|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ เมษายน 2551
|
 |

"Gold! Gold! Gold from the American River!" "ทอง ทอง ทองคำจากลำน้ำอเมริกัน" เป็นข้อความที่ Samuel Brannan อดีตนักหนังสือพิมพ์และพ่อค้าชาวมอร์มอน (Mormon) วิ่งไป ตะโกนไปในซานฟรานซิสโก เพื่อยืนยันข่าวลือเรื่องการพบทองคำในสายน้ำในแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 1848 ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในช่วงต้นของยุคตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย Brannan เปิดร้านขายของอยู่ข้างๆ โรงไม้ของ John Sutter ซึ่งเป็นนายทหารชาวสวิสพ่อค้าไม้รายใหญ่ที่เข้ามาตั้งรกรากในอเมริกา Brannan สังเกตว่า คนงานจากโรงไม้นำทอง มาแลกกับสินค้าของเขา เขาจึงมั่นใจว่าการค้นพบทองคำในดินแดนตอนกลางของแคลิ ฟอร์เนียนั้นเป็นเรื่องจริง เขาได้กว้านซื้ออุปกรณ์เหมืองแร่จนหมดเมือง ทำให้เขาเป็นพ่อค้ารายใหญ่ในการจำหน่ายอุปกรณ์ขุดทองให้กับเหมืองต่างๆ เรียกได้ว่า Brannan รวยกว่าคนทำเหมืองในช่วงแรกๆ ของยุค
แร่ทองคำค้นพบครั้งแรกในดินแดน แคลิฟอร์เนียอย่างบังเอิญ เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ.1848 โดย James Marshall ผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไม้ให้กับ John Sutter สังเกตเห็นเศษโลหะเงาวาวสีทองที่ปนมากับน้ำจากแม่น้ำอเมริกัน ระหว่างการสร้างโรงไม้ เขาจึงนำความไปบอกแก่ Sutter ซึ่งขณะนั้น Sutter เองก็ตื่นเต้นไม่น้อย แต่ด้วยความที่ไม่อยากให้ธุรกิจค้าไม้ของตนเองต้องหยุดชะงัก เขาจึงสั่งให้ Marshall ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ...หากแต่ความลับไม่มีในโลก ไม่ช้าข่าวลือเรื่องทองคำในแม่น้ำอเมริกันก็เริ่มหนาหูมากขึ้นจน Brannan เดินทางมาพิสูจน์ด้วยตนเองและเป็นผู้ยืนยันการค้นพบดังกล่าวตามข้อความข้างต้น
จากนั้นด้วยเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผู้คน จากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลเข้ามาเสี่ยงโชค "ขุดทอง" เป็นจำนวนมาก โดยจุดหมายปลาย ทางอยู่ที่ดินแดนแถบโคโนมา (Conoma) ซึ่งอยู่ตอนกลางของแคลิฟอร์เนีย ไม่ไกลนักจากซานฟรานซิสโก ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของ Sacramento เมืองหลวงของแคลิฟอร์เนีย เรื่อยขึ้นไปถึง Sierra Nevada และตอนเหนือ ของแคลิฟอร์เนีย แม้กระทั่งซานฟรานซิสโก จากหมู่บ้านเล็กๆ ยังกลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากผู้คนได้ละทิ้งเมืองพากันไปขุดทอง และในปี 1849 มีนักแสวงโชคจากทั่วโลกนับพันคนมาถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน ซึ่งประกอบด้วยผู้คนที่อยู่ในอเมริกาเอง ชาวเม็กซิกัน ชาวจีน ชาวฝรั่งเศส ชาวเยอรมัน ชาวอิตาลี ชาวตุรกี และชาติอื่นๆ อีกหลายชาติ ซึ่งคนกลุ่มนี้ได้รับสมญานามว่า "forty- niners" หรือบางทีเห็นจะเป็นตัวย่อ "49ers" ตามปี 1849 นั่นเอง
"forty-niners" ต้องเสี่ยงภัยข้ามน้ำข้ามทะเล ใช้เวลาเดินทางนับหลายเดือน พวกเขาไม่ได้มามือเปล่า ต่างขนสินค้าจากบ้านเมืองตนเองเข้ามาขายด้วย เช่น ผ้าไหม เครื่องภาชนะลายครามจากเมืองจีน เบียร์จากสกอตแลนด์ เป็นต้น ซานฟรานซิสโกจึงกลายเป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์นานาชาติ และเรือร้างที่ลูกเรือปล่อยทิ้งไว้ เพราะต่างมุ่งหน้า สู่ดินแดนทองคำ ทำให้พ่อค้าท้องถิ่นเข้ามาจับจองเรือที่ไร้เจ้าของ ปรับเปลี่ยนเป็นคลังสินค้า โรงแรม ร้านค้า หรือแม้กระทั่งเรือนจำ ต่อมาเรือเหล่านี้ก็ถูกทำลายและใช้ถมท่าให้เป็นแผ่นดิน เพื่อให้เมืองมีพื้นที่ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้มากขึ้น ซึ่งส่วนใจกลางเมืองของซานฟรานซิสโกสร้างอยู่บนซากเรือจากยุคตื่นทองนั่นเอง ซานฟรานซิสโก เงียบอยู่ไม่นาน เพียงไม่กี่ปีถัดมากลายเป็นเมืองท่าที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จากประชากรเพียงพันคนเพิ่มขึ้นเป็นนับแสนคน ดินแดนในแถบตะวันตกของทวีปอเมริกาจึงเต็มไปด้วยผู้คนจากต่างสัญชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ในขณะที่ชาวเนทีฟอเมริกันดั้งเดิมและสิ่งแวด ล้อมธรรมชาติถูกรุกรานทำลายไปอย่างมาก
ระหว่างการค้นพบทองคำ เมืองแคลิ ฟอร์เนียยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเม็กซิโก ที่ดูแลโดยกองทัพอเมริกัน เป็นผลจากสงครามเม็กซิกัน-อเมริกัน หลังจากเซ็นสนธิสัญญายุติสงคราม เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1848 แคลิฟอร์เนียกลายมาเป็นดินแดนในการครอบครองของชาติอเมริกา เนื่องจากแคลิฟอร์เนียยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจน ทองคำ ที่ถูกพบจึงเป็นเสมือนสมบัติสาธารณะที่ทุกคนสามารถครอบครองได้โดยไม่ต้องมีการเสีย ภาษี ขึ้นทะเบียน หรือเสียค่าธรรมเนียมใดๆ แต่กระนั้นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่คือคนทำเหมืองนั่นเอง ได้พยายามออกกฎระเบียบในการทำเหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาด และครอบครองเขตแดนการทำ เหมืองมากเกินไประหว่างบรรดานักแสวงโชค ที่มาในรุ่นแรกๆ เป็นการให้โอกาสผู้ที่มาทีหลัง ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจในแคลิฟอร์เนียเริ่มผงาดจากการตื่นทอง ทำให้สามารถดูแลตัวเองได้และได้รับการสถาปนาเป็นรัฐที่ 31 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1850
หลังจากที่มีการค้นพบทองคำมากขึ้น หนทางที่จะนำแร่ล้ำค่ามาใช้ได้นั้นมีหลายวิธี เริ่มตั้งแต่ใช้ทองคำแทนเงิน เพื่อแลกอาหาร จ่ายค่าที่พักอาศัย และอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการเอาธนบัตรมาแลกทองคำ นักขุดทองในยุคนั้นกลายเป็นเศรษฐีส่งทองกลับประเทศของตัวเองได้มากมาย เช่น ทองคำในฝรั่งเศส ในยุคนั้นส่วนใหญ่มาจากเหมืองทองในแคลิฟอร์เนีย ส่วนพ่อค้าบางรายที่ตั้งรกรากอยู่ในซานฟรานซิสโกได้ก่อตั้งโรงงานผลิตเหรียญทองคำเอง โดยซานฟรานซิสโกมีโรงกษาปณ์โรงแรกในปี 1854 และในปีแรกที่ทำการผลิตเหรียญทองคำเป็นมูลค่าถึง 4,084,207 เหรียญสหรัฐ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามาช้านาน
ยุคตื่นทองเป็นยุคที่มีบทบาทสำคัญต่อซานฟรานซิสโกเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่เมืองเท่านั้นที่ถูกสร้าง ยังมีธุรกิจหลากหลายที่ก่อกำเนิดขึ้นในยุคนั้น และคงดำเนินกิจการ ต่อมาถึงยุคปัจจุบัน นับเป็นเวลายาวนานเกือบครบ 160 ปีแล้ว...
ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องราวของธุรกิจที่เกิดจากยุคตื่นทอง
|
|
 |
|
|