|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
บลจ.เอ็มเอฟซี แจงผลประกอบการไตรมาส 3 ฟันกำไรสุทธิรวม 9.621 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 30.439 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงถึง 68.39% เหตุวิกฤตการเงินโลกและการเมืองในประเทศ ฉุดรายได้ค่าธรรมเนียมหดหาย ด้าน "พิชิต" ยังมั่นใจทั้งปี รายได้เข้าเป้า 15-20% จากธุรกิจด้านที่ปรึกษาและกองทุนใหม่
นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ในส่วนของงบการเงินรวม บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 9.621 ล้านบาท ลดลงจากกำไรในงวดเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีกำไรสุทธิ 30.439 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.08 บาท ในขณะที่งวด 9 เดือน บริษัทมีกำไรสุทธิ 65.754 ล้านบาท ส่วนกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.55 บาท ซึ่งลดลงจากงวดเดียวกันของปีที่แล้วเช่นกัน โดยงวด 9 เดือนของปี 2550 มีกำไรสุทธิ 76.102 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น 0.63 บาท
ส่วนงบการเงินเฉพาะกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 บริษัทมีกำไรสุทธิ 9.962 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.08 บาท ซึ่งลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิ 23.720 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น 0.20 บาท ในขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน บริษัทมีกำไรสุทธิ 68.371 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.57 บาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 52.214 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.44 บาท
นายพิชิตกล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 งบการเงินรวมของบริษัทฯ ซึ่งได้รวมผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม มีผลกำไรสุทธิ จำนวน 9.62 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 20.82 ล้านบาท หรือ 68.39% นั้น เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ (ค่าฟี) ลดลงจากปีก่อน จำนวน 14.98 ล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่ราคาหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศลดลง อันสืบเนื่องมาจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ปัญหาระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศและความกังวลเกี่ยวกับสภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม งบการเงินรวมงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 65.75 ล้านบาท ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 13.60% โดยงบการเงินรวมงวด 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิ 56.13 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 22.91%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วนี้ นายพิชิตได้เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้าหมายเพิ่มรายได้ของปีนี้ไว้ที่ 15-20% ที่เคยตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้ ถึงแม้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของบลจ.(AUM) จะลดลงตามภาวะตลาดก็ตาม โดยในส่วนของรายได้นั้น คาดว่าจะมาจากธุรกิจเสริม ทั้งจากการเป็นบริษัทให้คำปรึกษาทางด้านการลงทุน ประกอบกับบลจ.ได้จัดตั้งบริษัทลูก พร้อมกับบริษัทร่วมทุน ขณะเดียวกันในปลายปีนี้จะมีกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทุนตราสารหนี้เพิ่มอีก 2-3 กองทุน ดังนั้น จึงเชื่อว่ารายได้จะเป็นไปตามที่ตั้งไว้
สำหรับแผนงานในช่วงไตรมาสที่ 4 นี้หรือก่อนปลายปี 2551 บลจ.จะเปิดขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์ อีก 2 กองทุน คือ โครงการบ้านเดียวให้เช่า ของนิชดา ธานี ซึ่งมีขนาดกองทุนประมาณ 1 พันล้านบาท และอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพ มีขนาดกองทุน 1 พันล้านบาทเช่นกัน นอกจากนี้ทางบลจ.จะเสนอขายกองทุนที่ตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนในช่วงนี้ สำหรับกองทุนต่างประเทศ (FIF) คงต้องชะลอไปก่อน เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงหวาดระแวงกับวิกฤติสถาบันการเงินของสหัฐอเมริกา และยุโรป รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอีกด้วย
ทั้งนี้ บลจ. เอ็มเอฟซี กำลังอยู่ระหว่างการเปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงินหรือ MM-GOV ซึ่งกองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคงสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบการลงทุนที่มีความเสี่ยง ต้องการความมั่นคงในการลงทุน และคาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ โดยกองทุนเปิด MM-GOV มีมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีและแน่นอนจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐอายุไม่เกิน 1 ปี โดยกองทุนจะลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรที่องค์กรภาครัฐเป็นผู้ออกหรือค้ำประกัน พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ที่เหลือลงทุนในเงินฝากธนาคารพาณิชย์ โดยกองทุนจะเปิดขายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายนนี้
|
|
 |
|
|