Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2535








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2535
"ไร้บ้าน ไร้น้ำใจ ไร้ความหวัง เสี้ยวชีวิตหนึ่งของสังคมในแมนฮัตตัน"             
 


   
search resources

United States
Social




ประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตหนาวหลายประเทศ ถูกจัดให้อยู่ในโลกที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ภูมิอากาศ อากาศจะหนาวมีหิมะมาก อุณหภูมิในช่วงหน้าหนาวถึงกับติดลบทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงระยะเวลาของฤดูหนาวก็จะมากกว่าฤดูร้อน เราสังเกตเล่น ๆ ว่า เขาเหล่านี้ "ทำไมบ้านเรือนเขาถึงได้ถูกเรียกว่าพัฒนา" คนที่อยู่ในสภาวะภูมิอากาศแบบนี้ เขาต้องดิ้นรนอย่างมากในการดำรงชีวิตให้ได้ การคิดถึงอนาคตของวันพรุ่งนี้ ทำให้เขาเหล่านี้มีแผนการล่วงหน้า ในการเตรียมรับกับฤดูกาลที่จะมาถึง ยามที่ฤดูหนาวมาถึงก็ต้องคิดถึงฟืนไฟที่จะเอามาเผาให้ความอบอุ่น ต้องเตรียมเสบียงอาหารเอาไว้ให้เพียงพอแก่ความต้องการ เพราะหน้าหนาวพืชพันธุ์ต่าง ๆ จะไม่เติบโต ปลูกอะไรไม่ขึ้นไม่เหมือนบ้านเราซึ่งอยู่ในเขตร้อน มีต้นมะพร้าวงอกขึ้นตามชายฝั่ง กลางวันก็นุ่งผ้าขาวม้านอนรอมะพร้าวตกมา แล้วค่อยไปเก็บกิน ฤดูกาลบ้านเราค่อนข้างสบาย ทำให้ชีวิตจิตใจก็พลอยสบาย ๆ สบาย ๆ ไปตามภูมิอากาศไปด้วย

ด้วยความที่ต้องคิดค้นเพื่อเอาชนะของคนเมืองหนาวต่อธรรมชาติอันทรมาน มิน่าเล่าเอดิสันถึงคิดไฟฟ้าขึ้นใช้ ในนิวยอร์กเองมันหนาวนัก จึงไม่แปลกเลย ใต้พื้นคน ใต้แม่น้ำ ใต้ทะเล มีรถไฟวิ่ง มีถนนใต้ดินให้รถยนต์ลอดผ่าน มีร้านขายของ มีตลาดอยู่ในรูใต้ดิน อากาศมันอยากหนาวนัก ! สิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค ของใช้ไม้สอย ก็ถูกพัฒนาให้คนได้ใช้อย่างสะดวก เช่นกันที่นี่จะกินอะไรหน่อยก็ต้องมีแผ่นพลาสติกแล็บเสียก่อน (คลุมไว้) แล้วเข้าเครื่องไมโครเวฟ (อุ่นด้วยรังษีความร้อน) จะกินแฮมเบอร์เกอร์ก็มีกระดาษฟอยล์ทำจากแร่ดีบุกห่อแทนใบตอง หากจะเอาวิถีชีวิตของคนเมืองพัฒนา มาเปรียบเทียบกับบ้านเรา โดยเฉพาะตามต่างจังหวัด ขนมครกตอนเช้ายังมีใบตองรองเป็นห่อ ๆ จะซื้อผักบุ้งก็มีเชือกกล้วยมัด แม่ค้าห่อหมกก็ยังเย็บกระทงจากใบตอง หากพวกฝรั่งตาน้ำขาวมาบ้านเรา ถึงกับตกตะลึงถ่ายรูปมาโชว์กัน หาว่าเมืองไทยยังไม่พัฒนา ประเทศอเมริกานี้ดูจะแปลกอยู่สักหน่อย จะหากฎเกณฑ์มาตรฐานให้กับชีวิตนั้นช่างยากเสียเหลือเกิน หมอบ้านเราบอกว่าพลาสติกมีส่วนที่ห่ออาหารแล้วอาจจะเป็นมะเร็ง แต่ที่นี่บอกว่าไม่เป็นไร เพราะไม่มีหนทางที่ดีกว่านี้แล้ว เวลาอุ่นอาหารก็ใช้รังษีความร้อน (เวฟ)

บ้านเราบอกว่าไม่เหมาะสมอาจจะทำลายเซลในเนื้อเยื่อ เอ๊าะ! เป็นมะเร็งอีกแล้ว ไอ้ความไม่ได้มาตรฐานที่เป็นสากลของอเมริกาดูจะแปลก ๆ มีกฎหมายของรัฐนิวเจอร์ซี่บอกไว้ให้ร้านอาหารต้องปรุงไขให้สุกเสียก่อนให้ผู้บริโภค แต่พอนั่งรถข้ามฝั่งแม่น้ำมาคนนิวยอร์ก กินไข่ดิบก็ไม่เห็นเป็นอะไร นี่คือ "อเมริกา" แต่สำหรับเราคนไทยไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว "ไม่ยึดมั่น ถือมั่นครับ" ไข่สุก ไข่ดิบกินได้อยู่แล้ว ขอให้เป็นไข่เถอะ!

ประเทศนี้หลายอย่างดูสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค การคมนาคมขนส่ง แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่กลาง-ข้าง-ขอบ-ถนน ดูแล้วชวนหดหู่ท่ามกลางศิวิไลซ์ สิ่งนั้นก็คือ Homeless สภาพของ Homeless ก็คล้ายขอทานบ้านเราอย่างนั้นแหละ แตกต่างแต่เพียงว่าขอทานบ้านเรานั้นส่วนใหญ่เป็นชาวนาล่มสลายจากต้องทุ่งเดินขอทานขออาหาร โชคดียังมีรากฐานทางจิตใจอยู่บ้าง เพราะมาจากบ้านนอก ยังมีญาติพี่น้อง มีเพื่อนฝูง แต่หากเป็น Homeless ที่นี่เขาเหล่านี้เริ่มต้นจากการตกงาน มีปัญหาในชีวิตเป็นคนติดเหล้าติดยาเสพติด เกิดในสังคมเมืองใหญ่ ๆ ตำบลเกิดอาจจะเป็นใต้ถุน Subway หลับนอนขับถ่าย ปัสสาวะพร้อมสรรพตามมุมเมืองของนิวยอร์ก

อาบน้ำ คำสองคำนี้ Homeless ไม่รู้จักเอาเลย ยามที่เขาเดินผ่านไปทางไหน คนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ต้องอดทนหยุดหายใจสักระยะหนึ่ง เพื่อให้มนุษย์พันธุ์นี้ผ่านไปเสียก่อน มีสถิติเมื่อปี 1990 บอกไว้ว่าในนิวยอร์กเองมี Homeless ไม่ต่ำกว่า 40,000 คนในชิคาโกมี Homeless สูงกว่า 30,000 คน หากรวมทั้งหมดในอเมริกาจะมีสักเท่าไร ยิ่งเป็นภาวะที่มรสุมทางเศรษฐกิจกำลังรุมซ้ำเติม "มหาอำนาจโรมันอย่างอเมริกาแล้ว" มันมากมายเสียเหลือเกิน

ย่าน Bronx ในนิวยอร์กเป็นแหล่งของคนผิวดำ เรียกง่าย ๆ แบบคนที่เข้าใจไม่ได้รังเกียจเหยียดผิว ก็เรียกว่า ย่าน "ไอ้มืด" หากใครมีที่ดินบ้านเรือนอยู่ในย่านนี้ มูลค่าของทรัพย์สินแทบไม่มีมูลค่าเอาเลย ยกให้ฟรีก็ยังไม่มีคนเอาว่าอย่างงั้นเถอะ

มีข่าวปรากฏออกมาทางทีวีในนิวยอร์กครั้งหนึ่งว่า นักข่าวไปสัมภาษณ์เจ้าของตึกอพาร์ทเม้นต์ ย่าน Bronx ว่า "ทำไมไม่บูรณะซ่อมแซม ปล่อยให้เป็นสลัม น้ำไฟก็ไม่มี เครื่องทำน้ำร้อนก็ไม่มี แมลงสาป หนู วิ่งเต็มไปหมด" เจ้าของตึกก็บอกว่าตึกนี้ไม่ได้เก็บค่าเช่ามาเจ็ดปีแล้ว เพราะผู้ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นคนมืด ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า มีกฎของรัฐที่บังคับให้เจ้าของต้องบูรณะซ่อมแซม เจ้าของก็ตอบว่า "เรื่องอะไรที่จะไปซ่อมแซม" ประกาศขายมา 10 ปีแล้วขายไม่ออก "ยกให้เป็นรัพย์สินของ City, City ก็ไม่เอา"

แม้แต่รัฐก็ยังไม่มีปัญญาเข้าไปจัดการ คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้จึงกลายเป็นแหล่ง Homeless ของนิวยอร์กมากที่สุด ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์กต้องอุทิศเนื้อที่ให้กับการ "นอนหนาวตายข้างถนน" ให้กับบรรดา Homeless แทบทุกวัน บางคนนอนในรู Subway เรียงกันเลยสี่คน นอนมา 2 วันแล้วยังไม่ตื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เอาตีนเขี่ยดู รถขนศพเปิดไซเรนมารับจึงได้รู้ว่าตายแล้ว

เรื่องราวของ Homeless นี้สลดใจเอาจริง ๆ หากจะคิดในเชิงสงสารมันก็เกินขอบเขตที่คนอย่างเราจะสงสารได้ เพราะมันเกินสงสารจริง ๆ

ครั้งหนึ่งมี Homeless วัย 50 กว่า แบกร่างโทรม ๆ มานั่งพักที่ย่าน Manhattan พี่แกเล่นนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงคนเลย ด้วยจุดประสงค์ต้องการประชดชีวิตหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ รองเท้าที่ใส่ก็เป็นรองเท้าบูต กี่วันกี่ปีแล้วก็ไม่เคยถอดออกมา เดินก็ใส่ นั่งก็ใส่ แม้แต่นอนก็ยังใส่อยู่กับเท้า

วันนี้พี่แกชักคัน ๆ เท้าหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แกถอดรองเท้าออกมารินน้ำเหลืองออกเท ! ปรากฏว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับแตกฮือเลย ทุกคนก็ได้แต่รำพึง OH! God รองเท้ากับเท้ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต Homeless ไปแล้วด้วยความที่ไม่มีบ้าน อพยพร่อนเร่นอนไหนก็นอนได้ครับ ! ครบสูตรเลย Homeless, Helpless and Hopeless สุดท้ายก็นรก (Hell)

บรรดา Homeless มักจะประชดประชันรำพึงรำพันกับพระเจ้าอยู่บ่อย บางครั้งก็รำพึงกับชีวิตให้ผู้คนสงสาร เพื่อเขาเหล่านี้บริจาคให้เงินแก่เขาบ้าง เท่าที่จำได้ตามที่บรรดา Homeless มักจะพูดเสมอเวลาขอทานบนรถไฟใต้ดิน หากฟังดูแล้วก็สลดเอาเหมือนกัน

มีอยู่คราวหนึ่ง Homeless คนหนึ่ง กระชากประตูรถไฟเปิดออกแล้วพูดว่า

Hay! Lady and Gentleman.

I'm sorry to interrupt for your convenence. I know.

I need a job, I need a house.

I need help, I need food.

You know., Everybody know. God never give it to me.

Tell me guy! You are Chinese or Japanese?

Tell God give me some food. Please!

จะแปลเป็นสำนวนไทยตามประสาคนพอจะรู้ภาษาอังกฤษบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาให้ได้อารมณ์เหมือนอย่างที่อีตา Homeless คนนี้พูดเลย

ภายหลังจากที่กระชากประตูรถไฟเปิดออกดังโครมผู้โดยสารก็จ้องหันมามองที่ Homeless ทันที

"เฮ้ย! พี่น้องทั้งหญิงทั้งชาย"

"กูขอโทษด้วย ที่ต้องรบกวนความสุขขณะนี้"

"กูเองก็รู้, กูต้องการทำงาน, กูต้องการมีบ้านกับเขา"

"กูต้องการความช่วยเหลือ กูก็ต้องการอาหารเช่นกัน"

"คุณก็รู้! ทุกคนก็รู้…พระเจ้าไม่เคยให้สิ่งเหล่านี้กับกูเลย"

ภายหลังจากที่มองหน้ามาที่ผมซึ่งหน้าตาคล้ายไปทางคนเอเชีย

Homeless ก็ถามว่า

"บอกฉันซิ ไอ้หนุ่ม คุณเป็นคนจีนหรือญี่ปุ่น"

"ช่วยบอกพระเจ้าหน่อย แบ่งอาหารมาให้ฉันบ้าง"

ครั้งนี้คือ ! ความรู้สึกของขอทานอเมริกาอันได้ชื่อว่า Homeless Helpless Hopeless ไร้บ้าน, ไร้ห้อง, ไร้ความช่วยเหลือ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us