Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2532








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2532
"ทีพีไอ : ตัวอย่างคลาสสิคของการประกันโรงปิโตรเคมี"             
 


   
www resources

โฮมเพจ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI) - ทีพีไอ
โฮมเพจ บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน)

   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.
บางกอกสหประกันภัย, บมจ.
เอชเอชแอลรี
Insurance




โรงปิโตรเคมีของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย จำกัด (ทีพีไอ) นับเป็นโรงปิโตรเคมีแห่งแรกที่เปิดดำเนินการผลิตในปี 2525 โดยมีการทำประกันวินาศภัยไว้กับบริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (บียูไอ) ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างก็เป็นกิจการของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์

บียูไอมีมาลินี เลี่ยงไพรัตน์ บุตรสาวคนโตของตระกูลเป็นกรรมการผู้จัดการ ส่วนทีพีไอนั้น มี ดร.ประมวล เลี่ยวไพรัตน์ บุตรชายคนที่ 3 ของตระกูล ซึ่งจบการศึกษาด้านปิโตรเคมีจากเอ็มไอทีมาบริหาร

ในเมื่อต่างก็เป็นกิจการของเลี่ยวไพรัตน์ งานนี้จึงไม่ต้องมีการเปิดประมูล !

อย่างไรก็ดี เนื่องจากบียูไอไม่เคยทำประกันภัยปิโตรเคมีมาก่อน และบริษัทประกันภัยอื่นๆ ในไทยก็ยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ เพราะโรงปิโตรเคมีของทีพีไอเป็นภัยปิโตรเคมีภัยแรกของไทย ดังนั้น บียูไอ จึงต้องพึ่งประสบการณ์ด้านนี้จากต่างประเทศ

บริษัทนายหน้าประกันภัย คือ ผู้ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือบียูไอในเรื่องของการสร้างกรมธรรม์ประกันภัยปิโตรเคมี โดยในระยะแรกบริษัทนายหน้าที่ชนะประมูลได้เข้ามาจัดประกันต่อต่างประเทศให้บียูไอ คือ บริษัทเซดจวิก (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ เซดจวิก กรุ๊ป (ลอนดอน) อันเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เซดจวิกให้บริการทั้งในเรื่องของการสร้างกรมธรรม์และการจัดประกันต่อต่างประเทศในระยะแรกติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งเมื่อปี 2531 บริษัท เอชเอชแอลรี (HEALTH HUDIG LANGEVELDT REINSURER) ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าด้านการรับประกันต่อก็ได้เข้ามาร่วมประมูล และเอาชนะเซดจวิกได้

เอชเอชแอลทำหน้าที่ให้บริการเหมือนกับเซดจวิก คือ เป็นผู้เสนอรูปแบบกรมธรรม์ปิโตรเคมีประเภทต่าง ๆ ที่มีที่ใช้อยู่ในต่างประเทศให้กับทางบียูไอ จัดประกันต่อต่างประเทศ ให้บริการจัดหาทีมวิศวกรมาตรวจสอบระบบความปลอดภัยของโรงปิโตรเคมี และเรียกเก็บเงินค่าสินไหมจากบริษัทรับประกันต่อในกรณีที่เกิดความเสียหาย

และในปีแรกที่เอชเอชแอลรีเข้ามารับเป็นนายหน้าประกันต่อให้นี้ก้ถูกแจ็คพ็อตพอดี !

ปลายเดือนธันวาคม 2531 โรงปิโตรเคมีของทีพีไอเกิดระเบิดขึ้น ทำให้เกิดไฟไหม้ที่หน่วยการผลิตเม็ดพลาสติก 1 หน่วย แต่ไม่ได้ลุกลามทั่วทั้งหมด ประมาณค่าเสียหายครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท

การระเบิดครั้งนี้อาจจะกลายเป็นโชคดีของเซดจวิกที่เพิ่งพ้นจากการรับผิดชอบจัดประกันให้บียูไอ แต่ก็ไม่ใช่โชคร้ายของเอชเอชแอลรี เพราะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอชเอชแอลรี แสดงบทบาทเรียกเก็บค่าสินไหมจากบริษัทรับประกันต่อต่างประเทศมาชดใช้ให้ทีพีไอโดยผ่านบียูไอ

สุชาติ วงษ์สวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการทั่วไปเอชเอชแอลรี กล่าวให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่า การที่เอชเอชแอลรีได้รับการคัดเลือกในปี 2531 เป็นเพราะมีการเสนอเบี้ยประกันที่ถูกกว่า และสามารถให้บริการที่ดีกว่า เพราะเอชเอชแอลรีมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ขณะที่เซดจวิก กรุ๊ป (ลอนดอน) ได้ถอนหุ้นออกจากเซดจวิก (ประเทศไทย) ไปแล้ว จึงไม่มีสำนักงานในประเทศไทยอีกต่อไป

สุชาติ กล่าวด้วยว่า การรับประกันโครงการใหญ่ ๆ อย่างเช่น ปิโตรเคมีนี้ บริษัทประกันภัยภายในประเทศจะเก็บความเสี่ยงภัยเอาไว้เองได้น้อยมาก "คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว อาจจะไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ทั้งนี้เพราะสัญญาในลักษณะของการปิโตรเคมีไม่ได้ทำเอาไว้ เนื่องจากเป็นงานใหม่ซึ่งยังไม่มีมากพอที่จะทำสัญญาได้…หากจะเก็บก็ต้องเก็บโดยไม่พึ่งสัญญาหรืออะไรเลย ส่วนที่เหลือก็ต้องช่วงออกไปหรือรีออกไปในลักษณะของ FACULTATIVE หรือ CASE BY CASE"

และในจำนวนเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด คือ 86% ที่เอชเอชแอลรีได้รับจากบียูไอ ก็ได้มีการส่งต่อให้ฮีท (ลอนดอน) เพื่อนำไปหาลูกค้าหรือบริษัทรับประกันต่อในต่างประเทศ ซึ่งตลาดของการประกันภัยปิโตรเคมีก็อยู่ที่ลอนดอนนั่นเอง

บริษัทนำหรือลีดเดอร์ผู้รับประกันภัยต่อของทีพีไอในตลาดลอนดอน ก็คือ ANCIENNE MUTUELLE REINSURANCE อันเป็นบริษัทฝรั่งเศส ในตลาดลอนดอน และรับประกันต่อไว้ด้วยจำนวนที่ไม่มากนัก นอกจากนั้น ก็กระจายกันไปตามบริษัทต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าสิบบริษัท

งานนี้เอชเอชแอลรีได้ค่านายหน้า (BROKERAGE FEE) ไม่ถึง 5% ทั้งนี้ สุชาติอ้างว่า เป็นเพราะเป็นงานที่ยากและราคาถูก (หมายถึงเบี้ยประกันต่ำ) แต่ถึงกระนั้นก็ยังนับว่ามากกว่าอีกหลาย ๆ งานที่เป็นงานใหญ่เหมือนกัน แต่ได้ค่านายหน้าเพียง 1.5 - 2% และจะว่าไปแล้ว อัตรา 5% ของเบี้ยประกันก็ถือว่าเป็นอัตราทั่ว ๆ ไปที่คิดกัน

ทางด้านค่าสินไหม เอชเอชแอลรีก็รับผิดชอบในการที่จะเรียกเก็บมาให้แก่ทีพีไอด้วย โดยในชั้นต้นนี้ ค่าสินไหมก้อนแรกจำนวน 50 ล้านบาท ได้นำมามอบให้แก่ทีพีไอเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เงินก้อนนี้เรียกว่า PAYMENT ON ACCOUNT เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสร้างใหม่โรงงานของทีพีไอ

ความรับผิดชอบของเอชเอชแอลรีในการติดตามค่าสินไหม จัดว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ได้รับคัดเลือกจากบียูไอ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโบรกเกอร์ของมาลินีมีอยู่ว่า "หากโบรกเกอร์ที่ดีเขาก็จะทำให้งานของเราเรียบร้อย และมีปัญหาน้อย แต่หากโบรกเกอร์จัดการไม่ดีก็จะมีปัญหามาก ปกติโบรกเกอร์ที่ดีเขาจะให้บริการที่ดีแล้วเวลาที่เกิดความเสียหายเขาก็สามารถติดต่อได้ในการนำเงินค่าเสียหายมาชดเชยให้"

โบรกเกอร์ที่ดีของมาลินีก็คือ เอชเอชแอลรีนั่นเอง !

ส่วนบางกอกสหโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ในเครือของบียูไอนั้น ทำงานติดต่อแต่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น หากจะใช้โบรกเกอร์ที่ต้องติดต่อต่างประเทศแล้ว มาลินีจะใช้โบรกเกอร์ที่เป็นสาขาของต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่พอสมควรในไทย ทั้งนี้ เธอให้เหตุผลว่า "เพราะโบรกเกอร์ที่ติดต่อต่างประเทศต้องมีความสามารถในลักษณะหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง"

ความสามารถดังกล่าวก็คือ การติดต่อกับบริษัทประกันภัยได้ทั่วโลก เมื่อจะต้องกระจายความเสี่ยงของภัยหนึ่ง ๆ ไปยังบริษัทประกันนับสิบนับร้อยแห่ง

เอชเอชแอลรีมีข้อได้เปรียบกว่าโบรกเกอร์อีกเป็นจำนวนร้อยกว่าบริษัทก็ตรงที่มีเคือข่ายในต่างประเทศนี่เอง

ด้วยเหตุนี้ มาลินีจึงมีความรู้สึกว่า การเลือกใช้โบรกเกอร์ดี ๆ ที่พอมีอยู่เป็นวิธีที่ดีกว่า แทนที่จะต้องไปทุ่มงบพัฒนากิจการบางกอกสหโบรกเกอร์ของตัว

และนี่ก็เป็นสไตล์การบริหารในอีกลักษณะหนึ่งของบียูไอ !

ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว บทบาทเพียงประการเดียวที่บียูไอทำก็คือ การเป็นบริษัทประกันภัยผู้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้กับทีพีไอ ซึ่งนี่ได้กลายเป็นวิธีบริหารความเสี่ยงที่ทำให้บียูไอเจ็บตัวน้อยที่สุด !

นอกจากนั้น ก็เปิดบทบาทให้แก่บริษัทอื่น ๆ อันได้แก่ บริษัทนายหน้ารับประกันต่ออย่างเอชเอชแอลรี และบริษัทผู้ประเมินและสำรวจความเสียหาย (SURVEYOR & LOSS ADJUSTER) ซึ่งในกรณีของทีพีไอนี้ ใช้บริการจากบริษัทเกรแฮม มิลเลอร์

บริษัทเกรแฮม มิลเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดิมใช้ชื่อว่า เกรแฮม มิลเลอร์แอนด์โก (ไทยแลนด์) จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2521 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทแองโกล-ไทย และเกรแฮม มิลเลอร์ กรุ๊ป ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นบริษัทในเครือของ INCHCAPE GROUP

ต่อมาในปลายปี 2530 บรรดาผู้อำนวยการระดับอาวุโสและผู้จัดการสำนักงานในแต่ละประเทศของเกรแฮม มิลเลอร์ ได้ร่วมกันซื้อหุ้นบริษัทและแยกตัวออกมาดำเนินกิจการเอง สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากต้องการความเป็นอิสระ ไม่ผูกมัดกับบริษัทประกันอื่นใด

ปัจจุบันเกรแฮม มิลเลอร์ กรุ๊ป อ้างตัวว่า เป็นผู้ประเมินความเสียหายที่เป็นอิสระ และมีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในโลก ความเป็นอิสระในที่นี้คือไม่ได้อิงอยู่กับบริษัทประกันภัยใด ทั้งนี้ เพราะผู้ถือหุ้นก็คือ ตัวพนักงานและเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของบริษัทนั่นเอง

เดสมอนด์ ซูลลิแวน กรรมการผู้จัดการกล่าวถึงความเป็นอิสระข้อนี้อย่างภาคภูมิใจกับ "ผู้จัดการ" ว่า "เราเป็นผู้ประเมินความเสียหายและทรัพย์สินประกันภัย - นานาประเทศที่เป็นอิสระและใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้น เราจึงสามารถทำงานได้อย่างอิสระ แข่งขันอย่างอิสระ"

ซูลลิแวนเข้ามาประจำสำนักงานในประเทศไทยเมื่อเมษายน 2530 พร้อมกับรับนโยบายบุกตลาดประกันวินาศภัยไทยมากขึ้นมาปฏิบัติด้วย ทั้งนี้ เกรแฮม มิลเลอร์ กรุ๊ป มองว่า ตลาดประกันภัยไทยมีความซับซ้อนเติบโตมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจของไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว

นั่นหมายความว่า ตลาดประกันภัยของไทยกลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงมาก ซึ่งซูลลิแวนกล่าวอย่างเต็มอกเต็มใจว่า เขายินดีที่จะเข้าแข่งขันด้วย พร้อมกับทำนายว่า ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า ไทยจะเป็นตลาดประกันภัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก มีอัตราการเติบโตรวดเร็วเทียบเท่าฮ่องกงและสิงคโปร์

มูลเหตุที่ทำให้ซูลลิแวนพูดด้วยความมั่นใจเช่นนั้น เพราะในเวลานี้เขาคือ ผู้ประเมินความเสียหายรับอนุญาตจากสถาบันชาร์เตอร์แห่งลอนดอนเพียงรายเดียวในประเทศไทย

สถาบันชาร์เตอร์ หรือ THE CHARTER INSTITUTE OF LOS ADJUSTER เป็นสถาบันอบรมสำหรับผู้ประเมินความเสียหายที่ได้รับการยอมรับในทั่วโลกว่า มีมาตรฐานสูง

แต่ผู้ประเมินความเสียหายในทั่วโลกไม่จำเป็นที่จะต้องสอบให้ได้ประกาศนียบัตรจากสถาบันนี้ ทว่า ใครที่สอบได้ก็เท่ากับว่า ได้รับการรับรองในมาตรฐานความรู้ทางวิชาชีพนี้ รวมทั้งเป็นการรับรองในด้านของจริยธรรมในการปฏิบัติงานด้วย

ซูลลิแวน กล่าวว่า ความเป็นอิสระและการมีจริยธรรมทางธุรกิจ (BUSINESS ETHIC) เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบอาชีพผู้ประเมินความเสียหาย

"สิ่งที่เราทำ คือการให้คำแนะนำกับบริษัทประกันภัย ดังนั้น เราจึงต้องมีจริยธรรมทางธุรกิจอย่างสูง หากเราเข้าไปมีส่วนร่วมใน CLAIM หนึ่งมากกว่าบทบาทที่เราควรทำ เราจะไม่ได้รับความไว้วางใจทันทีที่คนมาจ้างเราก็เพราะเขาไว้ใจเรา"

"เราไม่สามารถทำตามสิ่งที่บริษัทประกันภัยบอกให้เราทำได้ การตัดสินใจของเรามาจากประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยนั้น ๆ "

แน่นอนว่า การยึดถือความเป็นอิสระและจริยธรรมทางธุรกิจอย่างเคร่งครัดย่อมทำให้เกรแฮม มิลเลอร์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า

คุณภาพอย่างเกรแฮม มิลเลอร์ จึงได้รับการวางใจว่าจ้างเข้าไปตรวจสอบความเสียหายโรงปิโตรเคมีของทีพีไอ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ฮีท (ลอนดอน) และเกรแฮม มิลเลอร์ จึงต่างเป็นบริษัทเก่าแก่ในวงการประกันวินาศภัยสากล โอกาสที่บียูไอมอบให้นี้ทำให้ทั้งสองต่างมีช่องทางขยายตัวในตลาดประกันวินาศภัยไทยได้มากขึ้น

และยังเป็นช่องให้ได้เผยแพร่ผลงานของตัว ซึ่งเท่ากับเป็นการโฆษณาไปในตัวด้วย

การประกันโรงปิโตรเคมีของทีพีไอ อาจเป็นกรณีตัวอย่างให้แก่บริษัทประกันอีกหลายแห่งที่กำลังเสนอตัวขอประกันเอ็นพีซ๊ 1 ไม่ว่าจะเป็นเทเวศฯ หรือนิวแฮมเชอร์ก็ตาม

และหากเดินตามรอยบียูไอทุกรอย ก็เท่ากับเบี้ยประกันจำนวนหลายพันล้านบาทต้องถูกปล่อยออกไปต่างประเทศ เพื่อแลกกับการพึ่งพิงความรู้ความชำนาญนานาประกันที่จำเป็นในการประกันภัยปิโตรเคมี

คำถามก็คือ วันนี้ บริษัทประกันภัยไทยได้เรียนรู้อะไรจาก KNOW HOW เหล่านี้ ?

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us