Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์19 พฤษภาคม 2551
เศรษฐกิจหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนโตเคจีไอ คาดตลาดหุ้นไทยอาจได้ขี่กระทิง             
 


   
www resources

โฮมเพจ เคจีไอ (ประเทศไทย)

   
search resources

เคจีไอ (ประเทศไทย), บล.
Funds




เคจีไอ มองเศรษฐไทยฝ่าปัญหาสารพัดความเสี่ยงทั้งในและนอก พฤษภา เดือนชี้ชะตาเงินนอกไหลเข้าช้อนหุ้นไทย ภายใต้เงื่อนไข จีดีพีโตมากกว่า 4.8% แนะคาถาลงทุน 3 ข้อ เลือกกลุ่มเลือกหุ้น-เน้นพื้นฐาน-คำนึงถึงความเสี่ยง ให้นำหนักกลุ่ม พลังงาน, แบงก์ , อสังหา ตัวนำตลาด

อดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เคจีไอ กล่าวว่า ทิศทางเงื่อนไขของตลาดทุนไทยต่อจากนี้จนถึงสิ้นปีจะขึ้นอยู่กับปัจจัยความเสี่ยงจากภายในและความเสี่ยงจากภายนอก

ปัจจัยความเสี่ยงจากภายใน ประกอบด้วยด้านมหภาค อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ส่งผลให้อำนาจการซื้อลดลง คาดว่าหากมีสภาพเช่นนี้ต่อเนื่อง ไม่เกิน 18 เดือนเศรษฐกิจก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอย, มีการลดภาษีทำให้งบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่วนด้านจุลภาค การที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อกลุ่มคนรากหญ้า ขณะที่ภาคเอกชนก็จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดและเติบโตด้วยตัวเองต่อไปหลังจากที่ได้เผชิญช่วงวิกฤตมาแล้ว

ด้านความเสี่ยงจากภายนอก ประกอบด้วย การอ่อนกำลังของเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรป , การปรับฐานของเศรษฐกิจจีนรวมถึงการฟื้นตัวของญี่ปุ่น, ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง และ เงินทุนไหลเข้ามายังตลาดรองจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองว่า หากสัญญาณ GDP ของไทยในปีนี้เติบโตมากกว่า 4.8% ก็จะมีเงินทุนไหลเข้า แต่หากเห็นว่าน้อยกว่า 4.8% ก็จะมีเงินทุนไหลออก

"พฤษภาคมคือเดือนที่มีความสำคัญในการประเมินว่าเงินจะไหลออกหรือไหลเข้า ถ้าเดือนนี้ต่างชาติซื้อสุทธิ โอกาสที่ต่อจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีจะเป็นสถานะซื้อสุทธิก็มีสูง "

ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนหุ้นในปี 2551 นี้มี 3 ข้อคือ เลือกกลุ่ม-เลือกหุ้น, เน้นหุ้นพื้นฐาน และ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงก่อน

รักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้จัดการเศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.เคจีไอ เสริมว่า จากความต้องการที่สะสมไว้ในปีที่ผ่านๆมาทำให้ในปีนี้แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะสูงแต่การบริโภคก็มีการเริ่งตัวขึ้นเช่นเดียวกัน จึงทำให้ GDP ของไทยในปีนี้น่าจะโตได้ถึง 5% ซึ่งมากกว่า 4.8% ในปีที่ผ่านมา ส่งผลถึงกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยจะเติบสูงถึง 19.3% มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยจึงมีการเปลี่ยนจาก สัญญาณเชิงระมัดระวัง เป็นสัญญาณเชิงบวก มองว่า การบริโภคภายใน, การลงทุน และ การใช้จ่ายภาครัฐ จะเดินหน้าได้ค่อนข้างดีที่ในปีนี้ ส่วนการค้าขายกับต่างประเทศคาดว่า การส่งออกจะมีตัวเลขที่แผ่วลง แต่การนำเข้าจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลถึงแนวโน้มค่าเงินบาทที่จะแข็งขึ้นในระดับช้าลงเรื่อยๆเพราะผลจากการขาดดุลที่มากขึ้น

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นจากที่เคยอยู่ระดับที่ 72จุด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มว่าต่อจากนี้จะขึ้นได้อีกยาวเพราะ จากการศึกษาพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของไทยมักไม่ได้แปรผันตามเงินเฟ้อหรือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย แต่จะผูกกับปัจจัยการเมืองเป็นหลัก

ในส่วนของตลาดหุ้นประเมินว่า กลุ่มพลังงานซึ่งมีสัดส่วนการทำกำไรมากกว่า 39% ก็ยังจะเป็นตัวผลักให้ดัชนีขึ้นได้อย่างชัดเจนต่อไป โดยตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาต่างชาติมียอดขายสุทธิไปแล้วราว 1.2 หมื่นล้านบาท ทำใหเมองว่าแรงขายหนักๆของต่างชาติน่าจะจบไปแล้วและน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในไม่ช้า ภายใต้การคาดการณ์มุมมองเศรษฐกิจที่เป็นบวกและ บริษัทจดทะเบียนมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น

โดยหุ้นที่น่าลงทุนมองว่าเป็นกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและปัจจุบันราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ประเมินกำไรสุทธิของกลุ่มว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 7.5% รวมทั้งกลุ่มธนาคารซึ่งปีนี้จะมีกำไรสุทธิกลับคืนหลังจากที่มีการกันสำรองอย่างมากในปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะโตต่อเนื่องในปี 2552 ได้อีก 15.1%

ดังนั้น บลจ.เคจีไอ จึง แนะนำสะสมเพิ่มในหุ้น บมจ.ปตท(PTT), บมจ.ปตท.สำรวจและผลิต(PTTEP),บมจ.ไทยออยล์(TOP) และสำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร แนะนำ ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB), ธนาคารกสิกรไทย(KBANK), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)

นอกจากนั้นยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มากกว่าตลาด จากการคาดการณ์ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นช่วยเสริมความมั่นใจของผู้บริโภคในภาพรวม ปัจจัยนี้บวกกับมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทำให้ตลาดคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของความต้องการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงแนะนำหุ้น บมจ.เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP), บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH)

ประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2551 ไม่ควรปิดต่ำกว่า 888 จุด โดยกรอบสูงสุดอยู่ที่ 1,020 จุด และต่ำสุดที่ 750 จุด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศเติบโตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ดัชนีปีนี้ อาจจะปิดต่ำว่า 888 จุด เช่น กำไรสุทธิของตลาดรวมโตต่ำกว่า 19.3% ,มีปัจจัยลบด้านการเมือง เช่นมีเหตุการณ์การเมืองนอกรัฐสภาซึ่งคาดว่าจะมีแรงกดดันจากการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองในช่วงไตรมาสที่ 3 และ ไตรมาสที่ 4 ,การถดถอยของเศรษฐกิจอเมริกาแย่กว่าที่คาด ,การก่อการร้าย ,โรคระบาด หรือ ภัยธรรมชาติ แต่ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นกรอบขาขึ้นมากกว่ากรอบขาลง

"สำหรับมุมมองของต่างชาติต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 ที่มีการเลือกตั้ง ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าต่างชาติน่าจะยอมรับได้"   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us