Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์5 พฤษภาคม 2551
“ตรางู”สร้างขา 2“บาลานซิ่ง คูล” เปิดศึกสบู่เพื่อสุขภาพชน“โพรเทคส์”             
 


   
www resources

โฮมเพจ อังกฤษตรางู (แอล.พี.)

   
search resources

อังกฤษตรางู (แอล.พี.), บจก.
Personal cares




อังกฤษตรางู ลอนช์ซับแบรนด์ “บาลานซิ่ง คูล” ภายใต้ Key Message ช่วยปรับสมดุลผิว เปิดศึกสบู่เพื่อสุขภาพ ชู “ความเย็น” กับ “แพคเก็จจิ้งขวดสี่เหลี่ยม” เป็นจุดขายตอกย้ำ Identity ของตรางู เล็งเจาะคนรุ่นใหม่ระดับบีขึ้นไป พร้อมส่ง แอฟ-ทักษอร นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ประเดิมแจกสินค้าตัวอย่าง 1 แสนขวด สร้างประสบการณ์การใช้ให้ผู้บริโภค การขยายแนวรบสู่ตลาดสบู่ครั้งนี้ ตรางูหวังใช้เป็นหัวหอกบุกตลาดเพอซันนัลแคร์ โดยตั้งเป้าปีแรกคว้าแชร์ 7% จากตลาดเพื่อสุขภาพผิวมูลค่า 1,383 ล้านบาท

หลังจาก “ตรางู” มุ่งมั่นปั๊มแชร์ในตลาดแป้งเย็นมานานตั้งแต่ปี 2547 ภายใต้กลยุทธ์ Brand ModerniZation หรือการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความทันสมัย จนปัจจุบันสามารถขยับแชร์ขึ้นมาเป็น 23% ห่างจากผู้นำอย่าง “โพรเทคส์” ที่มีอยู่ 31% ไม่ถึง 10 ก้าว รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 12 – 34 ปี ลูกค้าที่ตรางูต้องการก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 36.2% เพิ่มเป็น 41.1% ขณะที่คู่แข่งรายอื่นในตลาดกลับมีสัดส่วนผู้ใช้กลุ่มนี้ลดลง จากผลการสำรวจดังกล่าวทำให้ ตรางู มั่นใจว่า ตนเองเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและสามารถเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

“ตั้งแต่ทำการปรับแบรนด์ ตรางูมีความแข็งแกร่งขึ้นในตลาดคนเมือง และกลุ่มคนรุ่นใหม่” สมชาย นิธิเสถียรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท อังกฤษตรางู (แอล.พี.) จำกัด กล่าวกับ ผู้จัดการรายสัปดาห์

และนั่นคือ ความมั่นใจที่ผลักดันให้ ตรางู กล้าเปิดเกมรุกสเตป 2 ในตลาดสบู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์เพอซันนัลแคร์อย่างเต็มตัวตามนโยบายของบริษัท ที่วาง “ตรางู” บุกตลาดเพอซันนัลแคร์ในประเทศ ขณะที่ในตลาดต่างประเทศจะเป็นหน้าที่ของ “เซนลุกซ์”

สำหรับ การบุกตลาดเพอซันนัลแคร์ครั้งนี้ “สบู่” คือ โปรดักส์ที่ตรางูวางเป็นตัวเลือกข้อแรกเพื่อใช้ต่อยอดแบรนด์ เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่มูลค่า 5,800 ล้านบาท แบ่งเป็น สบู่ก้อน 3,700 ล้านบาท ประกอบด้วย เพื่อความงาม 60% เพื่อสุขภาพผิว 30% เพื่อเด็ก 10% ส่วนสบู่เหลวมูลค่า 2,100 ล้านบาท ประกอบด้วย เพื่อความงาม 70% เพื่อสุขภาพผิว 13% และเพื่อเด็ก 17%

ทั้งนี้ จากการเป็นแบรนด์ที่ขายเรื่องฟังก์ชันนัลเป็นหลัก ดังนั้น “สบู่เพื่อสุขภาพผิว” จึงเป็นเซกเมนต์ที่ตรางูเลือกโดดเข้ามาสร้างสีสัน และเมื่อพิจารณาการเติบโตจะเห็นว่าเซกเมนต์ดังกล่าวยังมีการขยายตัวมากสุดราว 5% ขณะที่สบู่เพื่อความงามโตเพียง 3% ส่วนสบู่เด็กแทบจะไม่มีการเติบโต โดยการบุกตลาดครั้งนี้ตรางูเลือกใช้กลยุทธ์เดียวกับการทำตลาดแป้งเย็น คือ Brand ModerniZation และแน่นอนว่า “ความเย็น” ยังเป็นจุดขายเช่นเดิม แต่ที่เรียกว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของค่ายนี้ทีเดียว คงเป็นเรื่องการแตกซับแบรนด์เป็นครั้งแรก นั่นคือ “ ตรางู บาลานซิ่ง คูล (Balancing Cool)” จากเดิมที่มีเพียง “ตรางู ปริกลีฮีท (Prickly Heat)” โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันความสับสนของผู้บริโภคเกี่ยวกับระดับความเย็นในตัวสินค้าทั้ง 2 กลุ่ม โดยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย ของอังกฤษตรางู กล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้สบู่สูตรเย็นไม่ประสบความสำเร็จมาจากความเย็นที่มากเกินไป เพราะทำให้เกิดอาการแสบตาขณะอาบน้ำ แต่ถ้ามีความเย็นพอดีกับผิวผู้บริโภคก็สามารถรับได้

ที่ผ่านมา ตรางู ก็มีสินค้ากลุ่มสบู่เพื่อสุขภาพชนิดก้อนที่มีให้เลือก 2 สูตร สีแดงและสีฟ้า โดยจำหน่ายมานานกว่า 10 ปี เพื่อเจาะตลาดนิช มาร์เก็ต เนื่องจากเป็นสบู่สูตรเย็นที่ให้ความเย็นเท่ากับแป้งเย็นสูตรคลาสสิก (ระดับความเย็นมากที่สุดเมื่อเทียบกับ 3 สูตรคือ ลาเวนเดอร์, เฮอร์เบิล และ แอนไท แบคทีเรีย) และจากการไม่ได้ทำตลาดและสื่อสารกับผู้บริโภคมากนัก กอปรกับบรรจุภัณฑ์ที่มีลวดลายและสีสันคล้ายกับกระป๋องแป้งตรางูรุ่นคลาสสิก จึงดูไม่ทันสมัยในสายตาผู้บริโภค โดยมีเพียงผู้บริโภคที่ชื่นชอบความเย็นหรือลูกค้าแป้งตรางูเท่านั้นที่เป็นลูกค้าหลัก ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ทำรายได้เพียง 7-8 ล้านบาท ดังนั้น การเปิดศึกในตลาดสบู่รอบนี้ ตรางูจึงทุ่มเม็ดเงินกว่า 70 ล้านบาท สำหรับ การปั้นสบู่ภายใต้ซับแบรนด์บาลานซิ่ง คูล เข้ามาแทนสบู่สูตรเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้ตรางูจะยึดกลยุทธ์ Brand ModerniZation ทว่า เอกลักษณ์เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของแบรนด์ ตรางูยังคงให้ความสำคัญเช่นเดิม เริ่มตั้งแต่หน้าตาบรรจุภัณฑ์ที่ยังใช้รูปลักษณ์ขวดสี่เหลี่ยมเช่นเดียวกับกระป๋องแป้ง แต่มีการออกแบบลวดลายให้ดูทันสมัยและสะท้อนภาพการเป็นสินค้าระดับบนให้ชัดเจนขึ้น

ตามมาด้วยเรื่อง “ความเย็น” ที่เรียกว่าเป็นตัวตนสำคัญของตรางู ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายครั้งสำคัญอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาการยึดธีมความเย็นมาเป็นจุดขายในตลาดสบู่ นับว่าเป็นเรื่องยากในการขยายตลาด โดยดูจากประสบการณ์การทำตลาดที่ผ่านมาของตรางู ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นในตลาดสบู่ก็ยังไม่มีแบรนด์ใดที่วางคอนเซ็ปต์ตนเองเป็นสบู่สูตรเย็นทั้งหมด โดยจะเป็นลักษณะการลอนช์สูตรเย็นมาเพียง 1 SKU เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคบางกลุ่มเท่านั้น เช่น แบรนด์เซฟการ์ด สบู่เพื่อสุขภาพผิวที่วางคอนเซ็ปต์เพื่อปกป้องผิว จะมีสูตร Cool เป็นสูตรเย็น 1 สูตรจากจำนวน 5 สูตร หรือแม้แต่ โพรเทคส์ แบรนด์ผู้นำในตลาดแป้งเย็นก็ยังไม่กล้าปูแบรนด์เป็นสบู่สูตรเย็นทั้งหมด โดยเลือกลอนช์สูตรเย็นเพียง 1 สูตร คือ “ไอซ์ซี่ คูล” ภายใต้โพซิชันนิ่งการเป็นสบู่เพื่อสุขภาพผิวที่เน้นการปกป้องและความสะอาดของผิว

จึงเป็นที่มาของการแตกซับแบรนด์ “บาลานซิ่ง คูล” ขาที่ 2 ของตรางู ต่อจาก “ปริกลีฮีท” ทั้งนี้เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับระดับความเย็นของตัวสินค้า โดยโพซิชันนิ่งของ “ปริกลีฮีท” จะเป็นแบรนด์ที่ส่ง Message ว่า เป็นสินค้าที่ให้ความเย็นมาก ขณะที่โพซิชันนิ่งของ “บาลานซิ่ง คูล” จะถูกกำหนด Key Message เป็นสินค้าที่ให้ความเย็นแบบพอดี พร้อมสร้างความสมดุลให้กับผิว

“โพซิชันนิ่งของโพรเทคส์ คือ การปกป้อง แต่ตรางู คือ ความเย็น ซึ่งเราจึงต้องบิดจากปริกลี ฮีท มาสู่ บาลานซิ่ง คูล เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคติดภาพว่าตรางูเป็นสินค้าที่ให้ความเย็นมากเพียงอย่างเดียว ซึ่งบาลานซิ่ง คูลจะเป็นคีย์ แมสเสจตัวใหม่ในการสื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งหากเทียบความเย็นระหว่าง 2 ซับแบรนด์ สามารถบอกได้ว่าบาลานซิ่ง คูล จะให้ความเย็นน้อยกว่าปริกลีฮีทประมาณ 50%”

ทั้งนี้ บาลานซิ่ง คูล ไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องเป็นแบรนด์สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มสบู่เท่านั้น โดยตรางูมองไปไกลถึงการพัฒนาให้เป็นซับแบรนด์หนึ่งในการบุกตลาดเพอซันนัลแคร์ที่ให้ความเย็นไม่มากนัก ซึ่งผู้บริหารของตรางู กล่าวเสริมว่า อนาคตบาลานซิ่ง คูลอาจจะมีโปรดักส์ตัวอื่นออกมาเสริมทัพสินค้า เช่น แป้งเย็นที่ให้ระดับความเย็นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มปริกลี ฮีท โดยปีนี้ตรางูจะให้ความสำคัญกับการสร้างซับแบรนด์ดังกล่าวมากที่สุด

กลับมาที่ การทำตลาดสบู่ยก 2 ของตรางูที่เรียกว่าเป็นการนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เริ่มตั้งแต่ การกำหนดโพซิชันนิ่งเป็นสบู่เพื่อสุขภาพผิว ภายใต้คอนเซ็ปต์การเป็นสบู่สูตรเย็น ที่นำร่องออกสินค้าจำนวน 2 สูตร ทั้งในกลุ่มสบู่ก้อน และสบู่เหลว คือ สูตรคลาสสิก คูล และสูตรอโรมา ลาเวนเดอร์ ซึ่งที่มาทั้ง 2 สูตรดังกล่าว มาจากสูตรที่ได้รับความนิยมมากสุดในกลุ่มแป้งโดยวัดจากยอดขาย ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อไปทดลองใช้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการเลือกซื้อสบู่ก้อนหรือครีมอาบน้ำของผู้บริโภค พบว่า กลิ่น เป็นปัจจัยข้อแรกที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ตามมาด้วยเรื่องคุณสมบัติการชำระล้างออกได้ง่าย ความสะอาด และการช่วยบำรุงผิว

นอกจากการให้ความสำคัญกับ Product ที่เป็น P ตัวแรกแล้ว ราคา (Price) ก็เป็นสิ่งที่ค่ายนี้ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยตรางูได้กำหนดราคาสินค้าสูงกว่าคู่แข่งในตลาดสบู่เพื่อสุขภาพผิวประมาณ 20% เช่น สบู่ก้อนขนาด 85 กรัม ราคา 21 บาท สูงกว่าโพรเทคส์ ที่จำหน่ายในราคาประมาณ 16 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนการเป็นสินค้าระดับบน ที่เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ระดับบีขึ้นไป และแม้จะมีการวางราคาสูงกว่าคู่แข่ง ทว่าคงไม่เป็นอุปสรรคกับตรางูมากนัก เพราะเมื่อพิจารณาสัดส่วนลูกค้าจะเห็นว่า ตรางูเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในตลาดกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 60% ขณะที่ลูกค้าในต่างจังหวัดคิดเป็น 40% นอกจากนี้ผลการสำรวจจากเอ.ซี.นีลเส็น (ประมาณปี 2549 – ปัจจุบัน) ยังพบว่า ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ตรางูเป็นกลุ่มที่รายได้ต่อครอบครัวเฉลี่ย 40,000 บาทต่อเดือน ส่วนลูกค้าที่ใช้แบรนด์คู่แข่งจะมีรายได้ต่อครอบครัวเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจากการเริ่มทดลองวางสินค้าในช่องทางโมเดิร์นเทรดตั้งแต่ช่วงมีนาคมที่ผ่านมา พบว่า สินค้าจำนวนกว่า 1,200 โหล จำหน่ายหมดภายในเวลา 1 อาทิตย์ ทำให้ตะรางูต้องเร่งและเพิ่มกำลังการผลิตอีก 100%

ดังนั้น การกระจายสินค้าในระยะแรก ค่ายนี้จึงผลักดันสินค้าทั้งสบู่ก้อนและสบู่เหลวไปที่ช่องทางในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก โดยจะให้ความสำคัญที่ตัวครีมอาบน้ำเป็นหัวหอกในการบุกตลาดคนเมืองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสอดคล้องกับพฤติกรรมที่พบว่า ผู้บริโภคในกรุงเทพฯหรือตามหัวเมืองใหญ่จะนิยมใช้ครีมอาบน้ำที่เน้นเรื่องสุขภาพผิว ขณะที่กลุ่มคนในต่างจังหวัดจะนิยมใช้สบู่ก้อน พร้อมกันนี้ได้ดึงสาวแอฟ-ทักษอร มาเป็นพรีเซนเตอร์ช่วยสื่อภาพให้แบรนด์มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

การขยายแนวรบจากแป้งมาสู่กลุ่มสบู่ของตรางูครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมอยู่ในสายตาของ “โพรเทคส์” คู่แข่งจากสมรภูมิแป้งเย็น เพราะเมื่อตรางูก้าวเท้าเข้าสู่สงครามสบู่เต็มตัว “โพรเทคส์” ที่ครองตำแหน่งผู้นำด้วยแชร์ 43%จากตลาดสบู่เพื่อสุขภาพผิว 1,383 ล้านบาท ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวออกมาต้อนรับน้องใหม่ทันที ดูจากการหันมาโฆษณาตัวสบู่ในช่วงมีนาคมที่ผ่านมาตั้งแต่ตรางูยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ไม่เพียงเท่านี้ โปรโมชั่นการลด แลก แจก แถมก็ถูกนำมาใช้มากและถี่ขึ้น เช่น สบู่ก้อนชนิดแพ็ค 4 ก้อน แถม 1 ก้อน ในราคาถูกลงจากเดิมราว 15% หรือ โปรโมชั่นการซื้อ 1 แถม 1 ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปีก่อน ซึ่งผู้บริหารตรางูวิเคราะห์ว่า อนาคตคู่แข่งอาจนำสินค้ากลุ่มแป้งมาจัดโปรโมชั่นร่วมกับตัวสบู่ด้วย

นอกจากนี้ ผู้เล่นอย่าง “วาสลีน” ของยูนิลีเวอร์ที่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นคู่แข่งกับสบู่ตรางูเท่าไรนัก แต่ จากการที่แบรนด์นี้วางโพซิชันนิ่งตนเองเป็นแบรนด์สบู่เพื่อสุขภาพผิวเช่นกัน อีกทั้งยังมีสูตรเย็น 1 สูตรในการทำตลาดด้วย จึงไม่แปลก ที่ผู้บริโภคจะเห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของแบรนด์วาสลีนผ่านภาพยนตร์โฆษณา โดยมีเชอร์รี่ ผุงประเสริฐ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ทั้งที่ผ่านมาเรามักจะเห็นแบรนด์นี้ในมุมของผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวเป็นหลัก และจากการสำรวจการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่องทางโมเดิร์นเทรด พบว่า ลีเวอร์ฯกำลังอัดโปรโมชั่นอย่างหนัก ด้วยการนำแชมพูคลีนิกมาเป็นของแถมเมื่อซื้อสบู่ก้อนวาสลีน

และนั่น เป็นการขยับในมุมของคู่แข่งเพื่อเตรียมสกัดดาวรุ่ง ซึ่งแม้ว่าราคากับโปรโมชั่นจะเป็นเครื่องมือที่เจ้าถิ่นงัดมาใช้ก็ตาม ทว่า ตรางูก็ไม่มีนโยบายโดดเข้าสงครามราคา เพื่อสร้างความชัดเจนด้านภาพลักษณ์และตำแหน่งทางการตลาด โดยเบื้องต้นจะมีการแจกสินค้าตัวอย่างจำนวน1 แสนขวด และจัดโปรโมชั่นแถมปริมาณฟรี 50 มล.เมื่อซื้อครีมอาบน้ำขนาด 250 มล.เท่านั้น เนื่องจากเป็นขนาดที่ขายดีที่สุด ส่วนการจำหน่ายรูปแบบแพ็ก และแบบชนิดเติม คาดว่าจะวางจำหน่ายในปีหน้า

จับตามอง สเตป 2 ของ “ตรางู” ในการก้าวเข้าสู่ตลาดเพอซันนัลแคร์ ที่ครั้งนี้หวังว่าจะสามารถคว้าแชร์ได้ถึง 7% จากตลาดสบู่เพื่อสุขภาพผิวในปีแรก นับเป็นเป้าหมายที่มั่นใจได้ว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงคู่แข่งได้ไม่น้อย โดยเฉพาะ “วาสลีน” และ “เซฟการ์ด” ที่ตอนนี้มีส่วนแบ่งคนละประมาณ 8-9% เท่านั้น แต่ที่แน่ๆงานนี้ “ตรางู” คงมองไกลไปถึงการปะทะกับ “โพรเทคส์” เช่นเดียวกับตลาดแป้งเย็น   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us