บล.กสิกรไทย ชี้จังหวะเก็บหุ้นระยะกลาง-ยาว แนะเลือกหุ้นเล็ก มีกระแสเงินสดแกร่งแต่หนี้ต่ำ คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะโตต่ำกว่าครึ่งแรก ส่วนเศรษฐกิจอเมริกาอาจเห็นแสงสว่างได้ในไตรมาส 2 ปีหน้าหลังผ่านจุดต่ำสุด
สุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไปอีก 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ 4.9 หมื่นล้านบาท แต่หากปัญหาลากยาวถึงสิ้นปี ความเสียหายจะเกิดขึ้นประมาณ 2.95 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ให้ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.6-5% จากในครึ่งปีแรกที่จีดีพีโต 5.7%
นอกจากนี้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะกระทบต่อภาคการส่งออกของปี 2552 ให้ลดลงครึ่งหนึ่ง จาก 17% ขณะที่ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยมองว่าคงจะไม่มีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอีกภายในปีนี้
ทั้งนี้ได้คาดการณ์ดัชนีต่ำสุดที่ 610-630 จุด โดยดัชนีจะไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ที่คาดว่าจะมีการเติบโตเพียง 7% ในปี 2552 เมื่อเทียบกับปีนี้ที่มีการเติบโต 65% แต่ปัจจัยที่จะกระทบต่อดัชนีหุ้นน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของค่าพีอี ซึ่งมองว่าดัชนีสิ้นปีนี้น่าจะปิดที่ 740 จุด มีค่าพีอีเพียง 8.5 เท่า ภายใต้ภาวการณ์ที่ปกติ
ภายใต้สภาวะการณ์เช่นนี้ ฝ่ายวิจัยของบริษัทจึงแนะนำโอกาสทางการลงทุนให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อลงทุนในหุ้นขนาดเล็กซึ่งมีมาร์เก็ตแคปตั้งแต่ 1 พันล้านบาทขึ้นไป(Small Cap)
" ทีมงานฝ่ายวิเคราะห์ได้นำเสนอข้อมูลทางการลงทุนให้กับลูกค้า โดยเน้นให้ลงทุนให้ในหุ้น small cap โดยหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นบลูชิพ เนื่องจากแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง"
สำหรับหลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นขนาดเล็กนั้น ควรมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า, มีกระแสเงินสดอยู่เยอะพอควร, อัตราหนี้สินต่อทุน(D/E) ต่ำ และมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้ รวมถึงมีเงินสดอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่หลายรายมีการซื้อหุ้นคืน(Treasury Stock)ในช่วงนี้
"หุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ฝรั่งไม่มองเพราะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ในตัว ส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวด ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และ บรรจุภัณฑ์”
แต่หากจะเข้าไปลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่(Big Cap) จะต้องมั่นใจว่าต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และต้องเป็นหุ้นที่ราคาร่วงลงมาต่ำกว่าพื้นฐานของตัวบริษัท
อย่างไรก็ตามคำแนะนำการลงทุนของฝ่ายวิจัย ช่วงนี้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และโรงพยาบาล ขณะที่หุ้นกลุ่มสันทนาการและการท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มส่งออก ถือว่าค่อนข้างมีความเสี่ยง
"หุ้นกลุ่มที่ฝ่ายวิจัยแนะนำคือ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์, บริการ, สื่อสาร, พาณิชย์, สื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นพลังงาน เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์คงไม่น่าจะขึ้นอะไรได้อีกนัก ดังนั้นหุ้นกลุ่มพลังงานจึงไม่น่าสนใจ"
ส่วน รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศ แต่ประเมินว่า ดัชนีหุ้นน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้วและคาดว่าดัชนีคงจะไม่ปรับตัวลดลงไปมากกว่า 10% ซึ่งหากการเมืองคลี่คลาย ตลาดหุ้นน่าจะดีดกลับมาได้ แต่เป็นเพียงแค่ช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา รวมทั้งเศรษฐกิจโลก ซึ่งมองว่าน่าจะมีความชัดเจนได้ในไตรมาส 2/2552 และน่าจะเป็นจุดพลิกกลับของตลาดหุ้นไทย ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นโอกาสการลงทุนของนักลงทุนระยะกลาง-ระยะยาว ที่จะเริ่มทยอยซื้อหุ้นราคาถูก
สำหรับการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาตินั้น เกิดจากการที่นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาของสถาบันการเงินต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติได้มีการเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการขายเพื่อเก็บเงินไว้หนุนสภาพคล่องของตัวเอง รอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ได้เป็นการโยกเงินทุนไปลงทุนในตลาดอื่น
“ตอนนี้นักลงทุนต่างก็กอดสภาพคล่องไว้ จึงไม่มีการลงทุนเกิดขึ้น ไม่มีการขยายการลงทุน ทุกคนรอภาพใหญ่คลี่คลาย มองว่าไตรมาส 2 ปีหน้า จะเป็นจุดพลิกกลับ นักลงทุนระยะกลาง-ยาว น่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่จะต้องไม่หวั่นไหวกับปัจจัยระยะสั้น”
|