อิตาเลียนไทยของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต ได้งานที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังทั้งที่ราคาประมูลนั้นสูงกว่าบริษัทฮุนไดฯจากเกาหลีใต้
เพราะบริษัทที่ปรึกษาอ้างว่าการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายเคซองของฮุนไดฯไม่ปลอดภัย
และอาจทำให้เกิดความล่าช้าได้
กรณีที่คล้ายคลึงกันคือการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด อิตาเลียนไทยฯได้งานไปทั้งที่ประมูลราคาสูงกว่าฮุนไดฯถึง
115 ล้านบาท แต่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาอ้างว่าการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายเคซองของฮุนไดฯไม่ปลอดภัยและอาจพลิกคว่ำได้จนทำให้งานล่าช้า
อิตาเลียนไทยฯก็เลยได้งานไปอีก
เบื้องหลักเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นหาอ่านได้จากเรื่อง "ประมูลอื้อฉาว
1,782 ล้าน ท่าเรือมาบตาพุด" ในเล่มนี้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษา
กรรมการการนิคมอุตสาหกรรมมัวแต่รุมอัดฮุนไดฯในเรื่องวิธีการก่อสร้าง เทคนิคและการเงิน
สื่อมวลชนก็สนใจแต่ว่าฮุนไดฯผิดอย่างไร พลาดอย่างไร รวมไปถึงอิตาเลียนไทยฯ
"ล็อบบี้" อย่างไร
แต่มุมมองที่น่าสนใจก็คือขณะที่ทุกคนเอาแต่ชกแชมป์ "ฮุนไดฯ"
ในเรื่องเคซอง แต่ไม่มีใครสนใจว่าเคซองที่รองแชมป์เช่นอิตาเลียนไทยฯกำลังก่อสร้างอยู่นั้นมีควาเลอเลิศเพียงใดเพราะถ้าตรวจกันให้ดี
ๆ ตัวเคซองนี่แหละอาจจะเป็นส่วนทำให้อิตาเลียนไทยฯ ก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังช้ากว่าที่กำหนด
บริษัทรับเหมาก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังประกอบด้วย อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเม้นท์
คอร์ปอเรชั่น, บริษัทไดโฮคอนสตรัคชั่น, บริษัทไดโต โคเกียว, บริษัทเดรดจิ้ง
อินเตอร์เนชั่นแนล ทั้งสี่บริษัท ซึ่งเป็นญี่ปุ่นเสียสอง แบ่งงานกันไปทำตามถนัด
สัญญาเริ่มต้นวันที่ 25 ธันวาคม 2530 ระยะเวลาก่อสร้าง 48 เดือน คือกำหนดเสร็จเดือนธันวาคม
2534
บริษัทก่อสร้างที่รับเหมาก่อสร้าง "เคซอง" จริง ๆ แล้วคือบริษัทไอโฮฯจากญี่ปุ่น
เคซองที่ว่ามานี้คือฐานกรากบริเวณหน้าท่า มีขนาด 24x14x16.5 เมตร มีจำนวนถึง
50 ตัวน้ำหนักของเคซองแต่ละตัวคือ 2,265 ตัน
วิธีการสร้างเคซองที่ไดโฮฯ ใช้นี้เรียกว่าวิธี DOLPHIN DOCK คือต้องหล่อเคซองบนเรือที่ท่าเรือสัตหีบ
หล่อได้ทีละ 2 ตัว แล้วต้องลากเรือออกไปน้ำลึก เพื่อจมเรือบรรทุกเคซอง แล้วต้องแยกเคซองออกจากตัวเรือ
ลากเคซองและเรือกลับมาผูกริมฝั่งเพื่อรอวันลากตัวเคซองที่หล่อเสร็จแล้วมาติดตั้งที่ท่าเรือแหลมฉบัง
ส่วนวิธีการสร้างเคซองของฮุนไดฯนั้นให้ใช้วิธีการหล่อเคซองบนบริเวณที่ถมทะเล
คือบนทรายหล่อได้ทีละ 20 ตัวพร้อมกัน เมื่อหล่อเสร็จก็ลากไปติดตั้งที่ท่าเรือซึ่งห่างจากกันไม่มากนัก
วิธีการก่อสร้างเคซอง และการเคลื่อนย้ายของไดโฮฯที่แหลมฉบังเกิดปัญหาขึ้นตามรายงานของบริษัทผู้ควบคุมงานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
กล่าวคือ เมื่อผู้รับเหมาคือไดโฮฯหล่อเคซองเรียบร้อย ซึ่งได้ทีละ 2 ตัวแล้วก็จะลากมาเก็บไว้บริเวณชายฝั่ง
ระดับท้องทะเลที่ดินมีแรงดึง และเมื่อถึงเวลาเคลื่อนย้ายลากไปยังแหลมฉบังนั้น
ก็มีปัญหาเกิดขึ้นคือ การเคลื่อนย้ายที่ปฏิบัติจะเกิด "แรงเครียดและเสียดทาน"
บนตัวเคซองจนเกินพิกัดที่จะรับได้ และตัวเคซองอาจได้รับความเสียหายได้ ซึ่งตรงนี้วิศวกรผู้ควบคุมงานเสนอแนะให้ได้โฮฯใช้
"เสื่อดิน" (MUD MATS) รองรับเพื่อไม่ให้เกิดแรงเสียดทาน แต่ไดโฮฯยังยืนยันที่จะทำต่อไปตามวิธีการเดิม
ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรออ่านจากรายงานของผู้คุมงานฉบับถัดไป
นอกจากนั้น ความล่าช้าที่ปรากฏชัดคือ ในสิ้นเดือนมีนาคมไดโฮฯหล่อและเคลื่อนย้ายเคซองจากสัตหีบไปไว้ที่แหลมฉบังแล้ว
6 ตัว แต่เนื่องจากขาดช่างที่ชำนาญงานจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น เคซองทั้ง 6
ตัวจึงยังไม่ได้ติดตั้งให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งโดยกำหนดแล้ว เคซองตัวแรกจะต้องติดตั้งตั้งแต่เมื่อ
2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งกว่าจะครบ 50 ตัว ความล่าช้าคงสะสมมากขึ้น
รายงานของผู้คุมงานยังเขียนปลอบใจว่า ปัญหาความล่าช้าเรื่องเคซองนี้คงคลี่คลายจนหมดในปลายปีนี้
กรณีเรือขุดร่องน้ำซึ่งรับผิดชอบโดย บริษัทเดรดจิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล
แห่งเบลเยียมก็มีรายงานวาประสบความเสียหายในส่วนเกียร์ควบคุมรอบหมุนของหัวขุดอยู่เสมอ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาซ่อมแซมครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์
ทั้งประเด็นเรื่องเคซอง และเรือขุดต่างเป็นประเด็นที่ฮุนไดฯถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง
และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจนเป็นผลให้อิตาเลียนไทยฯชนะไป ซึ่งอิตาเลียนไทยฯที่มาบตาพุดก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่สร้างท่าเรือแหลมฉบังอยู่นี้เอง
ซึ่งก็ใช้วิธีการและอุปกรณ์ชุดเดียวกันนั่นแหละ
"ผู้จัดการ" ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกใครบางคนว่า มักประเมินเรื่องในอนาคตว่า
"เสี่ยง" จนเป็นข้ออ้างปัดเหตุผลของคนอื่นออกไป โดยไม่พิจารณาถึงความล่าช้าที่เป็นตัวอย่างในปัจจุบัน
แล้วถูกลากถูกังเอาชนะไปจนได้
ประมาณสิ้นเดือนธันวาคม 2534 คือกำหนดเสร็จของท่าเรือแหลมฉบัง ถ้าเรื่องเล็ก
ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องเคซองกับเรือขุดทำให้การก่อสร้างล่าช้าออกไปหมอชัยยุทธกับทีมรับเหมาอย่างไดโฮฯ,
เดรดจิ้งฯคงหงุดหงิดขนาดหนัก และถ้ามันลามไปถึงการก่อสร้างมาบตาพุด หมอชัยยุทธคงเซ็งเรื่องค่าปรับวันละ
1 ล้านบาทไปเลย