Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์28 ตุลาคม 2551
ท็อปส์ จับหมูพะยี่ห้อสร้างมูลค่าเพิ่ม             
 


   
www resources

โฮมเพจ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร็เก็ต

   
search resources

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล, บจก.
Retail




ท็อปส์ จับหมูตีตรา “เนเชอรรัล มีท” นำร่องรุกตลาดเนื้อสัตว์ธรรมชาติปะทะหมูอนามัย สร้างมูลค่าเพิ่ม เปิดศึก 2 ด้าน ยกระดับซูเปอร์มาร์เกตฉีกจุดขายเหนือดิสเคานต์สโตร์ ขณะเดียวกันก็เป็นการปะทะกับหมูอนามัยของซีพีเอฟที่ลอนช์ออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

การรุกไล่ของบรรดาดิสเคานต์สโตร์ที่มีการใช้กลยุทธ์ราคาควบคู่ไปกับการขยายสาขาเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองกับซัปพลายเออร์ส่งผลให้ ท็อปส์ ต้องเร่งสปีดหนี หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการรีแบรนด์พร้อมแตกฟอร์แมตเป็น 4 รูปแบบเพื่อชนกับสาขาของดิสเคานต์สโตร์ที่มีทั้งไซส์เล็กไซส์ใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค โดยท็อปส์มีการแบ่งเซกเมนต์ตามความชอบของผู้บริโภค ใครต้องการบริโภคสินค้านำเข้าก็ไปที่เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ หรือ ท็อปส์ มาร์เก็ต ส่วนใครต้องการซื้อหาของกินของใช้ประจำวันก็ไปท็อปส์ ซูเปอร์ ส่วนใครที่ต้องการความสะดวก ซื้อสินค้าน้อยชิ้น หรือประเภทรีฟิลก็ไปที่ ท็อปส์ เดลี่

นอกจากนี้ท็อปส์พยายามยกระดับความสดของซูเปอร์มาร์เกตที่มีเหนือดิสเคานต์สโตร์ ทว่าบรรดาห้างดิสเคานต์สโตร์ต่างก็รุกไล่จนมีสินค้าที่มีคุณภาพเข้ามาอยู่ในแผนกซูเปอร์มาร์เกตมากมาย ในขณะที่ท็อปส์ก็พยายามสร้างความแตกต่างด้วยการทำซีอาร์เอ็มผ่านบัตรสปอต รีวอร์ด การ์ด เพื่อศึกษาความต้องการของผู้บริโภคแต่ละรายและนำมาใช้ในการทำแคมเปญการตลาดให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยปัจจุบันฐานสมาชิกของสปอต รีวอร์ด การ์ด สูงถึง 3.5 ล้านราย ทั้งนี้ ท็อปส์ ตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถขยายฐานสมาชิกได้ถึง 3.8-4 ล้านราย โดยสัดส่วนสมาชิกที่มีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องมีสูงถึง 80%

ซึ่งนอกจากการมอบส่วนลดผ่านรายการ Red Hot และ Tops Sale แล้ว ท็อปส์ก็ยังมีการทำกิจกรรมการตลาดร่วมกับฐานสมาชิกซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจที่แตกต่างกันออกไป โดยกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการทำ Cooking Class ที่เซ็นทรัล ฟู้ด ฮออล์ ในเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนี้ นิค ไรท์ไมเออร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายสินค้าต่างประเทศและเครื่องดื่มไวน์ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ยังมีการทำรายการ Cooking for Fun ผ่านช่องรายการของทรูวิชั่นส์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ผู้บริโภคจดจำคำว่า Cooking for Fun ได้ ดังนั้น จึงมีการนำชื่อดังกล่าวมาพัฒนาเป็น Own Brand ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการประกอบอาหารเมื่อปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน Cooking for Fun มีทั้งหมด 200 รายการซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องปรุงเช่นน้ำมันมะกอก

ล่าสุด ท็อปส์ มีการลอนช์หมูธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ เนเชอรัล มีท (Natural Meat) ซึ่งถือเป็นซับแบรนด์ของ Cooking for Fun ทั้งนี้เพื่อยกระดับความสด ความปลอดภัย ความอร่อยให้มีความแตกต่างจากเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด โดยท็อปส์ได้ร่วมกับคู่ค้าที่มีฟาร์มปศุสัตว์ซึ่งมีกว่า 50 รายโดยจะคัดเลือกเพียงกลุ่มละ 1 รายในการยกระดับเนื้อสัตว์ภายใต้กระบวนการที่เป็นธรรมชาติก่อนจะพัฒนาไปสู่ความเป็นปศุสัตว์อินทรีย์หรือ ออร์กานิกฟู้ด ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับการบริโภค

ท็อปส์ ทุ่มงบ 30 ล้านบาทในการเปิดตัวหมูธรรมชาติซึ่งเป็นสินค้านำร่องภายใต้แบรนด์ เนเชอรัล มีท โดยชูคุณสมบัติ 4 ประการคือ การเลี้ยงตามธรรมชาติโดยมีระบบควบคุมการเข้าสู่ฟาร์มอยู่ชั้นนอก การเลี้ยงด้วยอาหารเสริมสมุนไพร การไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ และการมีบ่อโคลนให้หมูแช่คลายร้อนเพื่อผลดีต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของหมู ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Animal Welfare ซึ่งท็อปส์ เชื่อว่าเป็นระบบดีกว่าระบบฟาร์มปิดที่ทำกันแพร่หลายในปัจจุบัน ส่งผลให้ เนเชอรัล มีท ของท็อปส์ ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่จะต้องมาปะทะกับเนื้อหมูอนามัยของซีพีเอฟที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้

“การให้หมูมีพื้นที่ในการวิ่งเล่นเป็นเหมือนการออกกำลังกายทำให้สัตว์มีความแข็งแรง ส่งผลให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีไขมันต่ำ ลดอัตราการเสี่ยงต่อโรค ซึ่งหากหมูตัวใดเป็นโรคและต้องรักษาด้วยยาก็จะถูกคัดออกจากฟาร์มไป เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของ เนเชอรัล มีท” นิค ไรท์ไมเออร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายสินค้าต่างประเทศและเครื่องดื่มไวน์ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าว

อย่างไรก็ดีเนื่องจากเครือซีพีซึ่งถือเป็นผู้นำตลาดเนื้อสัตว์ในเมืองไทย มีการสร้างการรับรู้ส่งผลให้ผู้บริโภคยอมรับในเรื่องสุขอนามัยของระบบฟาร์มปิด ดังนั้นท็อปส์จึงต้องมีการเอ็ดดูเคตผู้บริโภคให้ยอมรับเนื้อหมูที่ถูกเลี้ยงตามธรรมชาติโดยไม่ผ่านฮอร์โมนเร่งการเติบโต หรือยารักษาโรค ว่าเป็นเนื้อที่มีคุณภาพกว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฟาร์มปิด โดยมีการทำโฆษณาทีวีเพื่อสร้างการรับรู้ไปสู่บริโภค

โดยเน้นผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพและมีกำลังซื้อพอสมควรเนื่องจาก เนื้อหมูธรรมชาติ มีราคาสูงถึงกิโลละ 200 กว่าบาท ซึ่งแพงกว่าเนื้อหมูตามท้องตลาดทั่วไปที่มีราคาเฉลี่ยประมาณ 100 บาท ทว่าหากเทียบกับเนื้อหมูอนามัยของคู่แข่งอย่างซีพีเอฟแล้ว ท็อปส์ ประเมินว่าหมูธรรมชาติ เนเชอรัล มีท จะมีราคาแพงกว่าประมาณ 10-20% ซึ่งเชื่อว่าหากสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ ผู้บริโภคจะให้การยอมรับ และยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้มาตรฐานที่สูงกว่า สำหรับ เนเชอรัล มีท จะจำหน่ายผ่านช่องทางสาขาของท็อปส์ที่เป็นตลาดระดับบนคือ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ 2 สาขา และท็อปส์ มาร์เก็ต 26 สาขา

นอกจากเนื้อหมูธรรมชาติแล้ว ท็อปส์ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ไก่ธรรมชาติ และเนื้อวัวธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันในส่วนของฟาร์มไก่ เนเชอรัล มีท ดำเนินการไปแล้ว 95% ส่วนฟาร์มเนื้อวัว เนเชอรัล มีท ดำเนินการไปแล้วกว่า 50%

“เรามีการคัดเลือกคู่ค้าที่มีแนวทางในการดำเนินงานตรงกันมาร่วมพัฒนาฟาร์ม เนเชอรัล มีท มีการคัดเลือกสายพันธุ์ แหล่งที่มี วิธีการเลี้ยง การตัดแต่ง ตลอดจนการขนส่งตลอดระบบซัปพลายเชนให้มีอนามัยตลอดกระบวนการ เพื่อความสะอาด ปลอดภัย รสชาติที่นุ่ม และกลิ่นคาวที่น้อยกว่าหมูทั่วไป ซึ่งทั้งหมดนี้มีการวางแผนงานมากว่า 2 ปีจนมาถึงวันนี้” พรรณี นุธิรงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสด เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าว

ปัจจุบันการผลิตหมูในเมืองไทยมีประมาณ 16 ล้านตัวต่อปี คิดเป็น 1,200 ล้านตันต่อปี โดยเป็นการบริโภคในประเทศกว่า 90% ที่เหลือเป็นการส่งออก ซึ่งในส่วนของหมูอนามัย เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ส่งผลให้ซีพีเอฟ และเบทาโกรมีการพัฒนาฟาร์มเพื่อผลิตหมูอนามัย โดยในส่วนของเบทาโกรเน้นเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ขณะที่ซีพีเอฟมีการนำไปแปรรูปในโรงงานเครือซีพี 50% ส่งออก 15% ส่วน 35% ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โมเดิร์นเทรด 17.5% ตลาดสด 8.75% และฟู้ด เซอร์วิส อีก 8.75%

ทั้งนี้ปัจจุบันซีพีเอฟผลิตสุกรได้วันละ 1,450 ตัวต่อวัน ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยบริษัทคาดว่าในปี 2553 จะสามารถขยายกำลังการผลิตได้ 1,800 ตัวต่อวัน และจะทำให้บริษัทมีรายได้ 4,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่หมูธรรมชาติของท็อปส์ผลิตได้เพียงวันละ 30 ตัวเท่านั้น โดยท็อปส์ตั้งเป้าว่าเนื้อหมู เนเชอรัล มีท จะสามารถสร้างยอดขายได้ 3 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งจะช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ให้เติบโต 15-30% และหากได้รับการตอบรับที่ดีก็จะมีการขยายการผลิตเนื้อสัตว์ธรรมชาติให้มากขึ้น   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us