Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์22 กันยายน 2551
หลบภัยตลาดหุ้นผันผวน เก็บตัวเล็ก กระแสเงินสดแกร่ง หนี้ต่ำ             
 


   
search resources

Investment




บล.กสิกรไทย ชี้จังหวะเก็บหุ้นระยะกลาง-ยาว แนะเลือกหุ้นเล็ก มีกระแสเงินสดแกร่งแต่หนี้ต่ำ คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะโตต่ำกว่าครึ่งแรก ส่วนเศรษฐกิจอเมริกาอาจเห็นแสงสว่างได้ในไตรมาส 2 ปีหน้าหลังผ่านจุดต่ำสุด

สุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไปอีก 1 เดือน จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ 4.9 หมื่นล้านบาท แต่หากปัญหาลากยาวถึงสิ้นปี ความเสียหายจะเกิดขึ้นประมาณ 2.95 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ให้ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.6-5% จากในครึ่งปีแรกที่จีดีพีโต 5.7%

นอกจากนี้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะกระทบต่อภาคการส่งออกของปี 2552 ให้ลดลงครึ่งหนึ่ง จาก 17% ขณะที่ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยมองว่าคงจะไม่มีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอีกภายในปีนี้

ทั้งนี้ได้คาดการณ์ดัชนีต่ำสุดที่ 610-630 จุด โดยดัชนีจะไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ที่คาดว่าจะมีการเติบโตเพียง 7% ในปี 2552 เมื่อเทียบกับปีนี้ที่มีการเติบโต 65% แต่ปัจจัยที่จะกระทบต่อดัชนีหุ้นน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของค่าพีอี ซึ่งมองว่าดัชนีสิ้นปีนี้น่าจะปิดที่ 740 จุด มีค่าพีอีเพียง 8.5 เท่า ภายใต้ภาวการณ์ที่ปกติ

ภายใต้สภาวะการณ์เช่นนี้ ฝ่ายวิจัยของบริษัทจึงแนะนำโอกาสทางการลงทุนให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อลงทุนในหุ้นขนาดเล็กซึ่งมีมาร์เก็ตแคปตั้งแต่ 1 พันล้านบาทขึ้นไป(Small Cap)

" ทีมงานฝ่ายวิเคราะห์ได้นำเสนอข้อมูลทางการลงทุนให้กับลูกค้า โดยเน้นให้ลงทุนให้ในหุ้น small cap โดยหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นบลูชิพ เนื่องจากแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง"

สำหรับหลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นขนาดเล็กนั้น ควรมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า, มีกระแสเงินสดอยู่เยอะพอควร, อัตราหนี้สินต่อทุน(D/E) ต่ำ และมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้ รวมถึงมีเงินสดอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่หลายรายมีการซื้อหุ้นคืน(Treasury Stock)ในช่วงนี้

"หุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นที่ฝรั่งไม่มองเพราะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ในตัว ส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวด ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และ บรรจุภัณฑ์”

แต่หากจะเข้าไปลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่(Big Cap) จะต้องมั่นใจว่าต้องเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และต้องเป็นหุ้นที่ราคาร่วงลงมาต่ำกว่าพื้นฐานของตัวบริษัท

อย่างไรก็ตามคำแนะนำการลงทุนของฝ่ายวิจัย ช่วงนี้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และโรงพยาบาล ขณะที่หุ้นกลุ่มสันทนาการและการท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มส่งออก ถือว่าค่อนข้างมีความเสี่ยง

"หุ้นกลุ่มที่ฝ่ายวิจัยแนะนำคือ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์, บริการ, สื่อสาร, พาณิชย์, สื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นพลังงาน เพราะราคาสินค้าโภคภัณฑ์คงไม่น่าจะขึ้นอะไรได้อีกนัก ดังนั้นหุ้นกลุ่มพลังงานจึงไม่น่าสนใจ"

ส่วน รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แม้ภาพรวมการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศ แต่ประเมินว่า ดัชนีหุ้นน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้วและคาดว่าดัชนีคงจะไม่ปรับตัวลดลงไปมากกว่า 10% ซึ่งหากการเมืองคลี่คลาย ตลาดหุ้นน่าจะดีดกลับมาได้ แต่เป็นเพียงแค่ช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา รวมทั้งเศรษฐกิจโลก ซึ่งมองว่าน่าจะมีความชัดเจนได้ในไตรมาส 2/2552 และน่าจะเป็นจุดพลิกกลับของตลาดหุ้นไทย ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นโอกาสการลงทุนของนักลงทุนระยะกลาง-ระยะยาว ที่จะเริ่มทยอยซื้อหุ้นราคาถูก

สำหรับการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาตินั้น เกิดจากการที่นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาของสถาบันการเงินต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติได้มีการเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการขายเพื่อเก็บเงินไว้หนุนสภาพคล่องของตัวเอง รอจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ไม่ได้เป็นการโยกเงินทุนไปลงทุนในตลาดอื่น

“ตอนนี้นักลงทุนต่างก็กอดสภาพคล่องไว้ จึงไม่มีการลงทุนเกิดขึ้น ไม่มีการขยายการลงทุน ทุกคนรอภาพใหญ่คลี่คลาย มองว่าไตรมาส 2 ปีหน้า จะเป็นจุดพลิกกลับ นักลงทุนระยะกลาง-ยาว น่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี แต่จะต้องไม่หวั่นไหวกับปัจจัยระยะสั้น”   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us