อะโคเนติค เตรียมลอนช์แอลซีดีทีวี 19 นิ้ว และ 22 นิ้ว ชูฟังก์ชั่นเชื่อมต่อดีวีดีและยูเอสบีพอร์ต สนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยคุดิจิตอล พร้อมงัดแคมเปญการตลาดสร้างยอดขายแบบโซลูชั่น สู้ศึกสงครามราคา หลังดิสเคานต์สโตร์ขนแอลซีดีทีวีราคาถูกรุกตลาด ขณะที่แบรนด์ดังอัดโปรโมชั่น ส่งไฟติ้งโมเดล สกัดแบรนด์รอง
สมรภูมิรบตลาดแอลซีดีทีวีทะลุจุดเดือด หลังจากสร้างดีมานด์จนปริมาณความต้องการสูงกว่าพลาสม่าทีวี ทว่าสงครามราคาในตลาดแอลซีดีทีวีก็หาได้หยุดหย่อนไม่ ทางตรงข้ามราคากลับดิ่งลงอย่างต่อเนื่องจนบรรดาค่ายยักษ์ใหญ่ต่างต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นใหม่ๆเพื่อรักษามูลค่าตลาดแอลซีดีทีวีมิให้ตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันก็มีการลอนช์ไฟติ้งโมเดลออกมาถล่มตลาดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งอีกนัยหนึ่งเป็นเสมือนการตีกันไม่ให้แอลซีดีทีวีแบรนด์รองได้แจ้งเกิด ประกอบกับดิสเคานต์สโตร์ต่างขนแอลซีดีโนเนมราคาถูกเข้ามาร่วมถล่มราคาจูงใจผู้บริโภคให้เข้าห้าง งานหนักจึงตกกับมวยรอง
ทั้งนี้ปัจจุบันตลาดแอลซีดีทีวีมีปริมาณความต้องการอยู่ที่ 550,000 เครื่อง คิดเป็นการเติบโตเชิงปริมาณสูงถึง 82% ในขณะที่มูลค่าตลาดแอลซีดีทีวีในเมืองไทยอยู่ที่ 14,750 ล้านบาท เติบโตขึ้น 36% ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดมีการเติบโตในเชิงปริมาณที่มากกว่าการเติบโตในเชิงมูลค่า สะท้อนให้เห็นถึงราคาที่ตกต่ำของแอลซีดีทีวี โดยตลาดหลักกว่า 60% เป็นแอลซีดีทีวีขนาด 32 นิ้ว ซึ่งมีราคาตกจากระดับ 3 หมื่นกว่าบาท เหลือ 2 หมื่นบาทต้นๆ ในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี
ล่าสุด ในปีนี้สงครามแอลซีดีทีวี 32 นิ้วได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่โดยมีราคาต่ำกว่า 20,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณ 1-2 ปีมีเพียงโลคัลแบรนด์อย่าง อมร (Amorn) และมิตรอน (Mitron) ที่จำหน่ายแอลซีดีทีวี 32 นิ้วราคาหมื่นกว่าบาทเท่านั้น แต่ในปีนี้ระดับราคาดังกล่าวสามารถหาได้ในกลุ่มแบรนด์เนมด้วยกัน ผสมโรงไปกับการแข่งขันในวงการค้าปลีกประเภทดิสเคานต์สโตร์ที่มีเทสโก้ โลตัส เป็นผู้นำตลาด โดย 1-2 เดือนก่อนหน้านี้เทสโก้ โลตัส เคยนำแอลซีดีทีวี 42 นิ้ว ของ TCL เข้ามาเขย่าตลาดด้วยราคาโปรโมชั่นเพียง 19,900 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เท่ากับแอลซีดีทีวี 32 นิ้ว ล่าสุดนำแอลซีดีทีวี แบรนด์ ALPHA เข้ามาทำตลาด โดยมีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่มีคูปองลด 50% สามารถซื้อได้ในราคา 9,995 บาทเท่านั้น จากราคาปรกติ 19,990 บาท
ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อบรรดาแบรนด์รองที่ทำตลาดแอลซีดีทีวี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อะโคเนติค ที่ประกาศเทียบรัศมีแบรนด์เกาหลีและแบรด์ญี่ปุ่นมาก่อนหน้านี้ โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีและดีไซน์ พร้อมช่องทางจำหน่าย เพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น แม้แอลซีดีทีวีจะไม่ใช่สินค้าที่สร้างยอดขายอันดับต้นๆของ อะโคเนติค แต่แอลซีดีทีวีถือเป็นสินค้าที่จะสร้างภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ทันสมัยที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า ทำให้ อะโคเนติค ไม่สามารถละทิ้งตลาดดังกล่าวได้ อีกทั้งแอลซีดีทีวียังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าผลิตภัณฑ์ดิจิตอลชิ้นเล็กอื่นๆที่ต้องอาศัยวอลลุ่มจำนวนมากในการสร้างยอดขาย ซึ่งที่ผ่านมาอะโคเนติคมีการใช้สงครามราคาปะทะกับบรรดาแบรนด์เนม โดยเฉพาะในช่วงที่บรรดาแอลซีดีทีวีแบรนด์เนมมีการดัมป์ราคา ส่งผลให้อะโคเนติคต้องดัมป์ราคาสู้ โดยวางระดับราคาให้ต่ำกว่าโปรโมชั่นของคู่แข่ง 1,000 บาท พร้อมแจกสินค้าพรีเมียมให้กับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องเล่นดีวีดี
ทั้งนี้ในการใช้สงครามราคาปะทะกับคู่แข่งนั้นทางอะโคเนติคต้องมีการเจรจากับช่องทางจำหน่ายเป็นรายๆไปเพื่อขอลดค่า GP ในช่วงที่ทำโปรโมชั่น เพื่อนำส่วนลดที่ได้มากำหนดราคาโปรโมชั่นที่จะสามารถดึงดูดผู้บริโภค โดยจะทำเฉพาะช่องทางที่ถูกคู่แข่งทำโปรโมชั่นโจมตีเท่านั้น อีกทั้งยังต้องค่อยทำความเข้าใจกับบรรดาช่องทางจำหน่ายต่างๆเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งจากการทำโปรโมชั่นราคาถูกต่ำในช่องทางที่คู่แข่งกำลังทำโปรโมชั่นอยู่ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
“การทำโปรโมชั่นสู้ในบางครั้งก็ต้องยอมขาดทุนเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้” นิภาภรณ์ พวงทอง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ไฮไฟ โอเรียนท์ (ไทย) ผู้บริหารแบรนด์อะโคเนติค
อย่างไรก็ดี อะโคเนติค เคยกำหนดนโยบายด้านราคาให้ถูกกว่าผู้นำตลาดที่เป็นแบรนด์เกาหลี และ ญี่ปุ่นประมาณ 5,000 บาท ทว่าการขยายตลาดอย่างหนักของแบรนด์เกาหลีอย่างซัมซุงที่มีสินค้าครอบคลุมตลาดตั้งแต่ตลาดพรีเมียมมาถึงตลาดแมส ทำให้อะโคเนติคไม่สามารถรักษาช่องว่างระหว่างราคาที่ 5,000 บาทได้ โดยปัจจุบันช่องว่างระหว่างราคาของอะโคเนติคและแบรนด์เนมอยู่ที่ 1,000-2,000 บาท
“พฤติกรรมในการเลือกซื้อแอลซีดีทีวีของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันจะพิจารณาจากปัจจัยราคาเป็นหลัก อีกทั้งทิศทางของตลาดแอลซีดีทีวีที่มีแนวโน้มของราคาที่ลดลง ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาก่อนการตัดสินใจซื้อมากขึ้น โดยมีเรื่องดีไซน์เป็นปัจจัยหนุนในการตัดสินใจซื้ออีกที ดังนั้นเราจึงเตรียมลอนช์แอลซีดีทีวีรุ่นใหม่ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยมีดีไซน์ที่สวยงาม มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ๆ” นิภาภรณ์ กล่าว
ปัจจุบัน อะโคเนติค มีแอลซีดีทีวี 2 ขนาด คือ 32 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท ซึ่งในช่วงที่ต้องทำโปรโมชั่นสู้กับบรรดาแบรนด์เนมอาจจะต้องดัมป์ราคาลงมาอยู่ที่ 12,900 บาท ส่วนอีกขนาดคือ 42 นิ้ว มีราคาอยู่ที่ 35,900 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ลดลงจาก 39,900 บาท
ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะลอนช์แอลซีดีทีวีขนาด 19 นิ้ว ราคา 13,900 บาท และขนาด 22 นิ้ว ราคา 22,900 บาท ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ โดยมีช่องต่อดีวีดี และต่อ USB พอร์ต โดยแอลซีดีทีวีรุ่นใหม่จะมาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยงาม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า พร้อมด้วยหน้ากากทีวีที่สามารถถอดเปลี่ยนสี เปลี่ยนลวดลายได้ เพื่อให้แอลซีดีทีวีของ อะโคเนติค เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านที่สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนที่จะทำการตลาดแบบโซลูชั่น โดยเสนอแพกเกจความบันเทิงครบชุด ซึ่งประกอบด้วย แอลซีดีทีว เครื่องเล่นดีวีดี และลำโพง ในราคาพิเศษ
อะโคเนติค มีการพัฒนาช่องทางจำหน่ายภายใต้ชื่อ The I Life ซึ่งเปลี่ยนมาจากชื่อ เดอะ บูติค ดิจิตอล ซึ่งเป็นอิมเมจชอปที่จะสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัยให้กับแบรนด์อะโคเนติค โดยปัจจุบัน The I Life มีสาขาทั้งหมด 7 แห่ง ส่วนช่องทางจำหน่ายที่เป็นดีลเลอร์มีทั้งหมด 250 ราย มีจำนวนร้านค้าและสาขารวมกันกว่า 300 แห่ง ขณะที่ช่องทางโมเดิร์นเทรดก็จะเน้นห้างสรรพสินค้าและสเปเชียลตี้สโตร์
ในขณะที่บรรดาคู่แข่งระดับแบรนด์เนม นอกจากจะดัมป์ราคาแอลซีดีทีวีรุ่นเก่าแล้ว ยังมีการทำการตลาดเพื่อยกระดับความต้องการของผู้บริโภคให้หันมาใช้แอลซีดีทีวีที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าตลาดแอลซีดีทีวีให้สูงขึ้น ซึ่งหลายๆค่ายต่างมุ่งไปสู่การเป็น Full HD TV โดยผู้นำตลาดอย่างซัมซุงมีการใช้ดีไซน์เป็นตัวนำ ซึ่งปีที่ผ่านมาซัมซุงประสบความสำเร็จจากแอลซีดีทีวีรุ่น บอร์โดซ์ พลัส ส่วนในปีนี้มีการปรับไลน์การผลิตแอลซีดีทีวีที่โรงงานศรีราชาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดระดับกลาง-บนมากขึ้น ล่าสุดเตรียมลอนช์แอลซีดีทีวี รุ่น GIORGIO-AMANI
“ปัจจัยความสำเร็จของซัมซุงเกิดจากผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในเรื่องเทคโนโลยีและดีไซน์ ทำให้สามารถสร้าง ไลฟ์สไตล์ ดิจิตอล ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานหลักเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้บริโภคหันมานิยมผลิตภัณฑ์ของซัมซุง” สุพจน์ ลีลานุรักษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธุรกิจภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว
ก่อนหน้านี้ซัมซุงมีการลอนช์แอลซีดีทีวี Full HD 100 เฮิรต์ซ รุ่น F8 ซึ่งมี 2 ขนาดคือ 52 นิ้ว ราคา 229,990 บาท และ ขนาด 46 นิ้ว ราคา 159,990 บาท โดยใช้ตีมที่ว่า The Art of Perfection ที่นอกจากจะเน้นเทคโนโลยีความคมชัดแล้วยังมีดีไซน์หรู กรอบเงาดำ พร้อมปุ่มเปิด-ปิดแบบสัมผัส พร้อมไฟสีน้ำเงิน ซึ่งทั้งหมดล้วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เช่นเดียวกับแอลจีที่หันมาเน้นในเรื่องของดีไซน์ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการลอนช์ สการ์เล็ต แอลซีดีทีวี ที่เน้นเรื่องดีไซน์ ระดับพรีเมียม มีราคาสูงกว่าแอลซีดีรุ่นปรกติเกือบ 1 หมื่นบาท โดยในช่วงแรกมีการลอนช์ 4 รุ่น คือ รุ่น 32 นิ้วมีราคาอยู่ที่ 29,990 บาท รุ่น 37 นิ้วมีราคา 39,990 บาท ส่วนอีก 2 รุ่นรองรับสัญญาณระดับฟูลเอชดีคือ 42 นิ้ว ราคา 74,990 บาท และ รุ่น 47 นิ้ว ราคา 99,990 บาท แม้จะเป็นโปรดักส์ไฮเอนด์ แต่ก็ถือว่าแอลจียังมีราคาถูกกว่าแอลซีดีทีวี ซัมซุง F8 ค่อนข้างมาก
ในขณะที่โซนี่ มีการ อัปเกรดลูกค้าเก่า ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยแคมเปญ Big Match…Big Screen…Big Fun เป็นแคมเปญที่โซนี่ลอนช์ในช่วงมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลยูโร และโอลิมปิค 2008 เป็นการกระตุ้นฐานลูกค้าเก่าของโซนี่ให้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีขึ้น โดยลูกค้าสามารถนำซีอาร์ที ทีวี ของโซนี่ 29 นิ้ว มาแลกซื้อแอลซีดีทีวีบราเวียเครื่องใหม่ โดยจะได้รับส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท พร้อมขยายระยะเวลารับประกันนานถึง 20 เดือนสำหรับแอลซีดีทีวีบราเวียรุ่น 40 นิ้วขึ้นไป ตลอดจนการรับสิทธิ์ในการลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท โดยรางวัลที่ 1 เป็นชุดผลิตภัณฑ์ Full HD มูลค่า 1.7 ล้านบาท ประกอบด้วย แอลซีดีทีวีบราเวีย 70 นิ้ว เครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ ชุดโฮมเธียเตอร์ กล้องไซเบอร์ชอท กล้องอัลฟ่า กล้องแฮนดีแคม ไวโอ้
นอกจากนี้โซนี่ยังขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ด้วยการลอนช์แอลซีดีทีวี รุ่น KLV-20S400A ขนาด 20 นิ้ว เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์ รวมถึงเป็นแอลซีดีทีวีเครื่องที่ 2 ในห้องนอน โดยมีสีต่างๆให้เลือกถึง 5 สี คือ ดำ ชมพู ส้ม เขียว ฟ้า พร้อมกับจับคู่กับเครื่องเล่นดีวีดี รุ่น DVP-PR50 ซึ่งมี 5 สีคู่กับแอลซีดีทีวีของโซนี่ได้ ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคผู้หญิงที่เข้าถึงสีสันและดีไซน์ของสินค้าได้ง่ายกว่าเรื่องเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีราคาไม่สูงมากนักโดยจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ทำให้สามารถเจาะตลาดคนเริ่มทำงานได้ไม่ยาก
ขณะที่ตลาดผู้ใหญ่หรือสาวกรุ่นเก่าที่มีกำลังซื้อสูงก็จะใช้แอลซีดีทีวีบราเวียรุ่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไป รวมถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่เหล่านี้เมื่อมีฐานะการงานการเงินที่มั่นคงก็อาจจะมีการเปลี่ยนไปใช้แอลซีดีทีวีบราเวียรุ่นจอใหญ่ต่อไป ซึ่งในปีนี้โซนี่ได้ปรับมาตรฐานแอลซีดีทีวีบราเวียขนาด 40 นิ้วขึ้นไปทุกรุ่นจะให้สัญญาณภาพในระดับ Full HD จากเดิมที่มีสัญญาณภาพระดับ HD Ready ร่วมด้วย โดย แอลซีดีทีวีระดับ Full HD จะมีราคาโดยเฉลี่ยสูงกว่า แอลซีดีที่เป็น HD Ready ประมาณ 50% ดังนั้นการเปลี่ยนมาเป็น Full HD จึงช่วยสร้างมูลค่าให้กับยอดขายของโซนี่
อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งให้กลยุทธ์ HD World ของโซนี่ประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวมีการลอนช์มาประมาณ 2 ปีแล้ว ทว่ายังไม่แพร่หลายเพราะนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว โซนี่ยังเปิดช่องว่างให้ผู้บริโภคเลือกรุ่นที่ต่ำกว่า สำหรับในปีนี้ โซนี่จะเร่งสร้างตลาดเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ โดยอาศัยความเป็น Sony United ที่มีบริษัทในเครือ อย่างโซนี่ พิคเจอร์ และโซนี่ บีเอ็มจี ในการผลิตแผ่นภาพยนตร์และแผ่นเพลงในรูปแบบของแผ่นบลูเรย์ออกมาตอบสนองตลาด Full HD
ด้วยชื่อชั้น และช่วงเวลาที่อยู่ในตลาดมานาน ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์เนมจากญี่ปุ่นและเกาหลี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคไทย ในขณะที่อะโคเนติคยังต้องใช้เวลาในการทำให้ผู้บริโภคยอมรับแบรนด์ ประกอบกับการมีจำนวนรุ่นแอลซีดีทีวีที่น้อยกว่า ก็ยิ่งเสียเปรียบ แต่ด้วยฟังก์ชั่นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิตอบอื่นๆผ่าน USB พอร์ต ก็อาจจะมีโอกาสที่จะเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์เนมได้บ้าง หากไม่ถูกค่ายยักษ์ส่งแอลซีดีทีวีที่มีฟังก์ชั่นเทียบเคียงออกมาประกบในระดับราคาที่ใกล้เคียงกันเสียก่อน
|