Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2535








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2535
"ใครเป็นที่ปรึกษาทำธุรกิจในเวียตนาม"             
 


   
search resources

Consultants and Professional Services
Hotels & Lodgings
แม่โขง บิสซิเนส




"การฟื้นฟูเวียตนาม เป็นระยะเริ่มต้นของประเทศในกลุ่มอินโดจีน ที่นักธุรกิจมองเห็นโอกาสแต่ความลึกลับในการหาช่องทางที่เวียตนาม ทำให้ธุรกิจที่ปรึกษามีบทบาทอย่างมาก"

การเลือกที่ปรึกษา

เมื่อครั้งที่ "แม่โขง บิสซิเนส" ทำการสำรวจเกี่ยวกับธุรกิจที่ปรึกษาในเวียตนามนั้น คำตอบสำหรับคำถาม "ธุรกิจที่ปรึกษาคืออะไร?" ดูเหมือนจะกระจ่างแจ้งทีเดียวว่า คือตัวกลางซึ่งมีความรอบรู้และให้ความช่วยเหลือแก่ชาวต่างชาติที่ต้องการประกอบธุรกิจในเวียตนาม โดยคิดค่าธรรมเนียมเป็นการตอบแทน แต่ถึงตอนนี้คำตอบดังกล่าวออกจะสั้นเกินไปเสียแล้ว

เพราะปัจจุบันภายในเวียตนามมีบริษัทที่ปรึกษาให้พบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าจะในชื่อ "องค์กรให้บริการด้านการลงทุน" ซึ่งมีลักษณะของการให้บริการทางธุรกิจเสียยิ่งกว่าบริษัทที่ปรึกษา หรืออาจอยู่ในรูปของสำนักงานตัวแทนของธนาคารต่างชาติและบริษัทชิปปิ้ง สำนักงานตัวแทนที่ให้บริการกับบริษัทลูกค้าเป็นการเฉพาะ หรือแม้แต่ชาวเวียตนามในต่างประเทศที่กลับมาเปิดกิจการในบ้านเกิด บริษัทท้องถิ่นขนาดเล็กที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจที่ปรึกษาโดยเฉพาะ และบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติประเภทรับจ้างเป็นครั้งคราวซึ่งด้านหนึ่งมีฐานอยู่ในโฮจิมินห์ซิตี้ หรือฮานอย แต่ฐานอีกส่วนหนึ่งจะอยู่ที่ฮ่องกง สิงคโปร์หรือกรุงเทพฯ

แต่นี่ก็ยังไม่ได้นับถึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดจีนอีกส่วนหนึ่ง ที่มุ่งจับธุรกิจการสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และที่ปรึกษาเชิงเทคนิคจากต่างชาติซึ่งติดตามมากับความช่วยเหลือจากสหประชาชาติหรือประเทศอื่น ๆ อีกจึงไม่น่าแปลกใจอะไร หากผู้ที่ต้องการเข้าไปลงทุนในอินโดจีนจะเกิดความงุนงงสับสนกับสภาพการณ์ที่ได้พบเห็นในขณะนี้

สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาพความวุ่นวายดังกล่าวนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าอินโดจีนจีนนั้นยังเป็นดินแดนที่ใหม่ต่อธุรกิจอยู่มาก เวียตนามนั้นเริ่มมีนโยบายเปิดประเทศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง โดยนโยบายเปิดตลาดอินโดจีนอย่างเร่งด่วนนี้มาประจวบพอดีกับกรที่โลกตะวันตกหมดความเชื่อถือประเทศจีน ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน (มิถุนายน 1989) ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาของจีนที่มีฐานอยู่ในฮ่องกง

ทางด้านของรัฐบาลไทยเองก็ประกาศนโยบายแปรสนามรบเป็นสนามการค้า ทำให้บรรดากิจการที่ปรึกษาและทนายความจากกรุงเทพฯ ได้ช่องทางหาลูกค้ากันเป็นการใหญ่ การจัดสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนในอินโดจีนมีขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า

ส่วนการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างสิงคโปร์กับเวียตนามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะเปิดทางให้บริษัทจากสิงคโปร์เข้าไปทำธุรกิจในอินโดจีนสะดวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งหากสหรัฐฯ ยกเลิกนโยบายปิดกั้นทางการค้าในราวต้นปีหน้าด้วยแล้ว นักลงทุนจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นก็จะหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคนี้ ทว่ายูจีน แมทธิวส์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ "แอชทาอินเตอร์เนชั่นแนล" ได้ให้ความเห็นว่า "เมื่อยกเลิกการปิดกั้นทางการค้าแล้ว ปัญหาจะไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนแหล่งเงินทุน แต่จะอยู่ที่สัญญาการค้าและโครงการมากกว่า" และในขณะที่คนส่วนใหญ่มองผลกระทบจากการยกเลิกการปิดกั้นทางการค้านี้ในแง่ดีอย่างมาก ฌอง เบรดี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ "แพคริม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)" กลับชี้ว่า "เมื่อมีการยกเลิกการปิดกั้นทางการค้าแล้ว หน่วยงานจัดหาทุนระหว่างประเทศก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ในการทบทวนตรวจสอบและอนุมัติโครงการต่าง ๆ…อีกทั้งตัวระบบราชการเวียตนามก็จะต้องแบกรับภาระต่อเนื่องอย่างมหาศาล"

"บางทีอาจจะมีคนที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจที่ปรึกษาในเวียตนามเป็นจำนวนมากเกินไป" คริสโตเฟอร์ บรูตัน แห่ง "ดาต้า คอนซัลท์บิสซิเนส อินเตอร์เนชั่นแนล" ให้ความเห็นทั้งเสริมว่า ตลาดส่วนนี้จะต้องเล็กลงและคนวงในจะต้องมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น กระนั้นตลาดอินโดจีนก็อยู่ในสภาพเหมือนดินแดนที่เต็มไปด้วย "กับระเบิด" ซึ่งต้องการผู้นำทางอยู่ดี

แต่การแข่งขันกันอย่างหนักหน่วงนั้นดูเหมือนจะจำกัดวงอยู่ในกลุ่มของบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติไม่กี่ราย ซึ่งต่างก็รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดี เพราะมีอยู่บ่อยครั้งที่ได้มีโอกาสรับผิดชอบโครงการร่วมกัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าไม่มีใครยอมเชื่อใจใครนั่นเอง

ถึงกระนั้น บริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ก็ยังต้องใช้แหล่งข้อมูลเดียวกันอยู่ ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อย่างกรณีของทนายความและนักวิจัยในกรุงเทพฯ และฮ่องกงเป็นจำนวนมากที่ใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาของเวียตนาม โดยที่บริษัทเวียตนามที่ว่านี้ก็ต้องพึ่งพาบรรดที่ปรึกษาชั่วคราวซึ่งอยู่ตามกระทรวงต่างๆ เช่นกัน

ยิ่งกว่านั้น กิจการที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากภาครัฐอย่าง "ฟิกส์", "ไอเอ็มซี", "อินเวสท์คอนซัลท์" ฯลฯ ก็ใช่ว่าจะเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนจากต่างชาติมากนัก เห็นได้จากคำกล่าวของผู้ช่วยทูตพาณิชย์ของประชาคมยุโรปในฮานอยที่ว่า "บรรดาประเทศที่เข้ามาลงทุนที่นี่ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง ฝรั่งเศสหรือออสเตรเลีย ต่างก็ไม่ใช้บริการของบริษัทเหล่านี้ และเราเองก็ไม่ใช้เหมือนกัน"

ปัญหาใหญ่ในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเวียตนามก็คือการเก็บรักษาความลับและการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพราะในเวียตนามนั้น มักมีการลักลอบนำข้อมูลหรือเอกสารต่าง ๆ ออกมาจากทางราชการหรือจากผู้ร่วมทุนชาวเวียตนามด้วยกัน

ทิม ด็อบสัน แห่ง "เวียตนาม แพร็คทิส กรุ๊พ" ในเครือของบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย "ดีคอนส์ แอนด์ เกรแฮม แอนด์ เจมส์" ในกรุงเทพฯ และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกงก็ชี้ถึงความสำคัญของการสร้างสายสัมพันธ์ในท้องถิ่นว่า "ในฐานะที่เป็นบริษัทต่างชาติ คุณจำเป็นต้องมีมุมมองในระดับท้องถิ่นด้วย เพราะคู่ธุรกิจในท้องถิ่นมีแนวโน้มจะให้คำแนะนำซึ่งตรงไปตรงมาและเปิดเผยด้วยมุมมองของพวกเขาเอง" ทั้งเสริมด้วยว่า "พวกเขาจะให้บริการแปลภาษาเวียดนามสำหรับการจัดประชุม และการเตรียมเอกสารข้อมูลต่าง ๆ ด้วยความสัมพันธ์ ที่องค์กรเหล่านี้มีต่อรัฐบาลนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากในขั้นตอนการขออนุมัติการลงทุนจากต่างประเทศ"

นอกจากนั้น ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษาและการลงทุนแห่งหนึ่งในกรุงเทพซึ่งมีสำนักงานสาขาอยู่ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับบริษัทที่ปรึกษาของเวียดนามว่า "พวกเขาจะคอยดูแลด้านการดำเนินการติดต่อกับทางการ แต่มีไม่กี่รายที่จะเป็นธุระติดตามผลให้และพวกเขาจะไม่ค่อยให้การแนะนำเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การตลาดและการพาณิชย์ด้วย…สำหรับเรา แม้จะมีสำนักงานอยู่ที่นี่ ก็ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้ในเรื่องการขอวีซ่าและเอกสารอื่น ๆ แต่ถึงอย่างไรคุณจะดำเนินธุรกิจโดยไม่พึ่งบริษัทเหล่านี้เลยไม่ได้ ขณะเดียวกันก็จะให้ยุทธศาสตร์ธุรกิจทั้งหมดขึ้นอยู่กับบริษัทเหล่านี้ทั้งหมดไม่ได้เช่นกัน"

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจะเลือกใช้บริการคำปรึกษาจากบริษัทใดจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอะไรเป็นหลักสำคัญ อย่างเช่น ถ้าคิดหาช่องทางจำหน่ายอุปกรณ์ต่าง ๆ ควรติดต่อกับหอการค้าเวียตนามโดยตรงหรือถ้าต้องการเข้าไปลงทุนควรติดต่อกับบริษัทที่ปรึกษาในเวียตนามอย่าง "ฟิสิกส์" หรือ "ไอเอ็มซี" แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถไว้วางใจที่ปรึกษาเหล่านี้ได้ทั้งหมด เพราะบทบาทของบริษัทที่ปรึกษาจะเน้นอยู่ที่การดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก

ในส่วนของนักลงทุนตะวันตกเองที่ไม่อาจอาศัยข้อได้เปรียบจากสายสัมพันธ์ของญาติพี่น้องในเวียตนาม เหมือนอย่างนักลงทุนจากไต้หวันหรือฮ่องกง ยังพอทางเลือกอีกหลายทางด้วยกัน

โดยถ้าเป็นกิจการลงทุนขนาดเล็กก็จะยังไม่ตั้งสำนักงานตัวแทนจนกว่าจะได้เริ่มดำเนินโครงการจริงจัง ส่วนกิจการที่มีขนาดใหญ่ก็จะใช้ช่องทางลงทุนผ่านธนาคารต่างประเทศหรือบริษัทที่มีฐานในเวียตนามแล้ว โดยทำสัญญาเป็นลูกค้าร่วมธุรกิจอย่างเป็นทางการ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นกิจการธนาคารต่างชาติในโฮจิมินห์ ซิตี้ที่มีอยู่ราว 6 แห่ง ซึ่งเฝ้าจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจโลก ตลอดจนให้คำแนะนำและหาคู่ร่วมธุรกิจให้กับลูกค้า ขณะที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคทำหน้าที่สนับสนุนเงินทุนให้

แม้ว่าบริษัทที่ปรึกษาเป็นจำนวนมากจะกำลังแข่งขันกันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์เหมือน ๆ กันอยู่ โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงแรม แต่กิจการเหล่านี้ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านซึ่งแตกต่างกันไป ทำให้กิจการแต่ละแห่งโฆษณาจุดขายของตัวเองไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของสายสัมพันธ์กับท้องถิ่น ความเป็นบริษัทมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก หรือความถนัดทางธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง เช่น อาจจะมุ่งแต่โครงการระยะยาว เป็นต้น

ที่ปรึกษาบางรายชี้ว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับโครงการขนาดเล็กที่มีมูลค่าต่ำกว่า 14-15 ล้านดอลลาร์ แต่กลับมีที่ปรึกษาบางรายแย้งว่า สิ่งที่จะต้องทำก่อนก็คือเสาะหาที่ปรึกษาซึ่งจะให้คำแนะนำได้เหมาะสม

แต่ในขณะที่บรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายเล็งเห็นโอกาสอันดีในการประกอบธุรกิจที่โฮจิมนห์ซิตี้ ปรากฎว่าบางส่วนเห็นว่า ในเมืองนี้มีธุรกิจกระจุกอยู่มากเกินไปแล้ว และยังแนะนำให้ลูกค้าของตนขยับขยายไปลงทุนในเวียตนามตอนเหนือบ้าง ซึ่งจะสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการชะลอการลงทุนในเวียตนามตอนใต้ลง และสนับสนุนการลงทุนบริเวณทางเหนือของประเทศให้มากขึ้น

ที่สำคัญคือโครงการลงทุนในบริเวณดังกล่าวจะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศอีกมากหลังจากที่สหรัฐฯ ยกเลิกนโยบายปิดกั้นทางการค้าไปแล้ว

มีที่ปรึกษาอยู่สองสามรายที่ได้รับการรับประโยชน์ จากการที่เข้าไปบุกเบิกธุรกิจในฮานอย รายแรกคือ "เลนาร์ด ตัน" ซึ่งร่วมบริหารกิจการกับบริษัทการบัญชีต่างชาติแห่งแรกและแห่งเดียวในเวียตนาม "ยูเอส-ยูเค เอิร์นส์ แอนด์ ยัง์" ตันเล่าว่า "เราช่วยให้ชาวเวียตนามมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนโครงการมากขึ้น โดยสอนตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินไปจนถึงการจัดสัมมนาฝึกอบรมระดับสูง..และเราต้องใช้เวลาถึงราวสองปี ในการทำให้พวกเขาเข้าใจว่าธุรกิจของเราคืออะไร"

ผู้บุกเบิกอีกรายหนึ่งคือชาวออสเตรเลียชื่อ พอล แฟร์เฮด กรรมการผู้จัดการของ "ฮานอย ทรัสต์ กรุ๊พ" ซึ่งให้บริการคำปรึกษาแก่ธุรกิจด้านเหมืองแร่และอสังหาริมทรัพย์ และทำการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ มาได้ราวสองปีแล้ว "เราได้ประสบการณ์ว่า ก่อนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่นี่ได้นั้น เราจะต้องศึกษาให้ดีเสียก่อนว่าระบบของที่นี่เป็นอย่างไร?" และเสริมว่า "ขนาดในออสเตรเลีย ชาวอเมริกันหรือชาวยุโรปก็จะไม่เข้าลงทุนใด ๆ ก่อนที่จะมีการทำวิจัยเสียก่อนแล้วทำไมพวกเขาถึงคิดว่าจะมาทำอย่างเดียวกันได้ที่นี่?"

แต่คำตอบจะเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของบรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายนั่นเอง ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เวียตนามนั้นเป็นเพียงประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้เท่านั้น บริษัทที่ปรึกษาส่วนใหญ่มักทำการศึกษาวิจัยข้อมูลพื้นฐานในระดับภูมิภาคมากกว่าจับเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง และนั่นก็หมายความว่า หากลูกค้ามาขอคำปรึกษาแล้ว บริษัทเหล่านี้อาจให้คำแนะนำว่าการลงทุนของลูกค้านั่นไม่เหมาะกับเวียตนามแต่ควรไปลงทุนในประเทศอื่นมากกว่า

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us