โรงปิโตรเคมีของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย จำกัด (ทีพีไอ) นับเป็นโรงปิโตรเคมีแห่งแรกที่เปิดดำเนินการผลิตในปี
2525 โดยมีการทำประกันวินาศภัยไว้กับบริษัทบางกอกสหประกันภัย จำกัด (บียูไอ)
ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างก็เป็นกิจการของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์
บียูไอมีมาลินี เลี่ยงไพรัตน์ บุตรสาวคนโตของตระกูลเป็นกรรมการผู้จัดการ
ส่วนทีพีไอนั้น มี ดร.ประมวล เลี่ยวไพรัตน์ บุตรชายคนที่ 3 ของตระกูล ซึ่งจบการศึกษาด้านปิโตรเคมีจากเอ็มไอทีมาบริหาร
ในเมื่อต่างก็เป็นกิจการของเลี่ยวไพรัตน์ งานนี้จึงไม่ต้องมีการเปิดประมูล
!
อย่างไรก็ดี เนื่องจากบียูไอไม่เคยทำประกันภัยปิโตรเคมีมาก่อน และบริษัทประกันภัยอื่นๆ
ในไทยก็ยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ เพราะโรงปิโตรเคมีของทีพีไอเป็นภัยปิโตรเคมีภัยแรกของไทย
ดังนั้น บียูไอ จึงต้องพึ่งประสบการณ์ด้านนี้จากต่างประเทศ
บริษัทนายหน้าประกันภัย คือ ผู้ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือบียูไอในเรื่องของการสร้างกรมธรรม์ประกันภัยปิโตรเคมี
โดยในระยะแรกบริษัทนายหน้าที่ชนะประมูลได้เข้ามาจัดประกันต่อต่างประเทศให้บียูไอ
คือ บริษัทเซดจวิก (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ เซดจวิก กรุ๊ป
(ลอนดอน) อันเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
เซดจวิกให้บริการทั้งในเรื่องของการสร้างกรมธรรม์และการจัดประกันต่อต่างประเทศในระยะแรกติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี
จนกระทั่งเมื่อปี 2531 บริษัท เอชเอชแอลรี (HEALTH HUDIG LANGEVELDT REINSURER)
ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าด้านการรับประกันต่อก็ได้เข้ามาร่วมประมูล และเอาชนะเซดจวิกได้
เอชเอชแอลทำหน้าที่ให้บริการเหมือนกับเซดจวิก คือ เป็นผู้เสนอรูปแบบกรมธรรม์ปิโตรเคมีประเภทต่าง
ๆ ที่มีที่ใช้อยู่ในต่างประเทศให้กับทางบียูไอ จัดประกันต่อต่างประเทศ ให้บริการจัดหาทีมวิศวกรมาตรวจสอบระบบความปลอดภัยของโรงปิโตรเคมี
และเรียกเก็บเงินค่าสินไหมจากบริษัทรับประกันต่อในกรณีที่เกิดความเสียหาย
และในปีแรกที่เอชเอชแอลรีเข้ามารับเป็นนายหน้าประกันต่อให้นี้ก้ถูกแจ็คพ็อตพอดี
!
ปลายเดือนธันวาคม 2531 โรงปิโตรเคมีของทีพีไอเกิดระเบิดขึ้น ทำให้เกิดไฟไหม้ที่หน่วยการผลิตเม็ดพลาสติก
1 หน่วย แต่ไม่ได้ลุกลามทั่วทั้งหมด ประมาณค่าเสียหายครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า
250 ล้านบาท
การระเบิดครั้งนี้อาจจะกลายเป็นโชคดีของเซดจวิกที่เพิ่งพ้นจากการรับผิดชอบจัดประกันให้บียูไอ
แต่ก็ไม่ใช่โชคร้ายของเอชเอชแอลรี เพราะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอชเอชแอลรี
แสดงบทบาทเรียกเก็บค่าสินไหมจากบริษัทรับประกันต่อต่างประเทศมาชดใช้ให้ทีพีไอโดยผ่านบียูไอ
สุชาติ วงษ์สวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการทั่วไปเอชเอชแอลรี กล่าวให้ "ผู้จัดการ"
ฟังว่า การที่เอชเอชแอลรีได้รับการคัดเลือกในปี 2531 เป็นเพราะมีการเสนอเบี้ยประกันที่ถูกกว่า
และสามารถให้บริการที่ดีกว่า เพราะเอชเอชแอลรีมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ
ขณะที่เซดจวิก กรุ๊ป (ลอนดอน) ได้ถอนหุ้นออกจากเซดจวิก (ประเทศไทย) ไปแล้ว
จึงไม่มีสำนักงานในประเทศไทยอีกต่อไป
สุชาติ กล่าวด้วยว่า การรับประกันโครงการใหญ่ ๆ อย่างเช่น ปิโตรเคมีนี้
บริษัทประกันภัยภายในประเทศจะเก็บความเสี่ยงภัยเอาไว้เองได้น้อยมาก "คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว
อาจจะไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ทั้งนี้เพราะสัญญาในลักษณะของการปิโตรเคมีไม่ได้ทำเอาไว้
เนื่องจากเป็นงานใหม่ซึ่งยังไม่มีมากพอที่จะทำสัญญาได้…หากจะเก็บก็ต้องเก็บโดยไม่พึ่งสัญญาหรืออะไรเลย
ส่วนที่เหลือก็ต้องช่วงออกไปหรือรีออกไปในลักษณะของ FACULTATIVE หรือ CASE
BY CASE"
และในจำนวนเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด คือ 86% ที่เอชเอชแอลรีได้รับจากบียูไอ ก็ได้มีการส่งต่อให้ฮีท
(ลอนดอน) เพื่อนำไปหาลูกค้าหรือบริษัทรับประกันต่อในต่างประเทศ ซึ่งตลาดของการประกันภัยปิโตรเคมีก็อยู่ที่ลอนดอนนั่นเอง
บริษัทนำหรือลีดเดอร์ผู้รับประกันภัยต่อของทีพีไอในตลาดลอนดอน ก็คือ ANCIENNE
MUTUELLE REINSURANCE อันเป็นบริษัทฝรั่งเศส ในตลาดลอนดอน และรับประกันต่อไว้ด้วยจำนวนที่ไม่มากนัก
นอกจากนั้น ก็กระจายกันไปตามบริษัทต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าสิบบริษัท
งานนี้เอชเอชแอลรีได้ค่านายหน้า (BROKERAGE FEE) ไม่ถึง 5% ทั้งนี้ สุชาติอ้างว่า
เป็นเพราะเป็นงานที่ยากและราคาถูก (หมายถึงเบี้ยประกันต่ำ) แต่ถึงกระนั้นก็ยังนับว่ามากกว่าอีกหลาย
ๆ งานที่เป็นงานใหญ่เหมือนกัน แต่ได้ค่านายหน้าเพียง 1.5 - 2% และจะว่าไปแล้ว
อัตรา 5% ของเบี้ยประกันก็ถือว่าเป็นอัตราทั่ว ๆ ไปที่คิดกัน
ทางด้านค่าสินไหม เอชเอชแอลรีก็รับผิดชอบในการที่จะเรียกเก็บมาให้แก่ทีพีไอด้วย
โดยในชั้นต้นนี้ ค่าสินไหมก้อนแรกจำนวน 50 ล้านบาท ได้นำมามอบให้แก่ทีพีไอเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เงินก้อนนี้เรียกว่า PAYMENT ON ACCOUNT เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสร้างใหม่โรงงานของทีพีไอ
ความรับผิดชอบของเอชเอชแอลรีในการติดตามค่าสินไหม จัดว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ได้รับคัดเลือกจากบียูไอ
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโบรกเกอร์ของมาลินีมีอยู่ว่า "หากโบรกเกอร์ที่ดีเขาก็จะทำให้งานของเราเรียบร้อย
และมีปัญหาน้อย แต่หากโบรกเกอร์จัดการไม่ดีก็จะมีปัญหามาก ปกติโบรกเกอร์ที่ดีเขาจะให้บริการที่ดีแล้วเวลาที่เกิดความเสียหายเขาก็สามารถติดต่อได้ในการนำเงินค่าเสียหายมาชดเชยให้"
โบรกเกอร์ที่ดีของมาลินีก็คือ เอชเอชแอลรีนั่นเอง !
ส่วนบางกอกสหโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ในเครือของบียูไอนั้น ทำงานติดต่อแต่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น
หากจะใช้โบรกเกอร์ที่ต้องติดต่อต่างประเทศแล้ว มาลินีจะใช้โบรกเกอร์ที่เป็นสาขาของต่างประเทศ
ซึ่งมีอยู่พอสมควรในไทย ทั้งนี้ เธอให้เหตุผลว่า "เพราะโบรกเกอร์ที่ติดต่อต่างประเทศต้องมีความสามารถในลักษณะหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง"
ความสามารถดังกล่าวก็คือ การติดต่อกับบริษัทประกันภัยได้ทั่วโลก เมื่อจะต้องกระจายความเสี่ยงของภัยหนึ่ง
ๆ ไปยังบริษัทประกันนับสิบนับร้อยแห่ง
เอชเอชแอลรีมีข้อได้เปรียบกว่าโบรกเกอร์อีกเป็นจำนวนร้อยกว่าบริษัทก็ตรงที่มีเคือข่ายในต่างประเทศนี่เอง
ด้วยเหตุนี้ มาลินีจึงมีความรู้สึกว่า การเลือกใช้โบรกเกอร์ดี ๆ ที่พอมีอยู่เป็นวิธีที่ดีกว่า
แทนที่จะต้องไปทุ่มงบพัฒนากิจการบางกอกสหโบรกเกอร์ของตัว
และนี่ก็เป็นสไตล์การบริหารในอีกลักษณะหนึ่งของบียูไอ !
ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว บทบาทเพียงประการเดียวที่บียูไอทำก็คือ การเป็นบริษัทประกันภัยผู้ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้กับทีพีไอ
ซึ่งนี่ได้กลายเป็นวิธีบริหารความเสี่ยงที่ทำให้บียูไอเจ็บตัวน้อยที่สุด
!
นอกจากนั้น ก็เปิดบทบาทให้แก่บริษัทอื่น ๆ อันได้แก่ บริษัทนายหน้ารับประกันต่ออย่างเอชเอชแอลรี
และบริษัทผู้ประเมินและสำรวจความเสียหาย (SURVEYOR & LOSS ADJUSTER)
ซึ่งในกรณีของทีพีไอนี้ ใช้บริการจากบริษัทเกรแฮม มิลเลอร์
บริษัทเกรแฮม มิลเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดิมใช้ชื่อว่า เกรแฮม มิลเลอร์แอนด์โก
(ไทยแลนด์) จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2521 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทแองโกล-ไทย
และเกรแฮม มิลเลอร์ กรุ๊ป ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นบริษัทในเครือของ INCHCAPE
GROUP
ต่อมาในปลายปี 2530 บรรดาผู้อำนวยการระดับอาวุโสและผู้จัดการสำนักงานในแต่ละประเทศของเกรแฮม
มิลเลอร์ ได้ร่วมกันซื้อหุ้นบริษัทและแยกตัวออกมาดำเนินกิจการเอง สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากต้องการความเป็นอิสระ
ไม่ผูกมัดกับบริษัทประกันอื่นใด
ปัจจุบันเกรแฮม มิลเลอร์ กรุ๊ป อ้างตัวว่า เป็นผู้ประเมินความเสียหายที่เป็นอิสระ
และมีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในโลก ความเป็นอิสระในที่นี้คือไม่ได้อิงอยู่กับบริษัทประกันภัยใด
ทั้งนี้ เพราะผู้ถือหุ้นก็คือ ตัวพนักงานและเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของบริษัทนั่นเอง
เดสมอนด์ ซูลลิแวน กรรมการผู้จัดการกล่าวถึงความเป็นอิสระข้อนี้อย่างภาคภูมิใจกับ
"ผู้จัดการ" ว่า "เราเป็นผู้ประเมินความเสียหายและทรัพย์สินประกันภัย
- นานาประเทศที่เป็นอิสระและใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้น เราจึงสามารถทำงานได้อย่างอิสระ
แข่งขันอย่างอิสระ"
ซูลลิแวนเข้ามาประจำสำนักงานในประเทศไทยเมื่อเมษายน 2530 พร้อมกับรับนโยบายบุกตลาดประกันวินาศภัยไทยมากขึ้นมาปฏิบัติด้วย
ทั้งนี้ เกรแฮม มิลเลอร์ กรุ๊ป มองว่า ตลาดประกันภัยไทยมีความซับซ้อนเติบโตมากขึ้น
เพราะเศรษฐกิจของไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว
นั่นหมายความว่า ตลาดประกันภัยของไทยกลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงมาก
ซึ่งซูลลิแวนกล่าวอย่างเต็มอกเต็มใจว่า เขายินดีที่จะเข้าแข่งขันด้วย พร้อมกับทำนายว่า
ในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า ไทยจะเป็นตลาดประกันภัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก
มีอัตราการเติบโตรวดเร็วเทียบเท่าฮ่องกงและสิงคโปร์
มูลเหตุที่ทำให้ซูลลิแวนพูดด้วยความมั่นใจเช่นนั้น เพราะในเวลานี้เขาคือ
ผู้ประเมินความเสียหายรับอนุญาตจากสถาบันชาร์เตอร์แห่งลอนดอนเพียงรายเดียวในประเทศไทย
สถาบันชาร์เตอร์ หรือ THE CHARTER INSTITUTE OF LOS ADJUSTER เป็นสถาบันอบรมสำหรับผู้ประเมินความเสียหายที่ได้รับการยอมรับในทั่วโลกว่า
มีมาตรฐานสูง
แต่ผู้ประเมินความเสียหายในทั่วโลกไม่จำเป็นที่จะต้องสอบให้ได้ประกาศนียบัตรจากสถาบันนี้
ทว่า ใครที่สอบได้ก็เท่ากับว่า ได้รับการรับรองในมาตรฐานความรู้ทางวิชาชีพนี้
รวมทั้งเป็นการรับรองในด้านของจริยธรรมในการปฏิบัติงานด้วย
ซูลลิแวน กล่าวว่า ความเป็นอิสระและการมีจริยธรรมทางธุรกิจ (BUSINESS ETHIC)
เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบอาชีพผู้ประเมินความเสียหาย
"สิ่งที่เราทำ คือการให้คำแนะนำกับบริษัทประกันภัย ดังนั้น เราจึงต้องมีจริยธรรมทางธุรกิจอย่างสูง
หากเราเข้าไปมีส่วนร่วมใน CLAIM หนึ่งมากกว่าบทบาทที่เราควรทำ เราจะไม่ได้รับความไว้วางใจทันทีที่คนมาจ้างเราก็เพราะเขาไว้ใจเรา"
"เราไม่สามารถทำตามสิ่งที่บริษัทประกันภัยบอกให้เราทำได้ การตัดสินใจของเรามาจากประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยนั้น
ๆ "
แน่นอนว่า การยึดถือความเป็นอิสระและจริยธรรมทางธุรกิจอย่างเคร่งครัดย่อมทำให้เกรแฮม
มิลเลอร์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า
คุณภาพอย่างเกรแฮม มิลเลอร์ จึงได้รับการวางใจว่าจ้างเข้าไปตรวจสอบความเสียหายโรงปิโตรเคมีของทีพีไอ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ฮีท (ลอนดอน) และเกรแฮม มิลเลอร์ จึงต่างเป็นบริษัทเก่าแก่ในวงการประกันวินาศภัยสากล
โอกาสที่บียูไอมอบให้นี้ทำให้ทั้งสองต่างมีช่องทางขยายตัวในตลาดประกันวินาศภัยไทยได้มากขึ้น
และยังเป็นช่องให้ได้เผยแพร่ผลงานของตัว ซึ่งเท่ากับเป็นการโฆษณาไปในตัวด้วย
การประกันโรงปิโตรเคมีของทีพีไอ อาจเป็นกรณีตัวอย่างให้แก่บริษัทประกันอีกหลายแห่งที่กำลังเสนอตัวขอประกันเอ็นพีซ๊
1 ไม่ว่าจะเป็นเทเวศฯ หรือนิวแฮมเชอร์ก็ตาม
และหากเดินตามรอยบียูไอทุกรอย ก็เท่ากับเบี้ยประกันจำนวนหลายพันล้านบาทต้องถูกปล่อยออกไปต่างประเทศ
เพื่อแลกกับการพึ่งพิงความรู้ความชำนาญนานาประกันที่จำเป็นในการประกันภัยปิโตรเคมี
คำถามก็คือ วันนี้ บริษัทประกันภัยไทยได้เรียนรู้อะไรจาก KNOW HOW เหล่านี้
?