Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2551








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2551
ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงแย่กว่าที่คิด             
 


   
search resources

Economics




หลายเดือนมาแล้วที่สหรัฐฯ พยายามจะบอกว่าเศรษฐกิจของตนจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์

ครึ่งปีแรกของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จบลงอย่างไม่สวยงาม เมื่อกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า นายจ้างอเมริกันปลดพนักงาน 49,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งงานติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 และเป็นสัญญาณถึงเศรษฐกิจถดถอย ทันทีที่เปิดเผยตัวเลขดังกล่าว ดัชนี Dow Jones Industrial Average ก็ดิ่งลงทันที 394 จุด นับเป็นข่าวร้ายล่าสุดของข่าวร้ายต่างๆ ก่อนหน้านี้ ยอดขายรถยนต์ ภาคค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ลดลง 10.7% ในเดือนพฤษภาคม จากปีก่อนหน้า ส่วนราคาบ้านในไตรมาสแรก ของปีนี้ตกต่ำลง 14%

แต่ความหวังก็ยังคงมีอยู่ว่า ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะดีกว่าครึ่งปีแรก ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เมื่อเดือนพฤษภาคมของ Federal Reserve Bank of Philadelphia สาขาของธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่า นักเศรษฐศาสตร์เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในอัตรา 1.7% และ 1.8% ต่อปีในไตรมาส 3 และ 4 ตามลำดับ ส่วนนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า ยอดขายบ้านและราคาบ้านในสหรัฐฯ จะกระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ในขณะที่ Henry Paulson รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตเร็วขึ้นก่อนจะถึงสิ้นปีนี้

เหตุผลที่ทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังมองเศรษฐกิจของตนในแง่ดี เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กาง ตำราแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปแล้ว โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) ได้ลดอัตราดอกเบี้ย ลงอย่างมาก ทำให้อัตราดอกเบี้ย Federal Funds rate ลดลงจาก 5.25% เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วเหลือ เพียง 2% ในขณะนี้ ส่วนรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถจับมือกับรัฐสภาซึ่งพรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งมโหฬาร ซึ่งจะทำให้กระเป๋าของผู้บริโภคอเมริกันตุงด้วยเงินที่จะมาจาก การได้รับคืนภาษีเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

แต่ภาวะขาลงของเศรษฐกิจอเมริกันครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่เคยเกิดภาวะถดถอยนาน 8 เดือนเมื่อปี 2001 การแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับหนี้เสียมักจะใช้เวลานานกว่าปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นเสมอ ปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่กดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้ คือวิกฤติในตลาดบ้านและวิกฤติสินเชื่อ รวมทั้งราคาอาหารและพลังงาน ที่สูงขึ้น และปัญหาเหล่านี้ยังคงหนักหน่วงขึ้นแทนที่จะเบาบางลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ปัญหาของสหรัฐฯ ยังไม่หมดแค่นั้น ความฝืดเคืองของสินเชื่อและการที่สินค้าโภคภัณฑ์ในโลกมีราคาสูง กำลังจะลดประสิทธิผลของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งขับดันด้วยการใช้จ่ายของผู้บริโภค อาจไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่เคยทำได้ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001

มีอุปสรรคสำคัญ 2 อย่างที่ขัดขวางไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัว ในครึ่งปีหลังนี้และเป็นอุปสรรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เผชิญเศรษฐกิจ ถดถอยในปี 2001 อุปสรรคแรกเกิดภายในสหรัฐฯ เอง นั่นคือ ปัญหาการปล่อยสินเชื่อแบบไม่ยั้งคิดในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน ส่วนอุปสรรคที่สองเป็นปัญหาในระดับโลกซึ่งไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯ นั่นคือราคาที่เฟ้อของสินค้าโภคภัณฑ์ตั้งแต่น้ำมัน อาหารจนถึงเหล็ก ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่สร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ให้แก่สหรัฐฯ และยังลดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอเมริกันในเดือนพฤษภาคมตกฮวบลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เหมือนกับที่เคยใช้ในปี 2001 กล่าวคือ การให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างมาก และการคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชน แต่อาการของปัญหาเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญในทุกวันนี้กลับแตกต่างออกไปในปี 2001 การแตกของฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยี และการตกต่ำของการลงทุนในธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่ำแย่ก็จริง แต่แม้ว่าจะมีการปลดพนักงาน ถึง 3 ล้านตำแหน่งในระหว่างปี 2001-2003 แต่ผู้บริโภคอเมริกันยังคงสามารถประคองตัวเองให้รอดพ้นช่วงขาลงนั้นมาได้ เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวลงอย่างมากในครั้งนั้น ได้ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ในคราวนี้กลับตรงกันข้าม ในขณะที่ธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งออก ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับถูกฉุดดึงโดยผู้บริโภคที่ลดการใช้จ่ายและตลาดบ้านที่ตกต่ำ

ความยุ่งยากของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวันนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ปีที่แล้ว ด้วยปัญหาหนี้เสียในตลาดบ้าน สมาคม Mortgage Bankers Association ออกรายงานประจำไตรมาสเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า ลูกหนี้สินเชื่อ บ้านที่ชำระหนี้ล่าช้ามีสัดส่วน 6.35% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ สมาคมฯ เริ่มเก็บตัวเลขดังกล่าวตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา และปัญหาการ ชำระหนี้ล่าช้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เรียกว่า ตลาด subprime เท่านั้น ในไตรมาสแรกของปีนี้ 36% ของบ้านที่ถูกยึด เป็นลูกหนี้ชั้นดีในแคลิฟอร์เนีย Moody's ชี้ว่า ความตกต่ำของราคาบ้าน ทำให้ความมั่งคั่งของครัวเรือนชาวอเมริกันลดต่ำลงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาบ้านที่ตกต่ำยังทำลายแหล่งสำคัญที่สนับสนุนการใช้จ่าย ของผู้บริโภค ชาวอเมริกันซึ่งนิยมกู้เงินโดยมีบ้านเป็นหลักประกันที่เรียกว่า สินเชื่อแบบ home equity เพื่อนำเงินไปซื้อรถหรือไปท่องเที่ยว กำลังรู้สึกสูญเสีย ส่วนธนาคารต่างก็พยายามจะปลดเปลื้องตัวเองให้หลุดพ้นจากธุรกิจปล่อยสินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน

แม้จะพยายามอ้างซ้ำๆ ว่า สามารถจำกัดความเสียหายที่เกิดจาก วิกฤติหนี้เสียในตลาดสินเชื่อบ้านได้แล้ว แต่บรรดาธนาคารที่เคยปล่อยกู้สินเชื่อบ้านแบบไม่ยั้งคิดจนเกิดปัญหา ยังคงกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดซากแห่งความเสียหายอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่จะแก้ปัญหาเก่าได้ บรรดาธนาคารทั้งหลายก็กำลังหันไปปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจและบริษัท private equity อย่างเกินพอดี ระบบการเงินสหรัฐฯ ที่ยังคงบอบช้ำไม่หายจากวิกฤติในตลาดบ้าน และเพิ่งระดมเงินหลายหมื่นล้าน ดอลลาร์มาได้อย่างลำบากยากเย็นจากนักลงทุนรายใหม่ๆ เพื่อนำมาปิดงบดุล จึงอาจจะต้องพบกับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นไปอีกจากฟองสบู่สินเชื่อแตกครั้งใหม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนานนับปี เหยื่อรายล่าสุดคือ CEO G. Thompson Kennedy แห่ง Wachovia ซึ่งถูกไล่ออกหลังจากธนาคารที่มีฐานอยู่ในรัฐ North Carolina แห่งนี้ประสบปัญหาขาดทุนขนาดหนัก นอกจากนี้ยังมีปัญหาต่อไปที่กำลังจ่อ คิวจะกระหน่ำระบบการเงินของสหรัฐฯ อีก นั่นก็คือปัญหาหนี้สูญบัตรเครดิต และปัญหาหนี้ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจ หลังจากที่ระบบการเงินของสหรัฐฯ สงบสุขมาตั้งแต่ปี 2004-07 โดยไม่มีธนาคารใดล้มแม้แต่รายเดียว แต่เพียงครึ่งปี ที่ผ่านมา ธนาคารในสหรัฐฯ ล้มไปแล้ว 4 แห่ง และเป็นไปได้ว่า หากจะมีการล้มอีกในอนาคต ก็อาจเป็นสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคย ล้มไปแล้ว

ระบบการเงินจะต้องทำหน้าที่เป็นท่อที่ส่งต่ออัตราดอกเบี้ยต่ำจาก Fed ไปถึงผู้บริโภค เมื่อธนาคารกู้ยืมเงินจาก Fed แล้ว จะต้องส่งต่อต้นทุนการเงินที่ต่ำนั้น ไปให้แก่ลูกค้าและตลาด โดยรวม แต่ในวันนี้ธนาคารในสหรัฐฯ กลับทำตัว เหมือนเป็นฟองน้ำแห้งๆ ที่พร้อมจะดูดซับสภาพ คล่องที่ไหลมาจาก Fed แล้วนำไปปรับปรุงงบดุล หรือชดเชยผลขาดทุนของธนาคารเอง แทนที่จะปล่อยเงินสดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รายงานของ Fed ระบุว่าในเดือนเมษายน ธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ 55% ได้เพิ่มความเข้มงวดในมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเพื่อการค้า ขณะที่เดือนมกราคม มีธนาคารเพียง 30% ที่ทำเช่นนั้น และนอกจากธุรกิจจะไม่สามารถขอสินเชื่อได้แล้ว ผู้บริโภคก็ยังไม่อาจจะขอสินเชื่อได้ง่ายนักในทุกวันนี้ แม้กระทั่งในตลาดลูกค้าชั้นดี ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เงินสดจาก Fed ไม่ได้ หมุนเวียนเข้าสู่เส้นเลือดทางทางธุรกิจจริงๆ บริษัทข้อมูลสินเชื่อบ้าน HSH ยังพบว่า อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านที่มีเงินต้นต่ำกว่า 417,000 ดอลลาร์และมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน 30 ปี ลดลงเพียง เล็กน้อยเท่านั้น นับตั้งแต่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยลดลงจาก 6.4% ในเดือนกันยายนปีที่แล้วเหลือ 6.17% ในเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านที่เงินต้นสูงกว่านั้นยิ่งไม่มีการขยับลดลงเลย ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ Ben Bernanke ประธาน Fed เพิ่งระบุว่า Fed คงจะไม่ลดดอกเบี้ยอีกแล้ว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกว่ายังคงอยู่ในระดับสูงเช่นกัน

ปกติแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 9-12 เดือน การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงจะเห็นผล ตรงกันข้าม การคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชนโดยตรงมักจะเห็นผลเร็วกว่า ผู้ค้าปลีกบางรายรายงานว่าธุรกิจเริ่มกระเตื้อง ขึ้นจากนโยบายการคืนภาษี แต่สินค้าที่ผู้บริโภคนำเงินภาษีคืนที่ได้ไปซื้อนั้น มีแต่สิ่งของจำเป็นเท่านั้น โดยไม่มีสินค้าฟุ่มเฟือยหรือการไปท่องเที่ยวเลย ด้วยเหตุนี้ยอดขาย ของ WalMart และ Costco จึงเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่ยอดขายของ Kohl's กับ Nordstrom กลับลดลง นักเศรษฐศาสตร์ที่ Merrill Lynch ชี้ว่า เงินภาษีที่ชาวอเมริกันได้รับคืนมาส่วนใหญ่คงจะหมดไปกับราคาอาหาร และน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น ทั้งนี้ เงินภาษีที่รัฐบาลจะคืนให้แก่ชาวอเมริกันในปีนี้ทั้งหมดจะมีจำนวน 120,000 ล้านดอลลาร์ ผลการศึกษาชี้ว่า 40% ของเงินจำนวนนี้หรือประมาณ 48,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกใช้จ่ายไปในเวลาอันสั้น ส่วนเงินที่เหลือจะถูกเก็บออมไว้หรือเก็บไว้ใช้ทีหลัง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ราคา เชื้อเพลิงที่แพงขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้น 40% ในปีนี้ กำลังดูดเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสออกจากกระแสเงินสดของครัวเรือนอเมริกัน ส่วนราคา อาหารที่แพงขึ้น 9% ต่อปี ก็กำลังดูดเงินออกจากกระเป๋าของชาวอเมริกันไปอีก 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส ดังนั้น แทนที่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยผ่านการคืนเงินภาษีจะทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง กลับกลายเป็นว่าเงินส่วนใหญ่จะหมดไป กับราคาอาหารและน้ำมันที่แพงขึ้น

อดีตครูใหญ่ปลดเกษียณแล้วคนหนึ่งเล่าว่า ปีที่แล้วได้ตัดสินใจเปลี่ยนรถจาก Toyota Rav 4 SUV ไปเป็น Prius แต่เงินที่ประหยัดได้นั้นกลับต้องหมดไปกับราคาอาหาร ที่สูงขึ้น 2 เท่าขึ้นไป จนทำให้ต้องเปลี่ยนมาทำอาหารเองที่บ้าน และรับประทานอาหารที่บ้านบ่อยขึ้น เพราะภัตตาคารก็ขึ้นราคาอาหารเช่นกัน

ในขณะที่วิกฤติตลาดบ้านและวิกฤติสินเชื่อในสหรัฐฯ มีสาเหตุจากปัญหาภายใน แต่ราคาน้ำมันและอาหารที่แพงขึ้นนั้นเป็นปัญหานอกสหรัฐฯ ในอดีตหรืออย่างน้อยก็ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เพียงแค่สหรัฐฯ จาม โลกทั้งโลกก็อาจเป็นหวัดได้ ถ้าหากชาวอเมริกันใช้น้ำมันมากขึ้น ราคาน้ำมันก็จะแพงขึ้น ถ้าพวกเขาใช้น้ำมันน้อยลง ราคาน้ำมันก็จะลดลง Bob Lutz รองประธาน GM ชี้ว่า ปกติแล้วราคาน้ำมันจะเป็นสิ่งแรกที่จะเกิดปฏิกิริยาทันที เมื่อเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ชะลอตัว ในอดีตที่ผ่านมา แทบจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะยอมเชื่อเลยว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงได้ ถ้าหากชาวอเมริกันลดการใช้น้ำมันลง

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ราคาโภคภัณฑ์สูงขึ้นในขณะนี้ ตั้งแต่ ค่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงจนถึงการเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่สาเหตุที่เป็นรากเหง้าซึ่งทำให้คนอเมริกันต้องซื้อน้ำมันราคาแพง 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และสเต็กในราคา 20 ดอลลาร์ต่อปอนด์นั้น เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและอำนาจที่ลดลงของสหรัฐฯ ในการประชุม World Economic Forum ที่ Davos เมื่อต้นปีนี้มีการพูดกันถึงการเกิด decoupling ซึ่งหมายถึงการที่อินเดียและจีนจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงไว้ได้ต่อไป แม้ว่าสหรัฐฯ อาจจะอ่อนแอลงก็ตาม และเพียง 5 เดือนหลังจากนั้น เศรษฐกิจโลกก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นการ decouple อย่างรวดเร็วกว่าที่คาด Robert Rubin อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า โลกกำลังเติบโตโดย ปราศจากสหรัฐฯ และจีนกับอินเดียต่างสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยอาศัยเพียงความต้องการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วที่ทั้ง 2 ประเทศนั้นจะสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ต่อไป ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังประสบกับความลำบาก Mohamed El-Erianco-CEO ของกองทุนรวมพันธบัตรยักษ์ใหญ่ PIMCO ชี้ว่า ผู้ผลิตสินค้า โภคภัณฑ์กำลังมีความสุขกับราคาที่สูงขึ้น และโลกกำลังกลับตาลปัตร ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ทำให้พวกเขาสามารถ รับมือกับราคาอาหารที่สูงขึ้นได้ ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงต้องเก็บกวาดปัญหาในระบบการเงินของตัวเองให้เข้าที่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้มีคนอยู่ดีกินดี มีไฟฟ้าใช้และมีรถขับเพิ่มมากขึ้น และยิ่งทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาวะที่สหรัฐฯ กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ยังไม่เข้าใกล้ ภาวะที่เรียกว่า stagflation แต่อย่างใด ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 3% ต่อปี เทียบกับที่เคยเพิ่มขึ้นถึง 13% ในปี 1979 แต่ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมากก็ยังคงทำให้สหรัฐฯ รู้สึกช็อก บริษัท Dow Chemical เพิ่งประกาศจะขึ้นราคาสินค้าของตน 20% เพื่อชดเชยต้นทุน ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น การเริ่มตระหนักในความจริงที่ว่า สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจ ควบคุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่ง ของความรู้สึกไม่สบายใจและวิกฤติความเชื่อมั่นที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ ถ้าทศวรรษ 1990 นับเป็นทศวรรษของสหรัฐฯ นิวยอร์ก และ Silicon Valley ทศวรรษที่กำลังจะสิ้นสุดลงนี้ก็ดูเหมือน จะเป็นของจีนและรัสเซีย และดูไบและมุมไบ ที่แย่ไปกว่านั้นสำหรับสหรัฐฯ คือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากสถานการณ์ใหม่นี้ บางคน คือศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐฯ เช่น Hugo Chavez ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า 71% เห็นด้วยคำกล่าวที่ว่า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่อาจกลับมาแข็งแกร่งได้อีกเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา หรืออย่างน้อยก็ในอีกหลายปีข้างหน้า

ครั้งสุดท้ายที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอเมริกันเคยตกต่ำถึงขนาดนี้เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 1992 หรือเพียง 1 เดือนก่อนที่จะมีการ เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และครั้งนั้นอดีตประธานาธิบดี George H.W. Bush บิดาของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้รับคะแนนเสียงเพียง 37% ของคะแนน popular vote ซึ่งนับเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในประวัติ ศาสตร์ เท่าที่ประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งและลงเลือกตั้งสมัยที่ 2 จะเคยได้รับมา นักวิชาการจากสถาบัน Brookings Institute ชี้ว่าเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุดเสมอในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะถือเสมือนเป็นการลงประชามติต่อพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาล ผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ของสถานีโทรทัศน์ CBS News พบว่า ชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด (34%) และมากกว่า เรื่องราคาน้ำมัน (16%) และอิรัก (15%) รวมกัน Ray Fair นักเศรษฐศาสตร์จาก Yale ได้สร้างสูตรที่สามารถใช้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจบางตัวบอกล่วงหน้าถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี สูตรดังกล่าวสามารถสรุปอย่างคร่าวๆ ว่า หากมีข่าวดีมากๆ เกี่ยวกับการเติบโตและเงินเฟ้อในช่วงฤดูกาลเลือกตั้งประธานาธิบดี พรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลอยู่จะได้เปรียบ แต่เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ในระดับต่ำและเงินเฟ้ออยู่ John McCain จากพรรครีพับลิกันก็จะได้คะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้เพียง 44% อย่างไรก็ตาม สูตรนี้เคยผิดพลาดมาแล้วในปี 1992 แม้สภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้อาจจะเข้าข้าง Barack Obama จากเดโมแครต ในขณะที่ McCain กำลังดิ้นรนเพื่อทำตัวเองให้ออกห่างจากรัฐบาลปัจจุบันให้มากๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ McCain เต็มใจ รับมรดกมาจากรัฐบาล Bush ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญมากที่สุดในนโยบายเศรษฐกิจของ Bush นั่นคือ การลดภาษี นโยบายเศรษฐกิจของ Obama คือการลดภาษีให้ชนชั้นกลาง และสร้างงานใหม่ในภาค สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ส่วน McCain เป็นการยกเลิกกฎหมายภาษี Alternative Minimum Tax และขยายการค้าเสรี (เคยเป็นนโยบายที่ทำให้ผู้สมัครประธานาธิบดีชนะเลือกตั้งมาแล้ว ในยุคที่การส่งออกรุ่งเรือง) และการทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลวร้ายลงไปกว่านี้ ถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเป็น 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการว่างงานเพิ่มมากขึ้น การหาเสียงของผู้สมัครทั้ง 2 คนก็อาจจะเปลี่ยนจุดเน้นไป โดยนโยบายเกี่ยวกับภาษีและการใช้จ่าย การรักษาพยาบาลและบำนาญจะสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางบรรยากาศที่วิกฤติจะทำให้ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งสองต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในเศรษฐกิจโลก และการที่สหรัฐฯ จะสามารถฟื้นความเป็นผู้นำทางการเงินในโลกกลับคืนมาได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครพูดถึงอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมืดมนไปเสียหมด มีธุรกิจหลายอย่างที่ไปได้ดีกับค่าเงินดอลล์ที่อ่อน โดยได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศอื่นๆ มีการเติบโตที่ดี ภาคธุรกิจเหล่านี้ได้แก่ภาคไฮเทค สินค้าทุน เคมีภัณฑ์กับสินค้าที่เป็นวัตถุดิบอื่นๆ และเครื่องบิน เจ้าของธุรกิจประมูลขายเรือยอชต์ที่ยึดคืนจากผู้ซื้อที่ไม่มีความสามารถชำระเงินเล่าว่า ต้องเพิ่มพนักงานถึงสองเท่าเป็น 78 คน จึงจะสามารถรับมือกับเรือยอชต์ที่ได้มา 120 ลำต่อเดือน

แต่ดัชนีเศรษฐกิจที่จะเป็นสัญญาณบ่งชี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะต้องเป็นดัชนี เศรษฐกิจตัวหลักและหนึ่งในนั้นก็คือตลาดบ้าน อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ไม่จำเป็นที่ตลาดบ้านของสหรัฐฯ จะต้องหวนกลับไปสู่ยุคฟองสบู่อีกครั้ง ขอแค่ความตกต่ำยุติลงก็เพียงพอ หากระดับของบ้านที่รอขายลดลงก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนั้นก็ควรจับตาดูรายงานประจำสัปดาห์เกี่ยวกับการยื่นขอ สวัสดิการว่างงาน ยอดขายของเชนร้านค้าปลีก และการขอสินเชื่อบ้าน ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่สามารถจะบ่งบอกแต่เนิ่นๆ เกี่ยวกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคในสหรัฐฯ ในเมื่อราคาน้ำมันและอาหารที่พุ่งสูงสามารถลดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ ในทำนอง เดียวกัน หากตลาดโภคภัณฑ์ตกต่ำลงก็จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอเมริกันได้ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนความเชื่อมั่นของ ชาวอเมริกันคงจะไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็วนัก หลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่งพุ่งพรวดเกือบ 11 ดอลลาร์ ภายในวันเดียวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งเป็น การเพิ่มขึ้นภายในวันเดียวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ อีกครั้งถึงเกือบ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
นิวสวีค 16 มิถุนายน 2551   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us