Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2551








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2551
ตำนานขนมปังเปรี้ยว             
โดย มานิตา เข็มทอง
 





ขนมปังเปรี้ยว หรือ Sourdough Bread เป็นขนมปังที่ผ่านกระบวนการหมักด้วยยีสต์ทำให้ฟู และได้รสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ เป็นขนมปังเก่าแก่ที่มีกำเนิดมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณช่วงประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล เล่าขานกันมาว่ารสชาติเปรี้ยวหอมแปลกของขนมปังชนิดนี้เป็นสูตรที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ จากการที่ทิ้งส่วนผสมของแป้ง น้ำ และนม ไว้ในที่โล่งอุณหภูมิปกติ แบคทีเรียและยีสต์ที่ปะปนอยู่ในอากาศได้ร่วงหล่นลงในส่วนผสม จัดการย่อยน้ำตาลและโปรตีนจากนมให้เปลี่ยนเป็นกรดแล็กติก ซึ่งเป็นตัวการหลักทำให้เกิดรสชาติเปรี้ยว

นอกจากนั้นในกระบวนการธรรมชาตินี้ยังก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อ นวดส่วนผสม ฟองคาร์บอนไดออกไซด์ก็ทำให้ส่วนผสมเต็มไปด้วยรูอากาศเล็กๆ ช่วย ให้ส่วนผสมฟูนุ่ม

ต่อมาชาวอียิปต์ได้พัฒนาสูตรขนมปังเปรี้ยวที่หมักด้วยยีสต์ ที่เกิดจากการบ่มเชื้อที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติเหมือนในอดีต ทำให้ รสชาติของขนมปังเปรี้ยวพัฒนาแตกต่างกันไปตามประเภทของยีสต์ นอกจากนี้ยังมีการแบ่งส่วนผสมที่หมัก แล้วไว้เป็นหัวเชื้อ หรือที่เรียกว่า Sourdough Starter นับได้ว่า เป็นการค้นพบขนมปังสูตรใหม่ที่มีรสชาติไม่เลวทีเดียวในสมัยโบราณกาล และขนมปังเปรี้ยวนี้ได้กลายเป็นที่นิยมของชาวยุโรปในยุคต่อๆ มา ขนมปังเปรี้ยวเข้ามา ในอเมริกาครั้งแรกพร้อมกับ Christopher Columbus ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา เมื่อหลายร้อยปีก่อน นอกจากนี้ขนมปังเปรี้ยวยังถือเป็น อาหารคู่ยุคตื่นทองที่กลายเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมอีกอย่างหนึ่งของซานฟรานซิสโก จากความนิยมของขนมปังเปรี้ยวในหมู่ชาวเหมือง "Sourdough" จึงถูกเรียกเป็นชื่อแทนบรรดานักแสวงโชค "49ers" ชื่อเสียงของขนมปังเปรี้ยวนี้โด่งดังมาก แม้แต่ตัวนำโชคของทีมอเมริกันฟุตบอล NFL (The National Football League) "San Francisco 49ers" ในยุคต่อมายังมีชื่อเล่นว่า "Sourdough Sam"

ร้านขนมปังเปรี้ยวที่เก่าแก่ที่สุดในซาน ฟรานซิสโกมีชื่อว่า "Boudin" ออกเสียงว่า "โบดีน" (Bo-Deen) ตามชาวซานฟรานซิสโก ที่เปิดทำการอบขนมปังมาตั้งแต่ปี 1849 โดย Isidore Boudin ชาวฝรั่งเศสที่อพยพมาปักหลักในซานฟรานซิสโก โดยเขาเปิดร้านแรก ณ ถนนดูปองท์ (Dupont St.) ซึ่งปัจจุบันคือ ถนนแกรนด์ (Grand St.) ในพื้นที่ North Beach จุดท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของซาน ฟรานซิสโก ขนมปังเปรี้ยวของโบดีนมีความเป็นเอกลักษณ์ตรงที่เขาใช้ Starter หรือ "Mother Dough" ที่มาจากการหมักของยีตส์ธรรมชาติ ที่ปะปนอยู่ในอากาศเหมือนสมัยโบราณ ไม่ได้ ใช้ยีสต์สำเร็จ หรือยีสต์เพาะที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมขนมอบ สูตรผสมที่ไม่ลับของโบดีนในการหมักหัวเชื้อ Mother Dough มีเพียงแค่แป้งประมาณ 1/4 ถึง 1/3 ถ้วย กับน้ำ 1-2 ช้อนโต๊ะเท่านั้น ที่ค่อยๆ ผสมนวดให้ เข้ากันด้วยปลายนิ้วมือ จากนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการธรรมชาติในการทำให้ Dough ฟูนุ่ม ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วันในห้องที่มีอุณหภูมิอุ่นพอเหมาะ จากนั้นต้องทำซ้ำกระบวนการหมักตั้งแต่ต้นอีก รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะนำไป ผสมกับส่วนผสมอื่น และที่สำคัญจะต้องเก็บ Mother Dough ส่วนหนึ่งไว้เป็นหัวเชื้อสำหรับใช้ในครั้งต่อไป ความสำเร็จของโบดีน มาจากความตั้งใจและอดทนในการใช้เทคนิคโบราณผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หลังจากเขาเสีย ชีวิตในปี 1887 ภรรยาของเขา Louise พร้อม ด้วยลูกๆ อีก 4 คน ได้สานต่อร้านขนมปังจนรุ่งเรืองและสามารถรักษา Mother Dough ให้รอดพ้นจากไฟไหม้เมื่อเหตุการณ์ธรณีพิโรธ ครั้งใหญ่เมื่อปี 1906 ด้วยการห่อและบรรจุ Mother Dough ในถังน้ำแข็ง และหอบหิ้วหนี ไปจนถึงสะพาน Golden Gate นับเป็นระยะ ทางไม่ใช่น้อย จากนั้นก็เริ่มอบขนมปังขายอีกครั้งจนสามารถกู้วิกฤติได้ และเปิดร้านใหม่ ที่เทน อเวนิว (10th Ave.) ต่อมาในปี 1910 Louise ได้เวลาพักผ่อน ปล่อยกิจการให้อยู่ในมือของลูกชาย 2 คน Charles และ Jules ซึ่งพวกเขาก็สามารถนำพากิจการให้เจริญเติบโตจนสิ้นชีวิตของพวกเขา

ต่อมาในช่วงปี 1920-1929 ซึ่งเป็นกลียุคของข้าวยากหมากแพงหรือ The Great Depression ร้านขนมปังโบดีน ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวเล็กต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ผลิตขนมปังแบบ "mass production" จำนวน มากๆ ร้านขนมปังร้านเล็กอื่นๆ ต้องปิดตัวไป ร้านขนมปังโบดีนเองก็ประสบปัญหาสภาพคล่องจนเกือบถึงขั้นล้มละลาย แต่ในปี 1941 มีอัศวินม้าขาวช่วยกู้สถานการณ์ไว้ คือ Steve Giraudo หรือ "Papa Steve" ที่เข้ามาทำงานในร้านโบดีนเมื่อ 6 ปีก่อน เขาได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในการซื้อกิจการโบดีน ต่อจากหลานสาวของ Isidore และ Louise นับเป็นครั้งแรกที่โบดีนถูกเปลี่ยนมือจากตระกูล "Boudin" สู่ตระกูล "Giraudo" สมาชิกในตระกูล "Giraudo" ต่างช่วยกันพัฒนาร้านขนมปังโบดีนให้อยู่คู่ซาน ฟรานซิสโก เริ่มจากมีโลโกแบรนด์ของตนเอง มีการรับและส่งขนมปังไปตามสถานที่ต่างๆตามที่ลูกค้าต้องการ ถือเป็นการแตกหน่อธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก ทั้งนี้ขนมปังเปรี้ยว ยังคงไว้ซึ่งสูตรโบราณดั้งเดิม เหมือนเมื่อครั้งที่ตระกูล "Boudin" ดำเนินธุรกิจ ต่อมาในปี 1975 Lou Giraudo ลูกชายของ Papa Steve วาดฝันเปิดร้านอบขนมปังที่แสดงให้คนเห็นกระบวนการอบตั้งแต่เริ่มต้นจนออกมาจากเตา ณ Fisherman's Wharf ปัจจุบันเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ซานฟรานซิสโก ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

ในปี 1993 ธุรกิจ Boudin ตกไปอยู่ใน มือของบริษัท Specialty Foods จากอิลลิ- นอยส์ แต่ในปี 2002 ตระกูล "Giraudo" กับความร่วมมือของ Sharon Duvall ซึ่งเป็นบุตร บุญธรรมและพันธมิตรทางธุรกิจของ Papa Steve ก็สามารถซื้อธุรกิจกลับคืนมาได้สำเร็จ ด้วยเวลากว่า 30 ปี ฝันของ Lou Giraudo ผู้ช่วยบิดาของเขาแพ็กขนมปังตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เป็นจริงขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน จากการเปิด ตัวของอาคารเรือธง Boudin ขนาด 26,000 ตารางฟุต ในเขต Fisherman's Wharf ซึ่งภายในอาคารประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ และระเบียงที่นั่งทานอาหารนอกอาคาร

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ส่วนหลักที่คาดว่า จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมากคือ ส่วนของห้องอบขนมปังที่แสดงกระบวนการทำขนมปังเปรี้ยวรสชาติต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนอบเสร็จเรียบร้อย และส่วนของพิพิธภัณฑ์ความเป็นมาของขนมปังเปรี้ยว "Boudin" ที่อยู่คู่กับซานฟรานซิสโกมานานกว่าร้อยปี ปัจจุบัน Boudin มีกว่า 25 สาขาทั่วแคลิฟอร์เนียและซานฟรานซิสโกและเพิ่งจะเปิดสาขาแรกต่างรัฐที่เมือง Lombard รัฐอิลลินอยส์ ในปีหน้า Boudin และ Mother Dough จะมีอายุครบ 160 ปี หากใครมีโอกาสได้มาเที่ยวซานฟรานซิสโก อย่าลืมแวะเวียนไปที่ร้าน Boudin เพราะเป็นที่เชื่อกันว่า หากใครได้มาเยือนซานฟรานซิสโก แต่ไม่ได้ลิ้มชิมรสขนมปังเปรี้ยวของ Boudin ถือว่ายังมาไม่ถึงถิ่น   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us