกเช่นกัน
รายหนึ่งที่ "ผู้จัดการ" ได้รับการยืนยันนั่นคือธนาคารกรุงไทย
โดย ดร.ปัญญา ตันติยวรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด และรักษาการผู้จัดการฝ่ายวาณิชธนกิจและฝ่ายปรับปรุงหนี้เป็นผู้ดำเนินการ
บรรดาผู้รู้หลายคนคงอดอุทานไม่ได้ว่างานนี้กรุงไทย "รับเละ"
อีกครั้ง แต่ผู้ที่รู้เรื่องประกันภัยดี กลับมองออกว่าหากธนาคารรับเข้ามาเทคโอเวอร์
ก็เป็นได้ที่จะจัดการแก้ไขปัญหาของบัวหลวงได้
สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ รองอธิบดีกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ อดีตผู้เชี่ยวชาญสำนักงานประกันภัยกล่าวแสดงความเห็นว่า
"ถ้าหากมีการขายในราคา 30-40 ล้านคนก็อาจจะลงทุน โดยหวังว่าธุรกิจนี้จะดี
หากมีการลงเงินแล้วชำระล้างเปลี่ยนใหม่ก็อาจจะดีได้ แต่ต้องเอากลุ่มผู้บริหารกลุ่มเก่านี่ออกทุกคน
แต่คนที่เข้ามานี้ไม่ใช่ว่าใครเข้ามา เสี่ยบานนอกเข้ามาจะทำได้นะ โอเคอย่างกรุงไทยจะเข้าไปอย่างนั้นน่ะทำได้
แต่คนที่มีคุณสมบัติน้อยกวานี้ก็ทำไม่ได้ เพราะมันจะเข้ามาสูบต่อ เอาคนที่มีเกียรติ
มีศักดิ์ศรีในสังคมเข้ามาซิ แต่คงไม่มีใครเข้ามาแบกรับหนี้สินบ้า ๆ ซึ่งเห็นอยู่ชัด
ๆ ว่าเป็นหนี้ที่เกิดมาอย่างไร"
ชลอได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า "ทุนที่จะต้องใช้เคลีย์ปัญหาของบัวหลวงนี่
ผมคิดเอาว่าประมาณ 50-60 ล้านบาท" แต่ที่ "ผู้จัดการ" ทราบมานั้น
ตัวเลขการซื้อขายในครั้งนี้กำลังต่อรองกันที่ 35-40 ล้านบาท ซึ่งหากตกลงกันในราคานี้จริงก็นับว่าเป็นการซื้อขายใบอนุญาตบริษัทประกันภัยที่ทำกิจการประกันภัยได้ทุกประเภทในราคาที่ถูกเอามาก
ๆ ทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การที่ชลอหาทางออกด้วยการทาบทามกรุงไทยมาซื้อก็นับเป็นทางออกที่ไม่เลวนัก
บัวหลวงประกันภัยเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมายาวนาน แม้จะขาดช่วงตอนและดูเหมือนกับเป็นบริษัท
3 บริษัทที่ร่วมใช้ใบอนุญาตอันเดียวกันก็ตาม หากจะมีการเปลี่ยนมือ เปลี่ยนโฉมกันใหม่อีกสักครั้งก็คงไม่กระไรนัก
และคนที่ทำธุรกิจประกันภัยเป็นรู้ดีทีเดียวว่าเป็นเรื่องที่ทำได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบัวหลวงประกันภัยน่าจะเป็นอุทาหรณ์สะท้อนวัตรปฏิบัติของหน่วยงานรัฐฯอย่างสำนักงานประกันภัยได้ดีอย่างหนึ่งว่า
ทำไมถึงเพิ่งคิดจะมาแก้ไขปัญหาเอาตอนนี้ที่ดูเหมือนว่าหมดหนทางที่จะช่วยเหลือ
"ลูก" คนนี้ได้แล้ว
นอกจากนี้ผู้เดือดร้อนเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นผู้เอาประกันรายย่อยและบรรดาเจ้าของอู่ซ่อมรถที่มีหนี้สินมูลค่านับสิบล้านบาท
คนเหล่านี้พวกเขามีหลักประกันมั่นใจเพียงไรว่าจะได้รับการชดใช้หนี้สินครบถ้วนบริบูรณ์หรือไม่
และควรรวมถึงประชาชนทั่วไปที่นำรถไปประกันกับบริษัทประกันภัยทั้งหลายด้วยว่า
รถทั้งหมดจะได้รับการคุ้มครองตามลักษณะสัญญาประกันภัยโดยสมบูรณ์หรือไม่ โดยที่ไม่ต้องมานั่งรอความหวังที่ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อยอย่างกรณีบัวหลวง
เรื่องที่ผู้เอาประกันและเจ้าของอู่ในเครือใคร่อยากจะถามสำนักงานประกันภัยมาก
ๆ อีกเรื่องก็คือว่า ในบรรดากฎหมายที่สำนักงานฯมีอำนาจใช้นั้น มีฉบับใดบ้างที่ระบุความผิดในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับบัวหลวงฯ
ของผู้บริหารเอาไว้บ้าง และต่อ ๆ ไปสำนักงานมีมาตรการป้องกันที่จะมิให้เกิดปัญหาทำนองนี้ขึ้นมาอีกได้อย่างไร
อย่างน้อยที่สุดที่เป็นเรื่องเสียวหัวใจเล่น ๆ ที่แม้แต่ตัวผู้อำนวยการอย่างชลอ
เฟื่องอารมณ์ ยังยอมรับตรงไปตรงมาว่าในอนาคตนั้นยังจะมีบริษัทที่อาจจะประสบปัญหารุนแรงถึงขั้นวิกฤติอย่างบัวหลวงฯได้อีก
4 ราย
ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นเรื่องที่จะมามัวเล่นเอาเถิดกันอีกต่อไปไม่ได้……
"เราเองไม่ใช่เทวดาที่ไหน บทเรียนของบัวหลวงฯสอนให้สำนักงานประกันภัยกระตือรือร้นเรื่องการแก้
พรบ.ประกันวินาศภัย โดยเฉพาะในข้อที่ว่าเพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมสอดส่องบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอกงารค้นเอกสาร
การสั่งถอดถอนกรรมการหรือบุคคลในบริษัทฯได้หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนรวมทั้งมาตรการควบคุมอื่น
ๆ อีกมาก"
ความกล้าหาญชาญชัยของ "ชลอ" ที่ยอมรับความผิดพลาดข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่
"ผู้จัดการ" เห็นว่าน่าจะเกิดขึ้นในจิตสำนักที่รับผิดชอบต่อส่วนรวมของผู้บริหารไทยทั้งหลาย
แม้ว่าจะเป็นเรื่องหนักหนาพอควรที่จะต้องตัดสินใจแก้ไขปัญหาโดยจะต้องรักษาภาพรวมที่ดีของธุรกิจไว้
รักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกันและเจ้าของอู่ในเครือโดยไร้มาตรการผ่อนปรนแก่ผู้บริหารและบริษัทประกันที่ก่อปัญหาต่าง
ๆ ขึ้นมาอย่างประมาทและไร้ซึ่งความรับผิดชอบ
งานนี้จึงเป็นการพิสูจน์คุณภาพผู้นำของ "ชลอ" โดยตรงวาจะ "บาน"
หรือ "หุบ" ตลอดกาล…