ไพโอเนียร์ ลอนช์ เครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ ไฮเอนด์ 5 รุ่น ขยายฐานลูกค้าระดับบน หนีสงครามราคา พร้อมเตรียมเพิ่มไลน์เครื่องเสียงแยกชิ้น ชุดลำโพง แอมพลิฟายเออร์ และเครื่องเล่นบลูเรย์ เพื่อขยายฐานและสร้างยอดขายผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์ หลังปัญหาการเมือง ราคาน้ำมัน พ่นพิษเศรษฐกิจ ทำผู้บริโภคระดับกลาง-ล่าง กำลังซื้อหดประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงชะลอการใช้จ่าย
“ตลาดโฮมเธียเตอร์ในประเทศไทยปีนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 โดยปัจจุบันไพโอเนียร์มีส่วนแบ่งทางการตลาด 17% เรา จึงมั่นใจว่าตลาดเครื่องเสียงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ดังนั้นจึงเพิ่มน้ำหนักในการทำตลาดดังกล่าวให้มากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้จะไม่สู้ดีนัก แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายหลักมากนัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ หรือกลุ่มผู้บริโภคที่อยู่ในระดับบีขึ้นไป มีกำลังซื้อสูง ไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก” รุ่งโรจน์ เลิศอำนาจกิจเสรี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเครื่องเสียงภายในบ้าน ไพโอเนียร์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าว
ทั้งนี้ในการโฟกัสตลาดเครื่องเสียงระดับบนของไพโอเนียร์จะมีการทำกิจกรรมการตลาดในรูปแบบต่างๆและการสื่อสารที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยชูจุดขายในเรื่องของเทคโนโลยีและการดีไซน์ซึ่งทำให้ไพโอเนียร์แตกต่างจากคู่แข่งหลายๆแบรนด์ที่ออกไฟติ้งโมเดลมาเพื่อรักษายอดขาย
อย่างไรก็ดีเนื่องจากเครื่องเสียงของไพโอเนียร์มีราคาแพงกว่าคู่แข่ง จำเป็นจะต้องสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้สัมผัส ทดลองประสิทธิภาพสินค้า ก่อนการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากการแข่งขันในตลาดค่อนข้างรุนแรง ผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์หลายรายการเริ่มได้รับผลกระทบจากการตัดราคาของคู่แข่ง
ไพโอเนียร์ใช้งบการตลาดสำหรับเครื่องเสียงบ้านในปีนี้ 100 ล้านบาท โดยจะเน้นการทำการตลาดโดยตรง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกิจกรรมร่วมกับพันธมิตร เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และเป็นการสร้างประสบการณ์เสียงระดับไฮเอนด์ไปสู่กลุ่มเป้าหมาย โดยมีการเพิ่มไลน์อัปสินค้าใหม่ๆที่เป็นไฮเอนด์มากขึ้น เช่น เครื่องเสียงแยกชิ้น แอมพลิฟายเออร์ ชุดลำโพง ซึ่งมีมูลค่าต่อชุดเป็นหลัก 4-5 แสนบาท ชุดที่แพงก็อาจมีมูลค่าเกือบล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 59,900 บาท
ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังมีการลอนช์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นไฮเอนด์ในกลุ่มสินค้าเดิม ล่าสุดมีการลอนช์ชุดโฮมเธียเตอร์ 5 รุ่นในระดับไฮเอนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดโดยรุ่น Entry Level มีระดับราคาอยู่ที่ 9,990 บาท แม้จะมีราคาที่จูงใจพอที่จะดึงผู้บริโภคในตลาดระดับกลางให้ยกระดับขึ้นมาใช้ผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์ของไพโอเนียร์ก็ตาม แต่ด้วยสภาพการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้คู่แข่งที่มีผลิตภัณฑ์ในระดับเดียวกันกับไพโอเนียร์ใช้กลยุทธ์ด้านราคาชิงตลาดซึ่งส่วนใหญ่มีราคาต่ำกว่าไพโอเนียร์ประมาณ 1,000 บาท
ทว่าบางแบรนด์ก็มีระดับราคาที่ต่ำกว่ามาก เช่นกรณีของชุดโฮมเธียร์เตอร์ ไฮเอนด์ของไพโอเนียร์ที่มีราคาอยู่ที่ 9,990 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มชุดโฮมเธียเตอร์ระดับไฮเอนด์ที่เป็นรุ่น Entry Level โดยตลาดจะมีระดับราคาเริ่มตั้งแต่ 5,900 บาท ไปถึง 9,000 กว่าบาท ในขณะที่ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบสินค้าโดยพิจารณาภายใต้งบประมาณที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งสินค้าที่มีราคาถูกกว่าจะได้เปรียบ แต่หากผู้บริโภคมีงบมากขึ้นก็จะเปรียบเทียบสินค้าแบรนด์ต่างๆที่มีราคาไม่เกินงบที่ตั้งไว้
ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของสินค้าก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันยอดขายสินค้าไฮเอนด์ของไพโอเนียร์ให้สูงขึ้น และยังเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ผู้บริโภคยอมเพิ่มงบเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการทดลองใช้สินค้าก่อน
สำหรับเครื่องเล่นโฮมเธียเตอร์ระดับไฮเอนด์ของไพโอเนียร์ประกอบด้วยรุ่น HTZ170DVD, HTZ171DVD, HTZ270DVD, HTZ272DVD และ HTZ777DVD โดยจะมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบนตั้งแต่รุ่น Entry Level ไปถึงรุ่นโปร
อย่างไรก็ดีในการรุกตลาดเครื่องเสียงไฮเอนด์ของไพโอเนียร์นั้นจะเน้นเฉพาะเครื่องเสียงบ้านเท่านั้นเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง อีกทั้งไพโอเนียร์ยังเป็นเพียงเบอร์ 2 ในตลาดเท่านั้นทำให้ไม่สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ ในขณะที่ตลาดเครื่องเสียงติดรถยนต์ ไพโอเนียร์เป็นผู้นำอยู่แล้ว จึงสามารถกำหนดทิศทางตลาด หรือสร้างเซกเมนต์ใหม่ๆขึ้นมาได้ โดยตลาดเครื่องเสียงติดรถยนต์นั้น ทางไพโอเนียร์ได้เพิ่มไลน์อัปสินค้าระดับกลาง-ล่างเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นขาลงของตลาดเครื่องเสียง เนื่องจากมูลค่าตลาดลดลงอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมนในการบริโภคเครื่องเสียงลดน้อยลง อีกทั้งยังมีเครื่องเสียงราคาถูกจากเมืองจีนเข้ามาตีตลาดด้วยสงครามราคา โดยในปี 2545 ตลาดเครื่องเสียงมีมูลค่าอยู่ที่ 11,100 ล้านบาท ต่อมาในปี 2546 มูลค่าตลาดตกมาอยู่ที่ 9,100 ล้านบาท ปี 2547 ลดลงมาอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท ปี 2548 มูลค่าตลาดเครื่องเสียงเหลือเพียง 8,600 ล้านบาท ปี 2549 ตลาดยังคงตกต่ำโดยมีมูลค่าอยู่ที่ 8,200 ล้านบาท
ดังนั้นหลายๆค่ายจึงพยายามพัฒนาฟีเจอร์เครื่องเสียงให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับเซกเมนต์ที่เป็น โฮมเธียเตอร์ (ชุดเครื่องเสียงที่มีลำโพง 5 ตัวขึ้นไป) และไมโคร ซิสเต็มส์ (ชุดเครื่องเสียงที่มีหน้ากว้างน้อยกว่า 30 เซนติเมตร) มากกว่า เพราะเป็นเซกเมนต์ที่มีการเติบโตที่ดี ในขณะที่ มินิ ซิสเต็มส์ (ชุดเครื่องเสียงที่มีหน้ากว้างมากกว่า 30 เซนติเมตร) ได้รับความนิยมน้อยลง
ที่ผ่านมาเราจะเห็นหลายๆค่ายที่ทำตลาดเครื่องเสียงหันมาให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้นแทนที่จะมุ่งแต่พัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างความแตกต่างจากเครื่องเสียงราคาถูก เช่นกรณีของโซนี่ที่ทำ Cross Category ด้วยส่งเครื่องเสียง AZ ซีรี่ส์เข้ามาทำตลาดเพื่อเอาใจคอเพลงเอ็มพี 3 โดยเฉพาะเนื่องจากพบว่าแนวโน้มของตลาดเอ็มพี 3 มีการเติบโตอย่างมาก
ดังนั้นการเพิ่มฟีเจอร์ USB Port ที่สามารถใช้งานร่วมกับเอ็มพี 3 หรือทรัมป์ไดรฟ์ได้ ทำให้การโอนถ่ายหรือดาวน์โหลดเพลงทำได้สะดวกขึ้นจึงสามารถดึงลูกค้าจากตลาดเอ็มพี 3 ให้หันมาสนใจเครื่องเสียงเพราะสามารถปรับแต่งเสียงให้ดีขึ้น โดยโซนี่ได้เอ็ดดูเคตการใช้งานในบ้าน ในขณะที่การใช้เอ็มพี 3 เหมาะสำหรับการเดินทางหรืออยู่นอกสถานที่มากกว่า
โซนี่มีการทำตลาดครื่องเสียงซีรี่ส์ AZ ซึ่งมีฟีเจอร์ต่อเชื่อมกับ USB ผ่านร้านค้าที่เป็นดีลเลอร์กว่า 400 ราย รวมถึงร้านค้าไอทีเพื่อที่จะเข้าถึงผู้ใช้เครื่องเล่น MP 3 ที่มีอายุระหว่าง 23-36 ปี ทั้งชายและหญิง โดยมีการทำโฆษณาทีวีและกิจกรรมการตลาด On Ground Activity ที่อยู่ในชอปปิ้ง มอลล์ ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Be Connected-Touch A New Sound ที่เป็นคอนเซ็ปต์ในการทำตลาดเครื่องเสียงของโซนี่
โดยคอนเซ็ปต์ในการทำตลาดเครื่องเสียงของโซนี่ มีการสื่อสารด้วยจุดเด่น 3 ข้อคือ 1) Sleek, Cool Design การออกแบบสินค้าที่มีระบบจอสัมผัส การวางช่องใส่ซีดีในแนวตั้งทำให้ลดความกว้างของตัวเครื่อง และการใช้อลูมิเนียมในการทำซัปวูฟเฟอร์ 2) PC/USB Connection การเชื่อมต่อผ่านขั้ว USB ทำให้สะดวกในการอ่านข้อมูลจากเครื่องมือไอที คอมพิวเตอร์ MP3 และอื่นๆ 3) Best Quality คุณภาพเสียงที่ดี สามารถขยายเสียงได้เท่าแอมพลิฟายเออร์ตัวใหญ่โดยใช้เทคโนโลยี S-Master Digital นอกจากนี้โซนี่จึงส่งเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ DAV ซีรี่ส์ซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่เชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หลากหลาย มีระบบไวร์เลส
สำหรับในปีนี้ โซนี่ มีการเปิดตัว เครื่องเสียง Giga Juke เครื่อเสียงฮาร์ดดิสก์ไฮไฟ รุ่น NAS-E35HD ขนาด 80 GB สามารถเก็บเพงได้มากถึง 15,000 เพลง ในรูปแบบของ MP3 สามารถถ่ายโอนเพลงไปยังวอล์คแมนและเครื่องเล่น MP3 ทั่วไปได้
ในขณะที่แอลจีก็จับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทยที่ชอบร้องเพลงคาราโอเกะด้วยการทำชุดเครื่องเสียง New Karaoke System (NKS) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว พร้อมจัดกิจกรรมประกวดร้องเพลงคาราโอเกะโดยร่วมกับแกรมมี่เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้เครื่องเสียงของแอลจี ซึ่งถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ผู้บริโภคในวงการเครื่องเสียงไม่ค่อยจะคุ้นเคยมากนัก
|