|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
ยัมฯปลื้มครึ่งปีแรกยอดขายโตรวม 16% เผยแบรนด์เคเอฟซีโตกระฉูด โดยเฉพาะช่องทางดีลิเวอรี่พุ่งถึง 27% วางเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากดีลิเวอรี่ 20% รับยุคน้ำมันแพงคนสั่งซื้อผ่านดีลิเวอรี่มากขึ้น เล็งเปิดตัวเมนูมากขึ้นรับดีลิเวอรี่ ยันยังไม่ปรับราคา พร้อมเปิดบริการถึง ตี 2 รับเทศกาลดูบอลยูโร ครึ่งปีหลังอัดงบลงทุนและตลาดอีกกว่า 600 ล้านบาท
นายศรัณย์ สมุทรโคจร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 นี้ ผลประกอบการโดยรวมของยัม เติบโตขึ้น 16% โดยในส่วนของเคเอฟซี มียอดขายเติบโต 16% เช่นกัน โดยมาจากสาขาเก่า 7% และมาจากสาขาใหม่ 10% ซึ่งตั้งแต่ต้นปีเปิดเคเอฟซีแล้ว 19 สาขา และจากนี้จะเปิดอีก มากกว่า 20 สาขา
ขณะที่ การเติบโตของธุรกิจดีลิเวอรี่หรือจัดส่งถึงบ้านนั้นมีมากประมาณ 27% ส่วนในต่างจังหวัดโตถึง 50% เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตลอดส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่สั่งอาหารดีลิเวอรี่มากขึ้น ส่วนปริมาณความถี่ของลูกค้าในการเข้ารับประทานในร้านนั้นกลับลดน้อยลงจากเดิม 3 เดือนประมาณ 5 ครั้ง โดยค่าใช้จ่ายต่อบิลของดีลิเวอรี่สูงกว่าด้วยเฉลี่ย 300 บาทต่อบิล ส่วนค่าใช้จ่ายในการทานในร้านอยู่ที่ 130 บาทต่อบิล ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ที่มาจากดีลิเวอรี่ขณะนี้อยู่ที่ 15% แล้ว และมีเป้าหมายที่จะไปให้ได้ถึง 20% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากนั่งทานในร้านจะทำให้อยู่ที่ 80% ในอนาคต นอกจากนั้นแล้วการเติบโตยังมาจากลูกค้าเก่าๆเป็นหลัก
นายศรัณย์กล่าวต่อถึงสถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นว่า ขณะนี้บริษัทฯยังไม่มีนโยบายในการปรับราคา เพราะยังสามารถรับภาระได้อยู่ ซึ่งหากปรับราคาตอนนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้ ซึ่งเคเอฟซีเคยปรับราคาล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้วประมาณ 3% ขณะที่พิซซ่าฮัทปรับราคาล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ประมาณ 3%
“ในส่วนของเรื่องการบริการดีลิเวอรี่หรือจัดส่งถึงบ้านนั้น เราจะไม่มีการปรับราคาขึ้นแน่นอน ค่าบริการจัดส่งยังอยู่ที่ 20 บาทต่อออร์เดอร์เหมือนเดิม อีกทั้งยังเพิ่มบริการดีลิเวอรี่จากเดิมถึงเที่ยงคืน เป็นถึงตี 2 ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรอีกด้วย เพื่อรองรับผู้ที่ชมฟุตบอลในช่วงกลางคืน” นายศรัณย์กล่าว
ทั้งนี้บริษัทฯได้เน้นการปรับระบบการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน ส่วนปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เช่น ราคาน้ำมันก็จะเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งถ้าบริษัทฯยังแบกรับภาระได้ก็จะรับต่อไป แต่ถ้าหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงถึง 50-60 บาทต่อลิตรแล้วคงจะต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับกลยุทธ์การตลาดจากนี้ เคเอฟซีจะพยายามที่ทำเมนูหรือจัดชุดอาหาร ที่ออกมาใหม่ให้สามารถทำจัดส่งได้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะเครื่องเคียงต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา เช่น เฟร้นช์ฟรายด์ นั้นไม่ค่อยนิยมทำดีลิเวอรี่เพราะจะไม่สด และจะมีการพัฒนาเมนูใหม่ๆตลอด ซึ่งล่าสุด ข้าวผัดไก่ทอด ก็ได้รับการตอบรับที่ดีก็จะบรรจุเป็นเมนูถาวร
สำหรับงบประมาณการลงทุนเปิดสาขาใหม่ในครึ่งปีหลังนี้ จะใช้รวมกันประมาณ 400 ล้านบาท เปิดเคเอฟซีอีกประมาณ 20 สาขา และร้านพิซซ่าฮัทอีกประมาณ 10 สาขา จากครึ่งปีแรกเปิดเพียง 2 สาขาเท่านั้น ส่วนงบการตลาดนั้น เคเอฟซีจะใช้ประมาณ 150 ล้านบาท ส่วนพิซซ่าฮัทใช้ประมาณ 45 ล้านบาท ซึ่งรวมแล้วทั้งปีทั้งสองแบรนด์ลงทุนรวมกันกว่า 1,200 ล้านบาท (แบ่งเป็นยัม 70% และเครือเซ็นทรัล 30%)
โดยแนวทางการขยายสาขาใหม่ๆของเคเอฟซีนั้น จะเจาะเข้าไปตามต่างจังหวัดมากขึ้นในระดับลงรากลึกถึงตัวอำเภอ ซึ่งปัจจุบันมีรวมมากกว่า 327 สาขาแล้วครอบคลุมมากกว่า 60 จังหวัด ส่วนพิซซ่าฮัทนั้นมีประมาณ 78 สาขา
|
|
 |
|
|