มีคำกล่าวว่า "ถ้าคุณถามเวลาจากบริษัทที่ปรึกษา เขาจะขอยืมนาฬิกาของคุณไปดู
แล้วบอกเวลาแก่คุณ จากนั้นเขาก็จะคิดค่าบริการจากคุณ" จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจเลยว่า
เหตุใดธุรกิจที่ปรึกษาจึงสามารถหารายได้ในระดับที่สูงมาก
ปัจจุบันมีบริษัทที่ปรึกษาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่บริษัทที่ปรึกษาที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพที่สุด
ส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทที่ไม่ค่อยเปิดเผยตัวเองต่อสาธารณชนเท่าใดนัก เช่น
อลัน โกลด์ชไตน์ แห่งเวิล์ด ลิงค์ กรุ๊ป ที่ช่วยให้ฮ่องกง อินเตอร์เนชั่นแนล
เทอร์มินัลส์ สามารถพัฒนาท่าเรือคอนเทนเนอร์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง
ๆ ในไห่ฟอง
ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นเพียงบางบริษัทในบางประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของการดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาที่มีอยู่ในเวียตนาม
ฮ่องกง ไทย ลาว และสิงคโปร์
บริษัทที่ปรึกษาในเวียตนาม
ทีเอสที -
"เราสามารถเสนอโอกาสแก่นักลงทุนเอกชน ในการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมอันจะรวมถึงเป็นที่ปรึกษาในโครงการอุตสาหกรรมด้วย"
เป็นคำกล่าวอวดอ้างของ แคสิมีร์ ตราน ซัน เทย์ วัย 47 ปี ซึ่งเพิ่งตั้งตัวเองเป็นที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของโฮจิมินห์ซิตี้
เทย์ เป็นชาวเวียตนามเชื้อสายฝรั่งเศส มีบ้านเกิดอยู่ที่ไซง่อน เขาต้องทิ้งบ้านเกิดตั้งแต่ปี
2499 และได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 2530 นี่เอง อันเป็นช่วงที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มประกาศใช้กฎหมายการลงทุนใหม่ได้ไม่นาน
เขาทำงานในฝ่ายขายให้แก่กลุ่มบริษัทฝรั่งเศส สปี-แบทีกโนลีส์ และตั้งสำนักงานตัวแทนของบริษัทดังกล่าวขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี
2531 แต่แล้วสปีกลับถอนตัวออกไปจากเวียตนามเมื่อปลายปีก่อน
ปัจจุบันเทย์เป็นตัวแทนของบริษัทฝรั่งเศส 6 แห่ง คือ Adra (บริษัทในเครือของสปีดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร),
Total, Optorg (ธุรกิจการค้า), Gersar (ไฮโดรลิคส์), SGTE (วิศวกรรม), Clesim
(เหล็กกล้า) และยังมีธุรกิจในกัมพูชาอีกด้วย โดยมีนักธุรกิจชาวมาเลเซียเป็นหุ้นส่วน
นอกจากนั้นเขายังสนใจที่จะดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงระหว่างเวียตนามและเขตเศรษฐกิจทางใต้ของจีนที่มีเงินทุนหมุนเวียนในปริมาณที่สูงมาก
ฟาร์โก ฟรังโก แปซิฟิก
บริษัทฝรั่งเศสแห่งนี้มีต้นกำเนิดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ขยายเข้าไปยังโฮจิมินห์ซิตี้
และฮานอยถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจในเวียตนาม ที่รวมการดำเนินธุรกิจระหว่างการค้าและการลงทุน,
เป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมและเป็นที่ปรึกษา
"เราเป็นตัวแทนของจีอีซี อัลชทอม เคเกเลค (พลังงาน), อัลคาเทล เคเบิล,
ไอเอฟพี บัวส์ ออฟเชอร์ (อุปกรณ์ปิโตรเลียมและบริการ), และอีไอเอ (อุปกรณ์เคเบิล)
นอกจากนั้นเรายังมีจุดแข็งในด้านโทรคมนาคม, ไฟฟ้า, และน้ำมันอีกด้วย"
อเลน ดูเฟย์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารของสำนักงานในโฮจิมินห์ซิตี้ กล่าวพร้อมทั้งเผยว่าเมื่อปีที่แล้วลูกค้าของตนหลายรายชนะประมูลหลายครงการ
ธุรกิจการค้าของฟรังโก แปซิฟิก ซึ่งมีมากมายหลายประเภทตั้งแต่กลิ่นสังเคราะห์ในเครื่องดื่มไปจนถึงกระดาษที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาสูบ
และจากฝาขวดและน้ำผึ้งไปจนถึงอุปกรณ์การแพทย์ สามารถทำรายได้ให้บริษัทถึง
4 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว
นอกจากนั้น ฟรังโก แปซิฟิกยังลงทุนในโรงงานรองเท้าและโรงงานผลิตฟางบุเบาะที่นั่งอีกด้วย
ดูเฟย์กล่าวว่า ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบริษัท คือ ต้องผลิตให้ได้ด้วยตัวเอง
แทนการซื้อหรือต้องพึ่งผู้อื่น และแผนการระยะยาวของบริษัท คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมและการจัดจำหน่าย
"ปัจจุบันการศึกษาเพื่อลูกค้าของเราได้ครอบคลุมไปถึงการคำนวณ, การวางแผนงานในเขตเมือง,
ยาง, น้ำมันพืช, สาหร่ายทะเล, และยาฆ่าแมลง" เทย์เสริม
ฮานอย ทรัสต์ กรุ๊พ
พอล แฟร์เฮด ชาวออสเตรเลียที่เข้ามาในเวียตนามเมื่อ 2 ปีก่อน และจัดตั้งฮานอย
ทรัสต์ กรุ๊พขึ้นเป็นธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์และเหมืองแร่
ฮานอย ทรัสต์ เป็นการร่วมทุนระหว่าง "พริออรา" ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจในระบบครอบครัวตั้งขึ้นเมื่อ
3 ปีก่อนในออสเตรเลียเพื่อจับตามองเวียตนาม และ "อินเทลเวียด"
มีเจ้าหน้าที่ร่วมงานในบริษัท 8 คน อันรวมถึงนักธรณีวิทยาการสำรวจชาวออสเตรเลียด้วยคนหนึ่ง
ที่แฟร์เฮดเผยว่าเป็นคนสำรวจและรวบรวมข้อมูลในเรื่องแร่ทองคำและโลหะสำคัญอื่น
ๆ
"เราให้ความช่วยเหลือและแนะนำจุดที่มีโอกาสในการลงทุน (ด้านอสังหาริมทรัพย์)"
แฟร์เฮดกล่าว "เราไม่ได้โฆษณาแต่เรามีเครือข่ายลูกค้าจากออสเตรเลีย
สิงคโปร์และฮังการี ซึ่งสาเหตุที่มีลูกค้าชาวฮังการีรวมอยู่ด้วยก็เพราะฮังการีมีสัญญาแลกเปลี่ยนด้านหนี้สินกับเวียตนาม
โดยฮังการีจะเข้ามาลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์, อุตสาหกรรมโรงงานและสิ่งทอ"
"ลูกค้าชาวฮังการีของเราก็คือ ฮิบเทรด อินเตอร์เนชั่นแนล นอกจากนั้น
เรายังมีธุรกิจด้านการค้าและการเงิน, ประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ, เป็นตัวแทนทางธุรกิจ,
และดำเนินข้อตกลงต่าง ๆ เราคิดค่าธรรมเนียมต่อโครงการ, และอัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้ตายตัวสำหรับการขอใบอนุญาต
โดยเราจะคิดค่าธรรมเนียมในอัตรา 2% ของราคาขาย หรือ 8% ของราคาค่าเช่าในปีแรก
ซึ่งถ้าพิจารณาจากมาตรฐานในเวียตนาม อัตราดังกล่าวนับว่าค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบกับอัตราในออสเตรเลียแล้วจะอยู่ในระดับปกติ
แฟร์เฮดเผยถึงเป้าหมายในอนาคตว่า จะจัดตั้งธุรกิจที่สามารถขายออกไปได้ภายในเวลา
2 ปี และขณะนี้กำลังพยายามก่อตั้งหอการค้าออสเตรเลียขึ้นในฮานอย
เอิร์นส์ แอนด์ ยังก์
เลนนาร์ด ทาน ชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน ที่ได้รับประกาศนียบัตรทางบัญชีจากแคนาดา
ได้สร้างปาฏิหารย์ขึ้นถึง 2 สิ่ง คือ สามารถทลายข้อห้ามของรัฐบาลเวียตนามเรื่องบริษัทที่ปรึกษาการบัญชีต่างประเทศ
และฝ่ากำแพงการปิดกั้นของสหรัฐฯ ต่อเวียตนาม
ทานสามารถทำให้บริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ที่ร่วมทุนระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษ เอิร์นส์แอนด์ยังก์
เข้ามาตั้งสำนักงานในกรุงฮานอยได้
ทานกล่าวว่า ปัจจับันบริษัทเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านการบัญชี, การสอบบัญชี,
และการจัดการในเวียตนามเท่านั้น ทั้งนี้เพราะลูกค้าของเราที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก
เช่น บีพี, เชลล์, โคคาโคลา, ไฮเนเก้น, อายิโนะโมะโต๊ะ, ซูมิโตโม, โทเทล
ต่างเข้ามาลงทุนในเวียตนามกันทั้งหมด
เราเริ่มเข้ามาเมื่อปี 2531 แต่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในนาม กวอง
วาง ทาน แอนด์ ฟอง เมื่อปี 2534 และเมื่อเราได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลสหรัฐฯ
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง เราจึงดำเนินธุรกิจอย่างเปิดเผยในฐานะเอิร์ส์แอนด์ยังก์
ทานเสริมด้วยว่า ธุรกิจของตนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการใหญ่ ๆ ทั้งหมด
โดยมีลูกค้าเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ 4 กลุ่ม คือ อราเบียน, บีพี, เชลล์
และโทเทล ที่ได้รับสัมปทานสำรวจน้ำมันกลุ่มล่าสุด ส่วนซูมิโตโมที่รับผิดชอบโครงการแอลพีจี
และท่อส่งกระแสไฟฟ้าเชื่อมเหนือ-ใต้ของเวียดนาม ก็กำลังดำเนินการเจรจาให้บริษัทจัดการด้านแผนการเงินให้
ขณะนี้สำนักงานในกรุงฮานอยมีพนักงานทั้งสิ้น 38 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์
ทางการเงิน ทางน้ำมันและนักบัญชี
นอกจากนั้น บริษัทยังมีโครงการจะตั้งสำนักงานในโฮจิมินห์ซิตี้อีกแห่งหนึ่ง
โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีพนักงานถึง 180 คน แต่ต้องรอจนกว่าจะได้รับอนุมัติจากรัฐบาลเวียตนาม
ซึ่งคาดว่าจะเป็นราวกลางปีนี้
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในฮ่องกงและกรุงเทพฯเผยว่าใบอนุญาตของเอิร์นส์แอนด์ยังก์ที่มีกำหนดเพียงปีเดียว
จะไม่ได้รับการต่ออายุใหม่
เมื่อต้นปีนี้เอิร์นส์แอนด์ยังก์ฟาร์อีสต์ ซึ่งครอบคลุมธุรกิจในอาเซียน,
จีน, ไต้หวัน, และฮ่องกง ได้ขยายธุรกิจเข้าไปในกัมพูชา ซึ่งทานเผยว่า ทางบริษัทกำลังดำเนินการด้านการประสานงานจากองค์การสหประชาชาติ
ทว่าเป็นเรื่องยากที่จะพนักงานที่ดีในกัมพูชา
ในฮ่องกง
บาร์เคลย์ แบงก์
ช่วงสองปีที่ผ่านมา บาร์เคลย์ แบงก์ซึ่งมีกิจการธนาคารในฮ่องกงซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในอังกฤษได้จัดให้มีการสัมมนาขึ้นหลายหัวข้อในเวียตนาม
และจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสำหรับบริษัทอังกฤษที่ต้องการเข้าไปลงทุนในประเทศนี้
"เมื่อ 2 ปีก่อนเราจัดสัมมนาในเรื่องการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการที่โฮจิมินห์
ซิตี้ และเดือนมิถุนายนปีก่อนก็จัดร่วมกับธนาคารกลางเวียดนามด้วย" ร็อคกี้
แดง ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียตนามของธนาคาร และเป็นชาวเวียดนามที่อพยพออกจากประเทศไปเมื่อปี
2520 กล่าวและเสริมว่า "กลางเดือนเมษายนนี้เรายังจัดสัมมนาให้กับสายการบินเวียตนาม
และช่วงปลายเดือนมิถุนายนก็จะมีหัวข้อเกี่ยวกับพลังงานที่จัดร่วมกับบริติชปิโตรเลียม"
ด้วย
เดือนมีนาคมที่ผ่านมา บาร์เคลย์ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติจัดตั้งสำนักงานตัวแทนของธนาคารในฮานอยแล้ว
โดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานต่าง
ๆ
ในสิงคโปร์
คลิฟฟอร์ด แชนส์
บริาทที่ปรึกษากฎหมายด้านการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ "คลิฟฟอร์ด
แชนส์" เริ่มให้บริการคำปรึกษาแก่ลูกค้าในเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2531
ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 15 แห่งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งฮ่องกง สิงคโปร์และญี่ปุ่น
ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติและกิจการธนาคารระหว่างประเทศ ที่ต้องการข้อแนะนำเกี่ยวกับการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการ
กฎหมายการลงทุนต่างชาติ (โดยรวมถึงการร่างสัญญาการร่วมทุนและสัญญาการลงทุนด้านต่างๆ)
การสนับสนุนเงินทุนทางด้านการค้า การฟ้องร้องคดีความ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
คลิฟฟอร์ด แชนส์ยังมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างใกล้ชิดกับบริษัทที่ปรึกษาในเวียดนามอีกหลายแห่ง
ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนในแง่กฎหมายธุรกิจของเวียตนามด้วย
ในกรุงเทพฯ
ดาต้าคอนซัลท์
"ดาต้าคอนซัลท์' มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการทำวิจัยตลาด
"งานพื้นฐานของเราก็คือ การตรวจสอบดูสภาพการณ์ทางธุรกิจ รวมทั้งการจัดพิมพ์
นำเสนอ และทำรายงานพิเศษให้กับลูกค้า" คริสโตเฟอร์ บรูตัน ผู้อำนวยการของบริษัทประจำไทยและอินโดจีนบอก
"และเรายังทำวิจัย ทั้งในแง่การวิจัยตลาดผู้บริโภค การวิจัยตลาดอุตสาหกรรมกับการศึกษาถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมือง
นอกจากนั้นเรายังช่วยติดตามดูแลอุตสาหกรรมเฉพาะแขนงให้กับลูกค้า…และช่วยหาผู้ร่วมลงทุนตลอดจนอำนวยความสะดวกจนโครงการลุล่วง"
ปัจจุบันธุรกิจราวครึ่งหนึ่งของบริษัทอยู่ในไทย และอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในอินโดจีนโดยเฉพาะเวียตนาม
ดาต้าคอนซัลท์เป็นบริษัทเอกชนมีบริษัทในเครือ 3 แห่งด้วยกัน เริ่มต้นกิจการด้วยทุนจดทะเบียน
250,000 ดอลลาร์
"ผมเป็นตัวหลักของบริษัทแต่ว่าจ้างที่ปรึกษาชาวแคนาดา 3 คนและชาวอังกฤษอีกหนึ่งคน
ผ่านบริษัทในฮ่องกงชื่อ อินโด ไชน่า โปรเจ็ค เมเนจเมนท์" บรูตันอธิบาย
"เรายังมีทีมงานส่วนสนับสนุนชาวไทยและบางส่วนในเวียตนามที่ช่วยงานทางอ้อม
โดยผ่านองค์กรในเวียตนามที่ชื่อ อินเวสท์ทิป"
แอชตา อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์
กิจการแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย ยูจีน แมทธิวส์ ทนายความผู้จบการศึกษาจากฮาร์วาร์ดและมีความเชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่น
ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท มีสำนักงานใหญ่ในฮานอยและสำนักงานสาขาอยู่ในไทย
มุ่งให้บริการแก่บริษัทที่ต้องการเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ตั้งแต่ด้านการทำวิจัยตลาด
การจัดหาผู้ร่วมทุนที่มีขีดความสามารถและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในแง่ยุทธศาสตร์การแข่งขันทางธุรกิจ
การคิดค่าบริการของแมทธิวส์จัดอยู่ในระดับที่แพงมาก และจะมีสัญญาว่าจ้างนาน
6 เดือนถึงหนึ่งปี ลูกค้าของบริษัทประกอบด้วยบริษัทธุรกิจรายใหญ่จากสหรัฐฯ
และญี่ปุ่นหลายต่อหลายแห่ง รวมทั้งเศรษฐีชาวญี่ปุ่นอีกสองสามรายกับบริษัทจากอิสราเอลหนึ่งแห่ง
ส่วนหลักการเลือกรับลูกค้าก็คือ ต้องเป็นลูกค้าที่ต้องการประกอบธุรกิจในเวียตนามในระยะยาว
เดือนกุมภาพันธ์ 2532 แมทธิวส์ออกเดินทางไปยังเวียตนาม และอีกราว 2 ปีต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่ฮานอย
และสมัครเข้าเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยฮานอยด้วย
เขาวางแผนไว้ว่า หากสหรัฐฯ ยกเลิกนโยบายปิดกั้นทางการค้าก็จะเปิดสำนักงานขึ้นที่ฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและจะเข้าไปลงทุนในบางโครงการเองด้วย
มอลเลสซันส์ สตีเฟน จ๊าคส์
กิจการแห่งนี้มีฐานอยู่ที่ออสเตรเลีย แต่ดำเนินธุรกิจโดยผ่าน "อินโดนีเซีย
แพร็คทิส กรุ๊พ" ซึ่งเริ่มให้บริการคำปรึกษาแก่ลูกค้าที่ต้องการประกอบธุรกิจในเวียดนามมาตั้งแต่ปี
2532 1989 กลุ่มธุรกิจแห่งนี้ประกอบด้วยทนายความที่มาจากสำนักงานภูมิภาคทั้ง
6 แห่ง อีกทั้งทนายความชาวเวียดนามซึ่งผ่านการฝึกอบรมอย่างดีทั้งในเวียตนามและออสเตรเลีย
สำหรับสำนักงานกรุงเทพฯ นั้นมี ฌอง เรย์โนด์ ทนายความชาวฝรั่งเศสดูแลกิจการอยู่
โดยโครงการแรกที่จับก็คือ "ไซง่อน โฟลทติ้ง โฮเต็ล"
มูลค่าถึง 45 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเริ่มเมื่อเดือนมีนาคม 2532 นับเป็นโครงการที่มูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในขณะนั้น
และปัจจุบันยังจัดเป็นโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้วที่มีมูลค่าสูงสุดด้วย
นอกจากนั้น เรย์โนด์ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มธุรกิจสิ่งพิมพ์ "วีไออาร์
ลอฟท์เฟิร์น" แห่งออสเตรเลีย ซึ่งเข้าไปร่วมทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเวียดนาม
"เอสซีซีไอ" ของเวียตนาม เพื่อจัดพิมพ์นิตยสารรายสัปดาห์ภาษาอังกฤษชื่อ
"เวียตนาม อินเวสท์เมนท์ รีวิว" ด้วย
ลูกค้าของเรย์โนด์ในปัจจุบันจะเป็นธุรกิจในออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่ และครอบคลุมทั้งธุรกิจด้านโรงแรม
เหมืองทอง และกราไฟต์ กับอุตสาหกรรมเบาจำพวกท่อพลาสติกไปจนถึงเสื้อผ้า
ดีคอนส์ แอนด์ เกรแฮม แอนด์ เจมส์
เมื่อราวสองปีครึ่งที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย "ดีคอนส์ แอนด์
เกรแฮม แอนด์ เจมส์" แห่งฮ่องกงได้ก่อตั้ง "เวียตนาม แพร็คทิส
กรุ๊พ" ขึ้นเพื่อให้บริการคำแนะนำด้านกฎหมายและขั้นตอนการปฏิบัติแก่ผู้ที่ต้องการลงทุนในเวียตนามโดยมี
ทิม ด็อบสัน ที่ปรึกษาทางกฎหมายประจำประเทศไทยเป็นประธานกลุ่มซึ่งมีทนายความอีก
3 คนจากสำนักงานของดีคอนส์ในฮ่องกงมาร่วมงานด้วย
เท่าที่ผ่านมา ด็อบสันร่วมงานกับบริษัทข้ามชาติ 8 แห่งในเวียดนาม โดยโครงการลงทุนของแต่ละบริษัทมีมูลค่าราว
5-30 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น ยังรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเตรียมเอกสารสำคัญในโครงการร่วมทุนกับต่างชาติในโฮจิมินห์ซิตี้อีก
4 โครงการด้วยกัน อันรวมถึงโครงการก่อสร้างท่าเรือขนถ่ายสินค้า เหมืองแร่
ศูนย์ธุรกิจและโรงแรมระดับห้าดาวอีกแห่งหนึ่ง ยังไม่นับถึงโครงการขนาดเล็กลงมาอีกหลายต่อหลายโครงการอีกทั้งความพยายามที่จะรุกไปสู่โครงการทางด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย
ส่วนการคิดค่าบริการนั้นจะนับเป็นรายชั่วโมง
แพค ริม อินเตอร์เนชั่นแนล
"แพค ริม อินเตอร์เนชั่นแนล" เป็นบริษัทที่ปรึกษาซึ่งมีรากฐานอยู่ในกรุงเทพฯ
อีกทั้งยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทจากแคนาดาแห่งหนึ่งในการเข้าลงทุนในไทย
แต่นับจากปี 2534 กิจการเหล่านี้ค่อย ๆ ขยายขอบข่ายธุรกิจออกไปสู่อินโดจีน
ฌอง เบรดี้ ผู้ก่อตั้งและปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทชี้ทิศทางกิจการของเขาในเวียตนามว่า
"ไม่ได้สนใจเฉพาะขอบข่ายธุรกิจด้านกว้างอย่างเช่น การศึกษาข้อมูลภาคธุรกิจต่างๆ
หรือสำรวจความเป็นไปได้ของโครงการเท่านั้น แต่ยังต้องการจับธุรกิจในลักษณะโครงการซึ่งจะไปได้ดีในวันข้างหน้าด้วย"
ลูกค้าของเบรดี้ในเวียดนามประกอบด้วยบริษัทวิศวกรรมจากแคนาดา 3 แห่ง ที่เข้าร่วมในโครงการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานประเภทถนน
สะพาน และระบบบำบัดน้ำเสียในโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งแต่ละโครงการมีมูลค่าราว
2 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนบางส่วนจาก "องค์กรการพัฒนาระหว่างประเทศแคนาดา"
หรือ CANADIAN INTERNATIONAL DEVELOPMENT AGENCY
แม้ว่าปัจจุบันเบรดี้จะร่วมมืออยู่กับบริษัทในเวียตนามอีก 4 แห่ง และมีง่นล้นมือในไทย
แต่เขาก็วางแผนไว้ว่าต่อไปในอนาคตจะมุ่งให้ความสำคัญกับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากต่างประเทศเป็นหลัก
เพราะนักลงทุนที่เข้าร่วมในโครงการเหล่านี้ มักไม่ค่อยประสบปัญหาในการส่งเงินกำไรจากการลงทุนกลับประเทศ
สำหรับการคิดค่าบริการนั้น จะมีทั้งแบบเหมารวมตามระยะเวลาในสัญญาและแบบที่คิดเป็นรายชั่วโมง
ลารีฟ ไทยแลนด์
กิจการแห่งนี้เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการบริหารระหว่างประเทศมีบริษัทแม่คือ
"ลารีฟ ฮอลแลนด์" ในเนเธอร์แลนด์เริ่มเข้ามาตั้งฐานดำเนินการในไทยเมื่อสองปีก่อนโดยการร่วมทุนกับบริษัทที่ปรึกษา
"ไอเอ็มอาร์เอส โค" ในกรุงเทพฯ และให้บริการคำปรึกษาแก่บริษัทต่างชาติที่ต้องการลงทุนในไทย,
พม่าและอินโดจีน
ลารีฟ ฮอลแลนด์นั้นมีเครือข่ายกระจายอยู่ใน 38 ประเทศ มีความเชี่ยวชาญทางด้านการให้คำแนะนำแก่บริษัทที่ต้องการเข้าไปตลาดต่างประเทศ
โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
ส่วนลารีฟ ไทยแลนด์นั้นเข้าไปดำเนินธุรกิจในอินโดจีนมาตั้งแต่ปี 2533 และเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วยังไม่ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับ
"คอนเซตติ" ด้วย เพื่อแลกเปลี่ยนและช่วยเหลือกันในแง่บุคลากร
ส่วนบริการที่ให้กับลูกค้าก็คือการจัดเตรียมสัญญาการลงทุนแต่ไม่รับเป็นนายหน้าจัดหาผู้ร่วมทุน
การจัดเก็บค่าบริการมีทั้งแบบรายชั่วโมงและแบบเหมารวม
ปัจจุบัน ลารีฟรับผิดชอบงานให้กับบริษัทจากอเมริกาและยุโรปราว 10 แห่ง
ซึ่งเข้าไปสำรวจความเป็นไปได้ในการลงทุนทางธุรกิจ ตั้งแต่ด้านสิ่งทอ การผลิตสินค้าประเภทต่าง
ๆ และโครงการก่อสร้างพื้นฐาน