|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ พฤศจิกายน 2551
|
 |

นับจากมีการพูดถึงโครงการพัฒนาประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีแนวทางพัฒนาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-west Economic Corridor: EWEC) ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่า จุดตัด (Junction) ระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจทั้ง 2 เส้นนั้น จะอยู่ที่จังหวัดใดกันแน่
จังหวัดพิษณุโลกได้พยายามแย่งชิงความเป็นจุดตัดดังกล่าวออกมาก่อน โดยการประกาศเปลี่ยนชื่อ 4 แยกถนนเลี่ยงเมือง ช่วงก่อนเข้าตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 10 กิโลเมตรให้เป็น "4 แยกอินโดจีน" มีการทำป้ายบอกทางจากจุดนี้ ขึ้นเหนือไปถึงคุนหมิง ไปทางตะวันออกถึงดานัง ทางตะวันตกถึงย่างกุ้ง และลงใต้สู่กัวลาลัมเปอร์
พิษณุโลกมองว่าเส้นทางสาย EWEC ซึ่งต้องผ่านพิษณุโลกอยู่แล้ว เมื่อมาตัดกับเส้นทางสายเหนือที่แยกออกมาจาก อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ขึ้นมาถึงพิษณุโลก สามารถตรงขึ้นไปสู่อุตรดิตถ์ แพร่ พะเยา เชียงรายได้
เส้นทางเส้นนี้จึงน่าจะถูกใช้เป็นเส้นทางหลักของระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้
การประกาศให้จังหวัดพิษณุโลกเป็น 4 แยกอินโดจีน จึงก่อให้เกิดการเก็งกำไรในที่ดินอย่างคึกคักตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีก่อน
แต่พอทุกอย่างยังไม่มีความชัดเจน บรรยากาศการเก็งกำไรดังกล่าวก็กลับมาเงียบเหงาจนถึงปัจจุบัน
ยังไม่มีการก่อสร้างใดๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็น 4 แยกอินโดจีนเกิดขึ้น นอกจากป้ายชื่อ 4 แยก
(รายละเอียดอ่านเรื่อง "สี่แยกอินโดจีน วันนี้มีเพียงป้ายบอกทาง" นิตยสาร "ผู้จัดการ" ฉบับเดือนสิงหาคม 2550 หรือ www.gotomanager.com ประกอบ)
ปัจจุบันแนวคิดในการจัดตั้ง 4 แยกอินโดจีนเกิดขึ้นมาอีกครั้งที่ จ.ตาก
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการลงมา หรือภาคเอกชน มีความมั่นใจว่าจุดตัดระหว่างเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก ต้องอยู่ที่ จ.ตากแน่ๆ
โดยเฉพาะเส้นทางขึ้นเหนือ ซึ่งเส้นทางที่ผ่าน จ.ตาก ใช้เป็นเส้นทางหลักมานานแล้ว และมีการขยายถนนออกเป็น 4 เลนตลอดสายตั้งแต่กรุงเทพฯ จนถึงเชียงใหม่
มีการมองว่าเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ เมื่อเข้าสู่ประเทศไทย ที่ จ.เชียงราย จะวิ่งมาทาง จ.ลำปาง และต่อมาอีก 190 กิโลเมตร เพื่อเข้า จ.ตาก
เมื่อมาบรรจบกับเส้นทางสาย EWEC จุดตัดของทั้ง 2 เส้นทางนี้ต้องอยู่ที่ตากแน่ๆ
"พิษณุโลกคงไม่ใช่ เพราะที่นั่นถนนของเขายังไม่เป็น 4 เลน" เป็นความเห็นของบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้า จ.ตาก
"มันเป็นเรื่องของความเคยชิน ทุกวันนี้ถ้าคุณจะขับรถจากกรุงเทพฯ ขึ้นเชียงใหม่ คุณจะใช้เส้นพิษณุโลกหรือเปล่าล่ะ?" เป็นคำถามที่แสดงความมั่นใจของชุมพร พลรักษ์ อดีตผู้ว่าราชการ จ.ตาก
ในช่วงที่ชุมพรเป็นผู้ว่าราชการ เขาจึงให้มีการศึกษาแนวทางการพัฒนา อ.เมือง จ.ตาก โดยศึกษาพื้นที่ตั้งจุดพัก และขนถ่ายสินค้า ซึ่งต้องมีเขตพาณิชยกรรมเกิดขึ้น
ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่โล่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทำนาของเกษตรกร บริเวณตำบลหนองบัวใต้ ยาวไปจนถึง อ.วังเจ้า น่าจะเหมาะสมที่สุด
พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ทางใต้ของตัวเมืองตากลงมา เยื้องกับโรงงานของบริษัทผาแดง อินดัสตรี้ ห่างจากทางแยกเข้า อ.แม่สอด ในรัศมีประมาณ 10 กิโลเมตร
บรรยากาศการเก็งกำไรในประเด็น 4 แยกอินโดจีน จะกลับมาอีกครั้งที่ จ.ตาก หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
|
|
 |
|
|