ประเทศไทยได้มีการค้าระหว่างประเทศ โดยทางทะเลมาเป็นเวลาช้านานแล้ว นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจวบจนถึงปัจจุบัน
ในอดีตเรายังไม่มีตัวบทกฎหมายที่เป็นหลักพื้นฐานในการรับขนของทางทะเล เมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้น
ระหว่างผู้ส่งสินค้ากับผู้ขนสินค้ามักจะก่อให้เกิดความยุ่งยากกับผู้เกี่ยวข้องด้วยกันทุกฝ่าย
เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยตรง
คงจะมีแต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 609 วรรค 2 ที่บัญญัติไว้ว่า
"รับขนของทางทะเลท่านให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น"
การที่เรายังไม่มีกฎหมายเฉพาะจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใช้กฎหมายไม่ว่าจะเป็นทนายความ,
เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือศาลที่จะหาตัวบทกฎหมายมาปรับใช้กับคดีรับขนของทางทะเลไปก่อน
ซึ่งหากนำกฎหมายมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมก็คงจะไม่เป็นปัญหาอย่างใด
แต่เท่าที่ผ่านมากลับเป็นการเพิ่มปัญหามากขึ้น เป็นเหตุให้ผู้ประกอบธุรกิจขาดความมั่นใจในการวางแผนธุรกิจ
ทำให้การค้าและเศรษฐกิจของประเทศถูกกระทบกระเทือนโดยปริยาย
จนกระทั่งได้มีการร่างพระราชบัญญัติรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ขึ้นและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว
แต่มีปัญหาที่น่าพิจารณาก็คือ พระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับย้อนหลังไปถึงสัญญาที่ทำก่อนที่จะประกาศใช้พระราชบัญญัติหรือไม่
เพราะเหตุว่า
1) ไม่มีข้อความใดในพระราชบัญญัตินี้ที่ห้ามนำมาใช้กับสัญญาที่ทำขึ้นก่อนพระราชบัญญัติรับขนของทะเล
2534 ประกาศบังคับใช้
2) พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มีข้อความใดในบทเฉพาะกาลที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน
พ.ร.บ. นี้ มีผลบังคับใช้จะทำอย่างไรและจะปฏิบัติอย่างไร
3) หากเกิดกรณีดังต่อไปนี้ เช่น คู่สัญญาทำสัญญาก่อนที่พระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับ
แต่เกิดกรณีพิพาทในช่วงที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หรือคู่สัญญาทำสัญญาก่อนพระราชบัญญัตินี้จะใช้บังคับแต่เมื่อจะฟ้องร้องพระราชบัญญัตินี้ได้มีผลใช้บังคับแล้ว
ดังนั้นจะใช้กฎหมายใดในการพิจารณาตัดสิน
ถ้าพิจารณาถึงในแง่ที่ว่า คู่สัญญาได้ทำสัญญาก่อนที่ พ.ร.บ. นี้จะมีผลบังคับใช้คู่สัญญาก็จะทราบถึงสิทธิและหน้าที่ในเวลาที่เริ่มทำสัญญาอย่างแน่นอน
ซึ่งช่วงเวลานั้นไม่มี พ.ร.บ. นี้ออกมาใช้บังคับแต่อย่างไร
คู่สัญญาจึงยังไม่รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า
ผลบังคับใช้อนาคตจะเป็นอย่างไร เมื่อมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นก็อาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ในการทำสัญญาของคู่สัญญาในเวลาที่ทำสัญญากัน
ซึ่งย่อมรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระยะเวลานั้นเป็นอย่างไร
ดังนั้นในระยะเริ่มแรก ที่เมื่อมีคดีความนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว
ปัญหาการตีความว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้หรือไม่ จึงเป็นที่น่าขบคิด
ภาระนี้คงจะต้องรอคำวินิจฉัยของผู้ใช้กฎหมายคือศาล ตีความด้วยความยุติธรรม
เพราะมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ในเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งก็คือ ตามมาตรา 4 ได้บัญญัติไว้ว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่การขนส่งทางทะเลจากที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังอีกแห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักร
หรือจากที่แห่งหนึ่งนอกราชอาณาจักรมายังที่แห่งหนึ่งในราชอาณาจักร เว้นแต่กรณีที่ได้ระบุในใบตราส่งว่าให้ใช้กฎหมายอื่นหรือกฎหมายระหว่างประเทศบังคับก็ให้เป็นไปตามนั้น
แต่แม้ว่าจะระบุไว้เช่นนั้นก็ตาม ถ้าปรากฏว่า คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้มีสัญชาติไทย
หรือเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยก็ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับ
ปัญหาจึงมีขึ้นว่าตามมาตรา 4 ที่บัญญัติไว้ว่าการขนส่งทางทะเลตาม พ.ร.บ.
จะใช้เฉพาะการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศเท่านั้น เช่น การขนส่งจากจุดหนึ่งในราชอาณาจักรไปยังอีกจุดหนึ่งในต่างประเทศ
หรือจากจุดหนึ่งในต่างประเทศเข้ามายังราชอาณาจักร
แต่สำหรับการขนส่งทางทะเลภายในประเทศแล้ว จะไม่ให้ใช้ พ.ร.บ. นี้มาใช้บังคับ
เว้นแต่จะตกลงกันอย่างชัดแจ้ง โดยทำเป็นหนังสือระบุในสัญญาว่าจะนำ พ.ร.บ.
นี้มาใช้บังคับจึงจะนำ พ.ร.บ. นี้มาใช้บังคับได้
ซึ่งหากจะพิจารณาว่า ผู้ยกร่าง พ.ร.บ. ได้เลือกใช้เขตแดนของประเทศหรือที่เรียกว่าเขตอำนาจอธิปไตยของรัฐเป็นเครื่องมือในการบ่งบอกแบ่งแยกว่า
กรณีใดจะใช้ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ หรือกรณีใดที่ไม่เข้าข่ายการใช้ พ.ร.บ.
ฉบับนี้
ซึ่งเขตอำนาจอธิปไตยนี้เองเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดอ่อน
ลึกซึ้ง และรอบคอบเพราะเหตุว่าในอาณาเขตทางทะเลไม่ว่าจะเป็นทะเล อาณาเขต,
เขตต่อเนื่อง, เขตเศรษฐกิจจำเพาะ การใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐมีความแตกต่างกัน
และประการที่สำคัญคือ พรมแดนทางทะเลของประเทศไทยและเพื่อนบ้านมีการซ้อนทับ
(OVER LAPPING AREA) ซึ่งมักจะเกิดปัญหาเป็นข้อพิพาทกันเสมอ เช่น กรณีระหว่างประเทศไทย-เวียดนาม
และกัมพูชา และประเทศไทยกับมาเลเซีย เป็นต้น
ดังนั้น การใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงควรจะคำนึงถึงความเสี่ยงภัยทางทะเลเป็นเกณฑ์
มากกว่าที่จะคำนึงถึงพรมแดนทางภูมิศาสตร์ เพราะการรับขนทางทะเลไม่ว่าจะเป็นการขนส่งทางทะเลในประเทศ
หรือการขนส่งทางทะเลหรือนอกประเทศ เมื่อเกิดภัยพิบัติก็ย่อมเป็นภัยพิบัติเหมือนกัน
ควรจะได้รับการปฏิบัติด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน
ในกฎหมายของประเทศอังกฤษนั้น การขนส่งสินค้าไม่ว่าจากท่าเรือไปยังท่าเรือแห่งไหนก็ตาม
ถือว่าเป็นการขนส่งทางทะเลทั้งสิ้น การปฏิบัติหรือกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งทางทะเล
ไม่ว่าเป็นการขนส่งในประเทศ หรือขนส่งนอกประเทศ จึงเหมือนกัน เพราะไม่ได้คำนึงถึงพรมแดนทางภูมิศาสตร์แต่คำนึงถึงความเสี่ยงภัยทางทะเลเป็นสำคัญ