|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
สมาคมตลาดตราสารหนี้ระบุ วิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐ สะเทือนบริษัทไทยที่จะไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ เหตุต้นทุนพุ่งและเสี่ยงถูกดาวน์เกรด ส่งผลให้อาจต้องหันกลับมาระดมเงินในประเทศแทน
ณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ผลจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรง และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป
ผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนในต่างประเทศแทบจะปิดสนิท ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่ของไทยออกไประดมทุนในต่างประเทศได้ยากขึ้น จึงต้องหันมาระดมเงินทุนด้วยการออกหุ้นกู้ในประเทศแทน
นอกจากนี้ปัญหาการเมือง ทำให้ต้องจับตาดูว่าประเทศไทยจะถูกลดอันดับเครดิต (Down Grade) ลงมาในอนาคตหรือไม่ จากปัจจุบันมีอันดับเครดิตที่ BBB หากมีการปรับลดอันดับเครดิตลงมาเหลือ BBB- ซึ่งเป็นเครดิตต่ำสุดในส่วนของตราสารหนี้ที่ลงทุนได้ (Investment Grade) นั้น จะส่งผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอนของบริษัทเอกชนไทยที่จะไปออกตราสารหนี้ในต่างประเทศ
เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ถ้าจะไปออกจะต้องออกเป็นตราสารหนี้ที่ในระดับของตราสารที่เก็งกำไร (Speculate Grade) ซึ่งจะมีต้นทุนที่สูงมากเพราะส่วนต่าง (Spread) ที่จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปในตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade กับ Speculate Grade ต่างกันมาก อาจจะทำให้บริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้หันมาออกตราสารหนี้ในประเทศมากขึ้นได้
"อันดับเครดิตของบริษัทเอกชนไม่มีทางจะสูงกว่าอันดับความ น่าเชื่อถือของประเทศเมื่อประเทศ ถูกลดอันดับการออกหุ้นกู้ขายในต่างประเทศจะมีต้นทุนสูง จึงมีโอกาสจะหันมาระดมทุนในประเทศแทน”
นอกจากประเทศไทยจะเผชิญกับปัจจัยภายนอกแล้ว ยังมีปัญหาการเมืองอีก ซึ่งปัจจัยการเมืองมีผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้แน่นอน หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะออกมาอย่างไรแล้วไม่มีการสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีหน้า อาจเติบโตแค่ 2-3%
อย่างไรก็ตามจากปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐที่กดดันทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลดีทำให้คนหันมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้มากขึ้น เพราะมีความปลอดภัยมากกว่าถือเป็นปัจจัยบวกหนึ่งเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันบริษัทเอกชนมีการออกหุ้นกู้แล้วจำนวน 1.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีการเสนอขายมากที่สุด ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
โดยระหว่างเดือน กันยายน-ตุลาคมนี้มี 3 บริษัท วางแผนจะออกหุ้นกู้คือ บมจ. ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) 2,000 ล้านบาท บล.ภัทร 1,000 ล้านบาท และบมจ. ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) 7,500 ล้านบาท
หากพิจารณาในแง่ของยอดคงค้างการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ณ ปัจจุบันมีจำนวน 8.3 หมื่นล้านบาท เทียบกับเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมียอดคงค้างสูงสุด 9.1 หมื่นล้านบาท ก็เท่ากับว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายออกมาเพียง 8,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับการขายในตลาดหุ้นที่มีมากถึงกว่า 1.15 แสนล้านบาท
สำหรับการที่สถาบันการเงินในสหรัฐประสบปัญหามีตัวเลขขาดทุนแสดงให้เห็นแล้วประมาณ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้ได้มีการเทขายหุ้นทั่วโลกไปแล้ว 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังขาดเม็ดเงินอีก 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะเห็นการขายสินทรัพย์อื่นๆ นอกประเทศสหรัฐตามมาเพื่อนำเงินไปชดเชยความเสียหายดังกล่าว
|
|
 |
|
|