Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน7 กรกฎาคม 2551
KTAMขายมันนี่มาร์เกตลุยค่าเงินดอลลาร์-ยูโร             
 


   
www resources

โฮมเพจ กรุงไทย, บลจ.

   
search resources

กรุงไทย, บลจ.
Funds
ธีรพันธุ์ จิตตาลาน




บลจ.กรุงไทย จับจังหวะค่าเงินบาทอ่อนตัว จ่อคิวเอฟไอเอฟ 2 กอง ลุยมันนี่มาร์เกตต่างประเทศสกุลเงิน "ดอลลาร์สหรัฐ-ยูโร" เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า หลังกองทุนแรก ที่ลงทุนในเงินปอนด์ผลตอบแทนพุ่ง เผยแค่ 2 เดือนฟันกำไรในรูปเงินบาทแล้วประมาณ 5.59% เหตุค่าเงินบาทอ่อนลง ชี้ช่องลงทุนช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน จับกลุ่มลูกค้าที่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก พร้อมระบุแนวโน้มหุ้น-ตราสารหนี้ไทยราคาถูกจนน่าลงทุน โดยเฉพาะหุ้นไทยที่พื้นฐานยังแกร่ง แม้ปรับตัวลงมากว่า20% มั่นใจดึงเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาได้

นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างยื่นขอจัดตั้งกองทุนเปิดกรุงไทยโกลบอลเทรเชอรี่ ฟันด์ เพิ่มอีกจำนวน 2 กองทุน ซึ่งเป็นกองทุนตลาดเงิน (มันนี่มาร์เก็ต) ที่เน้นลงทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินยูโร เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนให้กับลูกค้าในสกุลอื่นๆ นอกเหนือจากสกุลเงินปอนด์ ที่บริษัทเปิดขายไปแล้วก่อนหน้านี้ และได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนพอสมควร นอกจากนี้ ในอนาคตบริษัทยังมีแผนตั้งกองทุนที่ลงทุนในสกุลเงินออสเตรเลียดอลลาร์และเงินหยวนด้วย

ทั้งนี้ กองทุนเปิดกรุงไทยโกลบอลเทรเชอรี่ ฟันด์ ที่จะลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินยูโรนั้น จะลงทุนผ่านกองทุน Global Treasury Funds ที่บริหารกองทุนโดย RBS Asset management (Dublin) Limited ซึ่งเป็นกองทุนเดียวกันกับกองทุนแรกที่ลงทุนใน Pound Sterling

"เดิมทีเราตั้งใจจะเลือกให้ลูกค้าเองว่า จังหวะไหนจะลงทุนในสกุลเงินใด เพราะกองทุนเปิดกรุงไทยโกลบอลเทรเชอรี่ ฟันด์สามารถสับเปลี่ยนการลงทุนไปสกลุเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโรได้ จากการลงทุนในเงินปอนด์ในปัจจุบัน แต่หลังจากดูความต้องการของลูกค้าแล้ว เราต้องการให้ลูกค้าเลือกเองจึงตั้งกองทุนเพิ่มเพื่อให้มีทางเลือกสำหรับลูกค้าที่มีธุรกรรมการเงินเกี่ยวกับเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโรการ ไม่ว่าจะเป็นส่งออกหรือส่งลูกไปเรียน"นายธีรพันธุ์กล่าว

สำหรับกองทุนเปิดกรุงไทยโกลบอลเทรเชอรี่ ฟันด์ ปัจจุบันมีเงินลงทุนรวมประมาณ 100 ล้านบาท โดยในช่วง 2 เดือนตั้งแต่เปิดขายกองทุนมา สามารถสร้างผลตอบแทนในรูปเงินบาทได้แล้วประมาณ 5.59% ซึ่งที่ผ่านมานอกจากผลตอบแทนของตราสารที่กองทุนออกไปลงทุนแล้ว กองทุนยังได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ด้วย ขณะเดียวกันตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันจากเดิมสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

นายธีรพันธุ์กล่าวว่า ภายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าระดมทุนผ่านกองทุนเปิดกรุงไทยโกลบอลเทรเชอรี่ ฟันด์ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เดินเข้ามาซื้อผ่านบริษัทมากกว่าผ่านสาขาของธนาคาร เนื่องจากผู้ลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจการลงทุนของกองทุนมากนัก ซึ่งส่วนที่เข้ามาลงทุนกด็จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความรู้ความเข้าใจเท่านั้น ดังนั้น บริษัทจำเป็นต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจก่อน ถึงจะสามารถขยายตัวและเติบโตต่อไปได้

ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวมีจุดเด่นที่มีสภาพคล่องสูง เพราะผู้ลงทุนสามารถเข้าออกได้ทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีความมั่งคงสูงจากอันดับเครดิตของตราสารที่กองทุนออกไปลงทุนตั้งแต่ AAA ขึ้นไป ซึ่งหลังจากเราออกกองทุนอีก 2 สกุลมาแล้ว จะทำให้เราเป็นบลจ. แรกที่มีการกองทุนมันนี่มาร์เกตต่างประเทศที่มีทางเลือกลงทุนมากที่สุด โดยเป้าหมายในระยะต่อไป จะเน้นดึงลูกค้าที่ส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศและทำการค้ากับประเทศที่มีใช้สกุลเงินดังกล่าวเข้ามาลงทุนกับเรา และใช้เป็นฐานลูกค้าเพื่อลงทุนในกองทุนประเภทอื่นๆ ต่อไป ในอนาคต

"นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงแล้ว ยังได้เรทอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าจากธนาคารกรุงไทยด้วย ซึ่งเท่าที่คุยกับลูกค้าส่วนใหญ่ชอบมาก โดยเฉพาะคนที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ซึ่งสามารถวางแผนการลงทุนล่วงหน้าได้"นายธีรพันธุ์กล่าว

โอกาสลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้

นายธีรพันธุ์กล่าวถึงการลงทุนในประเทศว่า ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยปัจจุบันถือว่ามีราคาถูกและเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล(Yield Curve)ปรับตัวขึ้นจากช่วงต้นปีประมาณ 2% แล้วแต่อายุของตราสารหนี้ พันธบัตรอายุ 5 ปี ตอนนี้ให้ผลตอบแทน 5.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจลงทุนในขณะที่มีความเสี่ยงจากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยไม่มากนัก โดยเฉพาะหลังจากที่ทางธนาคารกลางของยุโรปขึ้นอัตราดอกเบี้ยมา 0.25% อยู่ที่ 4.25% และส่งสัญญาณว่าจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเพราะเพียงพอต่อการดูแลอัตราเงินเฟ้อของประเทศ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(FED FUND RATE)เองนักวิเคราะห์มองว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.0% ไปจนถึงสิ้นปีนี้และในปีหน้ามีแต่มองว่าจะคงไว้ที่ 2.0% หรือปรับลดลงไป 1.0% คือมีแนวโน้มที่จะทรงตัวหรือปรับตัวลดลง

โดยแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองที่ระดับ 3.25% ในปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มที่ทรงตัวหรือปรับตัวขึ้นได้อีกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าภายในสิ้นปีนี้ถ้าจะปรับขึ้นก็ไม่เกิน 0.25-0.50% หรืออาจจะไม่มีการปรับขึ้นก็ได้ เพราะราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการบริโภคของประชาชนไปแล้วระดับหนึ่ง หากไปขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกจะยิ่งเป็นการไปเบรกการใช้เงินของคนซึ่งอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ช่วงนี้ซึ่งให้ผลตอบที่ดีทีเดียว

นายธีรพันธุ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของตลาดหุ้นไทยเองโดยปัจจัยพื้นฐานยังถือว่าดีอยู่ แต่ตลาดปรับตัวลงมาประมาณ 20% เนื่องจากความวิตกกังวล(Panic Sell)จากปัจจัยลบต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะปัจจัยทางการเมือง ประกอบกับปัญหาซับไพร์มในสหรัฐที่ยังไม่นิ่งทำให้กองทุนบริหารความเสี่ยง(Hedge Fund)มีการถอนเงินออกจากตลาดหุ้นทั่วเอเชียในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งประเทศไทย แต่ถ้ามองดูปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้วไม่เลวร้าย อย่างตลาดหุ้นจีนลงมาแล้ว 50% ในขณะที่เศรษฐกิจยังโต 9% แต่ตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาปรับตัวลงมาประมาณ 15% เท่านั้น ถ้าเรามองจากปัจจัยพื้นฐานแล้วในที่สุดเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติในที่สุดจะต้องไหลกลับเข้ามา

“ถ้าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 5-6% ดัชนีตลาดหุ้นควรจะอยู่ที่ 900-1,000 จุด แต่ถ้าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 4.0% ดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจจะอยู่ที่ระดับ 800 จุด เพราะปี2550 เศรษฐกิจไทยโต 4.7% ดัชนีอยู่ประมาณ 860 จุด ทั้งนี้เชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของไทยยังดีอยู่ แม้ให้ยอดขายเท่าเดิมหรือลดลงเล็กน้อยแต่ราคาที่ปรับขึ้นจะช่วยให้บริษัทรักษาระดับการเติบโตของกำไรเอาไว้ได้”นายธีรพันธุ์กล่าว   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us