| |
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ กรกฎาคม 2551
|
 |

ผู้ส่งออกของเอเชียเคยช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจโลก แต่บัดนี้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นกำลังคุกคามการเติบโตที่มหัศจรรย์ของพวกเขา
เมื่อไม่นานมานี้ นักลงทุนเพิ่งชื่นชมเวียดนามว่าเป็น "China-killer" จากการที่เศรษฐกิจของเวียดนามมีพลวัตและเติบโตด้วยการส่งออก แต่ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เวียดนามกลับกลายเป็นประเทศในเอเชียที่ถูกมองว่า มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่เศรษฐกิจจะพังพินาศในปีนี้ ทันใดนั้นเองจากประเทศที่เคยเติบโตรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เศรษฐกิจเวียดนามกลับออกนอกลู่นอกทางในทันที ตลาดหุ้นเวียดนามร่วงลง 55% ในปีนี้ เงินเฟ้อพุ่งทะลุ 25% ในเดือนพฤษภาคมเกิดประท้วงขอขึ้นค่าแรงตามโรงงานต่างๆ และงบประมาณของประเทศต้องหมดไปกับการนำเข้าเชื้อเพลิงซึ่งราคาพุ่งสูงลิ่วในเดือนพฤษภาคม บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Standard & Poor และ Fitch ต่างลดระดับความน่าเชื่อถือของเวียดนามลง เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดความไร้เสถียรภาพทางการเงินในเวียดนาม Morgan Stanley เตือนว่าอาจเกิดภาวะการลดมูลค่าครั้งใหญ่ในเวียดนาม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สกุลเงินด่องที่อ่อนค่าลง และเตือนว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นในเวียดนามอาจแพร่ระบาดไปทั่วทั้งภูมิภาคได้ แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 1997-1998 เมื่อเกิดวิกฤตการเงินเอเชีย
เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เศรษฐกิจของเวียดนามเป็นเศรษฐกิจที่เติบโต ด้วยการส่งออก ต้องพึ่งพิงพลังงานที่นำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการ ใช้แรงงาน สูตรสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้จะใช้ ได้ดี ตราบใดที่ราคาพลังงานยังถูกและการบริโภคของชาวอเมริกันยังสูง แต่ขณะนี้ผู้บริโภคชาวตะวันตกใช้จ่ายน้อยลง ขณะที่ราคาน้ำมันและอาหารพุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดเงินเฟ้อระดับตัวเลขสองหลักไปทั่วเอเชีย ทุกอย่างจึงกำลังพลิกกลับ ชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวและเคยเป็นความหวังว่า จะสามารถสร้างการเติบโตที่พึ่งตนเองได้ให้แก่เอเชีย รวมทั้งช่วยค้ำจุนโลกได้ ในยามที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ช่วงขาลง กลับถูกปัญหาต่างๆ รุมเร้าอย่างหนัก ในขณะที่คนจนก็ถึงกับอยู่ในสภาพสิ้นหวัง ค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการซื้อน้ำมันราคาแพงแซงหน้ารายได้จาก การส่งออก และทำให้ดุลการค้าของประเทศในเอเชียพากันติดลบเป็นแถวผู้นำเวียดนามและประเทศอื่นๆ ในเอเชียยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ไม่สามารถจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือควบคุมปริมาณเงินในตลาด หรือ ปรับค่าเงินที่ผูกติดกับดอลลาร์ได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถขจัดผลกระทบที่เกิดจากเงินเฟ้อได้ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ชี้ว่า ผู้นำเอเชียได้แต่ตื่นตระหนก เห็นได้จากการที่รัฐบาลเวียดนามสั่งห้ามส่งออกข้าว และควบคุมราคาสินค้าภายในประเทศหลายอย่างในปีนี้ เวียดนามนับเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อในเอเชีย
ตั้งแต่เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย จนถึงปากีสถาน ผู้กำหนดนโยบาย ต่างกำลังทำผิดพลาดเหมือนๆ กัน ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่ยากที่สุดในรอบทศวรรษ นั่นคือปัญหาการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ แต่รัฐบาลเอเชียก็ยังคงไม่คิดจะนำนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลมาใช้ในการรับมือ กล่าวคือ ควบคุมนโยบายการเงินอย่าง เข้มงวด แต่กลับเลือกที่จะนำมาตรการเชิงบริหารมาใช้ เช่นการตั้งเพดานราคา โดยมีพื้นฐานอยู่บนตรรกที่ผิดพลาดว่า ราคาที่พุ่งสูงขึ้นในทุกวันนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว และกลัวว่าหากใช้มาตรการที่เกินเลย ไปอาจกระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งก็อ่อนแออยู่แล้วได้ อันเนื่องจากจากการที่ตะวันตกลดการบริโภคและเงื่อนไขทางการค้าที่เสื่อมทรามลง แต่ปัญหาก็คือแรงเหวี่ยงของเงินเฟ้อในครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษในเอเชีย และยังอาจเลยไปจนถึงปี 2009 แต่ธนาคารกลางเอเชียกลับยังคงนั่งอยู่เฉยๆ แทนที่จะรีบควบคุมเงินเฟ้อ นักเศรษฐศาสตร์จาก Barclays Capital ในสิงคโปร์ชี้ว่า นั่นคือการกระทำที่ผิดพลาดเหมือนกับที่สหรัฐฯ เคยผิดพลาดมาก่อนในช่วงทศวรรษ 1970 ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้เกิดคำว่า stagflation ขึ้นในพจนานุกรมศัพท์เศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งหมายถึงภาวะที่การเติบโตชะลอตัวพร้อมๆ ไปกับการที่ราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีหลักฐานจากข้อมูลเศรษฐกิจของเอเชียเองที่บ่งชี้ว่า ภาวะดังกล่าวอาจกำลังเกิดขึ้นในเอเชีย เช่นในเกาหลีใต้ซึ่งเป็นชาติอุตสาหกรรม อัตราเงินเฟ้อ อย่างเป็นทางการคือ 4.9% แต่รายได้ประชาชาติเติบโตเพียง 1.3% ส่วนในไทย ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 3 เท่าของปีที่แล้ว ขณะที่อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 2 เท่า แม้ว่าการเติบโตที่แท้จริงของทั้ง 2 ประเทศจะชะลอตัวลง ส่วนเงินเฟ้อในจีนและอินเดียเข้าใกล้ระดับ 10% เข้าไปทุกที ในขณะที่ เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศก็กำลังชะลอตัว โดยเศรษฐกิจในจีนเติบโตลดลงจาก 11.9 เหลือ 10% และอินเดียลดลงจาก 9 เหลือ 8%
ตัวเลขข้างต้นอาจดูไม่น่าตกใจเท่าใดนัก แต่นักเศรษฐศาสตร์เห็นพ้องกันว่า ตัวเลขทางการของชาติเอเชียให้ค่าเงินเฟ้อต่ำเกินจริง ขณะที่ให้ค่าการเติบโตสูงเกินจริง ทำให้เกิดภาพลวงตาว่า เอเชียยังคงสามารถรักษาการเติบโตที่สูงและติดตามดูแลระดับราคาที่เพิ่มสูงได้ดี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอินเดียยอมรับว่า ดัชนีเศรษฐกิจในอินเดีย และอีกหลายประเทศในภูมิภาค ให้ค่าเงินเฟ้อต่ำกว่าจริงไปมาก นั่นเป็นภาพลวงตาที่อันตราย ในอดีต นโยบายที่แกว่งตัวและการผันแปรของเงินเฟ้อได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากกว่าที่ควรจะเป็น หากไม่รีบจัดการปัญหานี้โดยเร็ว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นจะนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะผลักดันระดับ ราคาโดยรวมให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็ว ธนาคารกลางในเอเชียสามารถขจัดปัดเป่าปัญหาที่เกิดจากเงินเฟ้อได้ ด้วยการชิงลงมือควบคุมปริมาณเงินแต่เนิ่นๆ โดยผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในเอเชียยังคงต่ำหรือแม้กระทั่งติดลบ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมของธนาคารกลับเพิ่มสูงขึ้นมากในปีนี้ นักเศรษฐกิจจาก Moody ชี้ว่า นโยบายของธนาคารกลางในเอเชียมักเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ส่งออก แต่ถึงกระนั้น การส่งออกในเอเชียก็ยังชะลอตัวลง ในขณะที่ตัวเลขส่งออกอย่างเป็นทางการของจีนเพิ่มขึ้น 21.4% ในไตรมาสแรกของปีนี้เป็น 306,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัญหาคือจีนก็เช่นเดียวกับประเทศ อื่นๆ ในเอเชีย ที่นับมูลค่าส่งออกเป็นเงินดอลลาร์ซึ่งกำลังอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากวัดด้วยเงินยูโรหรือเงินเยนแล้ว (ทั้งยุโรปและญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดและอับดับ 3 ของจีนตามลำดับ) ยอดส่งออก ของจีนจะเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 4% เท่านั้นในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งแทบจะไม่มีผล ในการช่วยกอบกู้เศรษฐกิจโลกเลยแม้แต่น้อย
แต่ปัญหาที่แท้จริงของเอเชียอยู่ที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการต้อง จ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้นถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Lehman Brothers ชี้ว่า ยอดเกินดุลการค้าของจีนพุ่งสูงสุดในไตรมาสแรก แต่ถ้าหากไม่นับจีนกับญี่ปุ่น ประเทศที่เหลือในเอเชียต่างขาด ดุลการค้ากันถ้วนหน้า เนื่องจากต้องนำเข้าอาหารและเชื้อเพลิงที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การที่รัฐบาลเอเชีย อุดหนุนราคาทั้งราคาน้ำมันและอาหาร ในปีนี้ เวียดนามใช้จ่ายเงินไปแล้ว 38,000 ล้านดอลลาร์ กับการนำเข้าสินค้า ซึ่งมากกว่าที่ใช้จ่ายไปตลอดทั้งปี 2007 ทำให้ยอดขาดดุลการค้าของเวียดนามเพิ่มขึ้น 3 เท่า หากรัฐบาลเอเชียเลิกอุดหนุนราคาเมื่อใด โลกทั้งโลกก็จะเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากเงินเฟ้อ ในเอเชีย โดยผ่านทางราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่แพงขึ้น ประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตเร็ว ซึ่งเคยเป็นความหวังว่าจะช่วยค้ำจุนส่วนที่เหลือ ของโลก จะกลับกลายเป็นฉุดดึงเศรษฐกิจโลกให้ตกต่ำลงแทน ถ้าหากราคาอาหารและน้ำมันไม่ลดลงมากพอ หลายประเทศเอเชียรวมถึงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อาจต้องลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงถึง 4-5% ADB แนะนำว่า รัฐบาลเอเชียต้องยอมรับสภาพการเติบโตจะชะลอตัวในระยะสั้นและรีบควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบต่อผู้ส่งออกและ ชะลอการสร้างงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปัญหาเงินเฟ้อเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการจลาจลได้มาก กว่าปัญหาการว่างงาน เพราะประชาชนจะโทษรัฐบาลหากราคาสินค้าสูงขึ้น แต่หากพวกเขาถูกลอยแพ พวกเขาจะโทษบริษัทเท่านั้น หากปล่อยให้ภาวะ stagflation เกิดขึ้นในเอเชียจริงๆ เสียงกล่าวโทษคงจะดังไปทั่วและมากกว่านี้
เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
นิวสวีค 16 มิถุนายน 2551
|
|
 |
|
|