เคจีไอ มองเศรษฐไทยฝ่าปัญหาสารพัดความเสี่ยงทั้งในและนอก พฤษภา เดือนชี้ชะตาเงินนอกไหลเข้าช้อนหุ้นไทย ภายใต้เงื่อนไข จีดีพีโตมากกว่า 4.8% แนะคาถาลงทุน 3 ข้อ เลือกกลุ่มเลือกหุ้น-เน้นพื้นฐาน-คำนึงถึงความเสี่ยง ให้นำหนักกลุ่ม พลังงาน, แบงก์ , อสังหา ตัวนำตลาด
อดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เคจีไอ กล่าวว่า ทิศทางเงื่อนไขของตลาดทุนไทยต่อจากนี้จนถึงสิ้นปีจะขึ้นอยู่กับปัจจัยความเสี่ยงจากภายในและความเสี่ยงจากภายนอก
ปัจจัยความเสี่ยงจากภายใน ประกอบด้วยด้านมหภาค อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ส่งผลให้อำนาจการซื้อลดลง คาดว่าหากมีสภาพเช่นนี้ต่อเนื่อง ไม่เกิน 18 เดือนเศรษฐกิจก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอย, มีการลดภาษีทำให้งบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่วนด้านจุลภาค การที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อกลุ่มคนรากหญ้า ขณะที่ภาคเอกชนก็จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดและเติบโตด้วยตัวเองต่อไปหลังจากที่ได้เผชิญช่วงวิกฤตมาแล้ว
ด้านความเสี่ยงจากภายนอก ประกอบด้วย การอ่อนกำลังของเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรป , การปรับฐานของเศรษฐกิจจีนรวมถึงการฟื้นตัวของญี่ปุ่น, ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง และ เงินทุนไหลเข้ามายังตลาดรองจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองว่า หากสัญญาณ GDP ของไทยในปีนี้เติบโตมากกว่า 4.8% ก็จะมีเงินทุนไหลเข้า แต่หากเห็นว่าน้อยกว่า 4.8% ก็จะมีเงินทุนไหลออก
"พฤษภาคมคือเดือนที่มีความสำคัญในการประเมินว่าเงินจะไหลออกหรือไหลเข้า ถ้าเดือนนี้ต่างชาติซื้อสุทธิ โอกาสที่ต่อจากนี้ไปจนถึงสิ้นปีจะเป็นสถานะซื้อสุทธิก็มีสูง "
ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนหุ้นในปี 2551 นี้มี 3 ข้อคือ เลือกกลุ่ม-เลือกหุ้น, เน้นหุ้นพื้นฐาน และ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงก่อน
รักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้จัดการเศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.เคจีไอ เสริมว่า จากความต้องการที่สะสมไว้ในปีที่ผ่านๆมาทำให้ในปีนี้แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะสูงแต่การบริโภคก็มีการเริ่งตัวขึ้นเช่นเดียวกัน จึงทำให้ GDP ของไทยในปีนี้น่าจะโตได้ถึง 5% ซึ่งมากกว่า 4.8% ในปีที่ผ่านมา ส่งผลถึงกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยจะเติบสูงถึง 19.3% มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยจึงมีการเปลี่ยนจาก สัญญาณเชิงระมัดระวัง เป็นสัญญาณเชิงบวก มองว่า การบริโภคภายใน, การลงทุน และ การใช้จ่ายภาครัฐ จะเดินหน้าได้ค่อนข้างดีที่ในปีนี้ ส่วนการค้าขายกับต่างประเทศคาดว่า การส่งออกจะมีตัวเลขที่แผ่วลง แต่การนำเข้าจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลถึงแนวโน้มค่าเงินบาทที่จะแข็งขึ้นในระดับช้าลงเรื่อยๆเพราะผลจากการขาดดุลที่มากขึ้น
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นจากที่เคยอยู่ระดับที่ 72จุด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มว่าต่อจากนี้จะขึ้นได้อีกยาวเพราะ จากการศึกษาพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของไทยมักไม่ได้แปรผันตามเงินเฟ้อหรือการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย แต่จะผูกกับปัจจัยการเมืองเป็นหลัก
ในส่วนของตลาดหุ้นประเมินว่า กลุ่มพลังงานซึ่งมีสัดส่วนการทำกำไรมากกว่า 39% ก็ยังจะเป็นตัวผลักให้ดัชนีขึ้นได้อย่างชัดเจนต่อไป โดยตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาต่างชาติมียอดขายสุทธิไปแล้วราว 1.2 หมื่นล้านบาท ทำใหเมองว่าแรงขายหนักๆของต่างชาติน่าจะจบไปแล้วและน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในไม่ช้า ภายใต้การคาดการณ์มุมมองเศรษฐกิจที่เป็นบวกและ บริษัทจดทะเบียนมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น
โดยหุ้นที่น่าลงทุนมองว่าเป็นกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและปัจจุบันราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ประเมินกำไรสุทธิของกลุ่มว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 7.5% รวมทั้งกลุ่มธนาคารซึ่งปีนี้จะมีกำไรสุทธิกลับคืนหลังจากที่มีการกันสำรองอย่างมากในปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะโตต่อเนื่องในปี 2552 ได้อีก 15.1%
ดังนั้น บลจ.เคจีไอ จึง แนะนำสะสมเพิ่มในหุ้น บมจ.ปตท(PTT), บมจ.ปตท.สำรวจและผลิต(PTTEP),บมจ.ไทยออยล์(TOP) และสำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร แนะนำ ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB), ธนาคารกสิกรไทย(KBANK), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)
นอกจากนั้นยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มากกว่าตลาด จากการคาดการณ์ถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นช่วยเสริมความมั่นใจของผู้บริโภคในภาพรวม ปัจจัยนี้บวกกับมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทำให้ตลาดคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของความต้องการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงแนะนำหุ้น บมจ.เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP), บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH)
ประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2551 ไม่ควรปิดต่ำกว่า 888 จุด โดยกรอบสูงสุดอยู่ที่ 1,020 จุด และต่ำสุดที่ 750 จุด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศเติบโตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ดัชนีปีนี้ อาจจะปิดต่ำว่า 888 จุด เช่น กำไรสุทธิของตลาดรวมโตต่ำกว่า 19.3% ,มีปัจจัยลบด้านการเมือง เช่นมีเหตุการณ์การเมืองนอกรัฐสภาซึ่งคาดว่าจะมีแรงกดดันจากการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองในช่วงไตรมาสที่ 3 และ ไตรมาสที่ 4 ,การถดถอยของเศรษฐกิจอเมริกาแย่กว่าที่คาด ,การก่อการร้าย ,โรคระบาด หรือ ภัยธรรมชาติ แต่ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นกรอบขาขึ้นมากกว่ากรอบขาลง
"สำหรับมุมมองของต่างชาติต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 ที่มีการเลือกตั้ง ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าต่างชาติน่าจะยอมรับได้"
|