| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ กรกฎาคม 2551
|
 |

หากเป็นเมื่อก่อน การนำเงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโตเกียว คงเป็นแค่เรื่องฝันเฟื่องของนักลงทุนไทย ทั้งๆ ที่เวลานั่งดูข่าวจากช่องบลูมเบิร์ก หรือซีเอ็นบีซี ก็ได้เห็นตัววิ่งของราคาหุ้นเหล่านี้เป็นแบบเรียลไทม์ ไม่ต่างจากตัวเลขของตลาดหุ้นไทย แต่หลังจากนี้ความผันเฟื่องเหล่านี้กำลังจะเป็นจริงแล้ว
เชื่อว่าหลายคนต้องเคยมีความคิดอยู่ในหัวเวลาที่ไปนั่งจิบกาแฟในร้านสตาร์บัคส์ และเห็นลูกค้าเข้ามาใช้บริการเต็มร้าน ว่าหากมีเงินออมอยู่สักก้อน น่าจะซื้อหุ้นของสตาร์บัคส์เก็บเข้าไว้ในพอร์ต
หรือเวลาที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างไม่ยอมหยุดในช่วงที่ผ่านมา ทุกคนคงต้องตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าจะลงทุนในหุ้นน้ำมัน ทำไมจึงถูกบีบให้ซื้อหุ้นได้แต่ของ ปตท. หรือ ปตท.สผ.เท่านั้น ทั้งที่อยาก ซื้อหุ้นของเอ็กซอน โมบิล หรือเชฟรอน ซึ่งเป็นผู้เล่นที่ใหญ่กว่าในอุตสาหกรรมนี้ แต่ว่ากลับทำไม่ได้
โอกาสที่ความคิดความสงสัยดังกล่าว กำลังจะได้รับการตอบสนอง กำลังจะมาถึงแล้ว
ปลายเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้ประกาศ อย่างเป็นทางการ อนุญาตให้นักลงทุนไทย สามารถนำเงินออกไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศโดยตรง หรือ offshore trading ได้ มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้แบงก์ชาติเปิดทางให้ลงทุนในออฟชอร์ เหตุผลแรก เงินสำรองภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในระดับล้านล้านบาท จากเดิมที่อยู่ในระดับแสนล้าน จาก การที่แบงก์ชาติตุนเงินดอลลาร์เก็บไว้ในพอร์ตเงินสำรองเป็นจำนวนมาก ดังนั้นภาครัฐมีความ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการระบายเงินดอลลาร์ที่มีอยู่ออกไป เพื่อควบคุมไม่ให้เงินบาทแข็งตัวจนผิดปกติ รวมไปถึงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่กำลังเพิ่ม สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างไรไม่หยุดหย่อน
ออฟชอร์จึงกลายเป็นช่องทางหนึ่ง เพื่อให้คนไทยนำเงินออกไปเล่นหุ้นในต่างประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเปิดโอกาสให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนออกไปลงทุนในรูปแบบของ FIF (Foreign Investment Fund) หรือการไปลงทุนในกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมาแล้วก็ตาม
แต่การลงทุนใน offshore และ FIF มีความแตกต่างกัน การลงทุนในเอฟไอเอฟ นักลงทุนจะต้องซื้อหน่วยลงทุน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเป็นดูแล ทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ในขณะที่ออฟชอร์ นักลงทุนสามารถ ลงทุนในหุ้นโดยตรง โดยเสียค่าธรรมเนียมให้กับโบรกเกอร์ที่ใช้บริการอยู่เพียงขั้นตอนเดียว และทำหน้าที่ซื้อขายได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง แต่นักลงทุนต้องบริหารเงินทุนด้วยตัวเอง
หากพิจารณาความเสี่ยงลงทุนในออฟชอร์มีความเสี่ยงมากกว่า!
เพราะนักลงทุนจะต้องตัดสินใจด้วยประสบการณ์ตัวเอง ในขณะที่เอฟไอเอฟจะเลือกลงทุนในหุ้นที่ไม่หวือหวามากเกินไป เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต้องบริหารเงินในกองทุนให้มีมูลค่าสูง และยังมีกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่ควบคุม
อย่างไรก็ดี ออฟชอร์ก็เป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนไทยในทศวรรษนี้ที่ต้องการแสวงหาตลาดใหม่ที่สามารถทำกำไร และออฟชอร์ก็มาถูกจังหวะ ถูกเวลาในช่วงนี้พอดิบพอดี
เพราะเมื่อไตร่ตรองพิจารณารอบด้าน แล้ว โดยเฉพาะหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถอยรูดมาอยู่ที่ 700 กว่าจุด ส่วน อัตราเงินเฟ้อตัวเลขทะยานขึ้นไป 7.6% สูงสุดในรอบ 10 ปี และยังมีสถานการณ์การเมืองช่วยซ้ำเติมให้เลวร้ายเข้าไปอีก
หนทางไปลงทุนในต่างประเทศน่าจะมี ความหวังมากกว่า
แม้ว่าออฟชอร์ในย่านเอเชียจะเกิดขึ้นมานานแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ที่ลงทุนออฟชอร์มาหลาย สิบปี แต่เพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซียก็เพิ่งเปิดให้บริการมา 2 ปี ส่วนของนักลงทุนไทยยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อเรียนรู้การลงทุนในต่างประเทศ แม้ว่านักลงทุนบางรายจะมีประสบการณ์เล่นหุ้นอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ตาม
การลงทุนในออฟชอร์ จะมีหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลเงินเข้าออก สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำหน้าที่ควบคุมบริการให้มีมาตรฐาน ออกกฎเกณฑ์การซื้อหุ้น ส่วนหน่วยงานสุดท้าย กรมสรรพากร จัดเก็บภาษีเงินได้
เงินลงทุนที่จะนำไปลงทุนในต่างประเทศอนุญาตให้ลงทุน 2 ส่วน ส่วนแรกบุคคลทั่วไป ไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโอนเงินครั้งแรกไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนบริษัทและองค์กร เงินลงทุนไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโอนเงินครั้งแรกไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ออฟชอร์กลายเป็นตลาดใหม่ของตลาดทุนในช่วงนี้ จนทำให้บรรยากาศของบริษัทหลักทรัพย์ 39 ราย เริ่มคึกคักขึ้นมาบ้าง หลังจากที่มีทางเลือกในปัจจุบันเปิดเฉพาะให้เล่นหุ้นของบริษัทในประเทศที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 400 กว่าแห่งเท่านั้น แต่จากนี้ไปนักลงทุนไทยสามารถไปเล่นหุ้นได้ทั่วโลกที่มีจำนวนหุ้นให้เล่นได้เป็นล้านหุ้น
|
|
 |
|
|