| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ สิงหาคม 2551
|
 |

เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปล/เรียบเรียง
เรื่อง ดิอีโคโนมิสต์ 10 มิถุนายน 2551
การลงทุนในต่างประเทศของจีนประสบอุปสรรคจากโรคกลัวจีน
หลังจากเจรจากันอย่างมาราธอนมานาน 11 เดือน ในที่สุด China Oilfield Services ในเครือของ China National Offshore Oil Corp (CNOOC) รัฐวิสาหกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีน ก็สามารถประกาศเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า บรรลุข้อตกลงซื้อ Awilco บริษัทน้ำมันที่จดทะเบียนในนอร์เวย์ได้แล้วด้วยเงิน 2.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ความสำคัญของดีลนี้ไม่ได้อยู่ที่ตรรกทางธุรกิจที่มองเห็น (บริษัททั้งสองต่างเป็นเจ้าของแท่นขุดเจาะน้ำมัน) หรือการเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน (Awilco ช่ำชองการ ขุดเจาะน้ำมันใต้ทะเลลึก ซึ่งจีนไม่มีความเชี่ยวชาญ แต่ China Oilfield Services สามารถเข้าถึงทุนที่มีต้นทุนถูก) หรือแม้กระทั่งราคาซื้อขายที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับหลายๆ อย่าง แต่ความสำคัญของดีลนี้อยู่ที่ในที่สุดจีนก็สามารถซื้อบริษัทต่างชาติได้สำเร็จ
บริษัทของจีนนับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาด ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจีนทำให้พวกเขาสามารถจะซื้ออะไรก็ได้ตามที่ปรารถนา แต่พวกเขากลับถูกมองว่าเป็นผู้ซื้อที่ไม่น่าพิสมัย ตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาเมื่อ CNOOC ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ขัดขวางไม่ให้ซื้อ Unocal บริษัทน้ำมันอเมริกัน บรรดารัฐวิสาหกิจ ยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีนต่างก็เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการเสนอซื้อบริษัทตะวันตก และชอบที่จะหันไปซื้อบริษัทในทวีปอย่างแอฟริกามากกว่า เพราะทั้งผู้ขาย สินทรัพย์และรัฐบาลในแอฟริกาต่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (และบ่อยครั้งก็แทบแยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจของรัฐบาลเอง) และการยอมจ่ายราคางามๆ ของ จีนก็สามารถจะปิดปากและเอาชนะได้ทุกสิ่ง อย่างน้อยก็ในระยะสั้น
ดังนั้น เพื่อจะหันเหความสนใจและป้องกันการถูกโวยวายต่อต้าน รัฐบาลจีนและบริษัทจีน (ซึ่งบ่อยครั้งก็แทบแยกออกจากกันไม่ได้เช่นกัน) จึงใช้หุ้นส่วนชาติตะวันตกให้ออกหน้าแทน เมื่อต้องการจะซื้อบริษัทตะวันตก ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ต่างจากวิธีทำธุรกิจในจีนเช่นกัน แต่แล้วบริษัท Huawei ของจีนกลับประสบความล้มเหลวในการพยายามจะซื้อ 3Com บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม แม้จะใช้หุ้นส่วนที่เป็นบริษัทตะวันตกคือ Bain Capital ซึ่งเป็นกลุ่ม private equity ให้ออกหน้าแทนแล้วก็ตาม เนื่องจากสหรัฐฯ วิตกว่าจะทำให้เทคโนโลยีล้ำสมัยถูกถ่ายทอดไปยังจีน ความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้กลยุทธ์ใช้บริษัทตะวันตกให้ออกหน้าซื้อกิจการแทนหมดความน่าเชื่อถือ ทั้งยังลดคุณค่าของหุ้นส่วนที่เป็นบริษัท ตะวันตกด้วย แม้ว่าจะยังคงมีการพยายามใช้กลยุทธ์นี้อยู่ แต่ก็มีการละความพยายาม ไปเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม อีกวิธีหนึ่งคือการลงทุนแต่เพียงส่วนน้อยและลงทุนเป็นตัวเงินเท่านั้น ICBC ธนาคารยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีน ซื้อหุ้น 20% ในธนาคาร Standard Bank ของแอฟริกาใต้เมื่อปีที่แล้ว Ping An บริษัทประกันของจีนซื้อหุ้น 4% ใน Fortis และครึ่งหนึ่งของธุรกิจ บริหารสินทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่จีนยังเที่ยวลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทอย่าง Blackstone, Morgan Stanley และ Barclays แต่การซื้อหุ้นส่วนน้อยที่ไม่มีอำนาจควบคุมเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ยุ่งยาก และไม่ค่อยมีคุณค่าในเชิงยุทธศาสตร์และเมื่อตลาดการเงินกำลังตกต่ำลงอย่างนี้ การลงทุนแบบนี้ก็ไม่สร้าง ผลกำไร
การต่อต้านการลงทุนจากจีนรุนแรงเป็นพิเศษในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยวัตถุดิบในการผลิตที่อุตสาหกรรมของ จีนกำลังต้องการอย่างมาก Sinosteel รัฐวิสาหกิจของจีน ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลออสเตรเลียให้ซื้อบริษัท Midwest บริษัทแร่เหล็กของออสเตรเลียได้เมื่อเดือนเมษายน แต่นั่นอาจเป็นเพียงกรณียกเว้นเท่านั้น เพราะการเสนอซื้อบริษัทออสเตรเลียอื่นๆ ของจีนล้วนแต่ต้องชะงักงันไป คาดกันว่ามีข้อเสนอซื้อจากจีนมูลค่า รวมถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ตรวจสอบการลงทุนจากต่างชาติของออสเตรเลีย (Foreign Investment Review Board) และกำลังรอการอนุมัติ
ดูเหมือนว่าวิธีการพิจารณารับการลงทุนจากต่างชาติของออสเตรเลียจะโปร่งใสดี โดยผู้เสนอซื้อซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติยื่นข้อเสนอซื้อ และจะรู้ผลภายใน 30 วัน แต่ในความจริงแล้วไม่ชัดเจนหรือง่ายดายขนาดนั้น ในการเสนอซื้อจะไม่มีการเปิดเผย แต่ผลการอนุมัติจะทำอย่างเปิดเผย ถ้าผู้เสนอซื้อเห็นท่าไม่ค่อยดีว่าคงจะไม่ผ่านการอนุมัติเป็นแน่ ก็สามารถถอนการเสนอซื้อและยื่นใหม่กี่ครั้งก็ได้โดยจะไม่มีการเปิดเผย ผู้รู้วงในคาดคะเนว่า มีผู้ซื้อหลายสิบรายที่ติดอยู่ในบ่วงนี้ และเชื่อว่ามีการส่งสัญญาณทางการทูตแบบไม่เป็นทางการออกไป เพื่อให้ผู้ซื้อที่ล้มเหลวเลิกพยายามอีก อย่างน้อยก็ในขณะที่ยังมีกระแสต่อต้าน
ถ้าจะมีบริษัทใดที่เป็นตัวอย่างชัดเจนของบริษัทต่างชาติที่ทำให้ผู้คุมกฎออสเตรเลียรู้สึกวิตก บริษัทนั้นก็คือ CNOOC ของจีนนั่นเอง ธุรกิจหลักของ CNOOC คือการสำรวจแหล่งน้ำมัน ภายในจีน เป็นธุรกิจที่ปิดต่อการแข่งขันจากต่างชาติ และยังเป็นส่วนหนึ่งของการผูกขาดตลาดภายในจีนแบบผู้ขายน้อยราย (oligopoly) และอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลจีน ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของประเทศตะวันตก นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังวิตกที่ CNOOC ใช้กลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบแนวดิ่ง (vertical integration) เพราะเกรงว่าจีนจะให้ค่าทรัพยากร ที่ดึงไปจากออสเตรเลียต่ำเกินจริง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลออสเตรเลียต้องสูญเสียรายได้ในรูปของภาษีไป
ใช่ว่า CNOOC จะไม่ล่วงรู้ถึงความวิตกนี้ ทั้ง CNOOC กับบริษัทในเครืออย่าง China Oilfield Services จึงได้เลือกบริษัทต่างชาติที่จะเข้าซื้ออย่างระมัดระวัง และหวยก็มาออกที่บริษัทน้ำมันของนอร์เวย์ข้างต้น งานนี้จีนทุ่มเททั้งเวลาและความพยายามอย่างมากในการทำให้ดีลนี้ผ่านผู้คุมกฎของจีน และทำให้แน่ใจว่า จะไม่ทำให้เกิดเสียงโวยวายต่อต้านในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศที่ Awilco จดทะเบียน การที่ Awilco ไม่ได้เป็นบริษัทที่รู้จักในวงกว้างในนอร์เวย์เป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ทำให้ความพยายามซื้อบริษัทนี้ของจีนแทบไม่ตกเป็นข่าวใหญ่ นอร์เวย์เองก็ไม่เคยมีความบาดหมางใดๆ กับจีนมาก่อน และมีน้ำมันมหาศาล เป็นของตัวเองในทะเลเหนือ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องต่อต้านจีน
หลังจากเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาให้แก่ China Oilfield Services ในการซื้อ Awilco สำเร็จในครั้งนี้ Brian Gu หัวหน้าหน่วยงาน Greater China หน่วยงานให้คำปรึกษาการควบรวมกิจการของ JPMorgan ก็มีงานเข้าล้นมือ แค่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาต้องช่วยเตรียมการเรื่องการซื้อกิจการให้แก่บริษัทเวชภัณฑ์ 2 แห่งของจีนคือ WuXi PharmaTech และ Mindray และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่กิจการเป้าหมายของการถูกซื้อนั้นล้วนเป็นบริษัทขนาดเล็ก ทว่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพบกับปัญหายุ่งยากจากผู้คุมกฎ หรือเจอปัญหาโรคเกลียดกลัวชาวต่างชาติจากประเทศนั้นๆ นั่นเอง ในยามนี้ สิ่งที่บริษัทจีนไม่ว่าจะมั่งคั่งเพียงใดจะทำได้ ก็คงจะเป็นการซื้อได้แต่เฉพาะกิจการขนาดเด็กๆ ของต่างชาติเท่านั้น
|
|
 |
|
|