|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ ฉบับ มีนาคม 2551
|
 |

Bob Rodriguez
CEO, First Pacific Advisors
Rodriguez ถือเงินสด 43% และกำลังมองหาหุ้นตัวต่อไปที่จะเริ่มร่วง เขาชี้ว่าวิกฤติสินเชื่อยังไม่หมดไปแต่ทางแก้เท่าที่มีอยู่ยังเป็นเพียงกลยุทธ์ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ เขาเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสูงไม่ได้เป็นสาเหตุของวิกฤติสินเชื่อ ดังนั้น เขาจึงไม่เชื่อว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยปกติเมื่อตลาดอยู่ในภาวะปรับฐานหรือถดถอยรุนแรง เขาจะเริ่มลงทุนอย่างเช่นในขณะนี้ ราคาหุ้นค้าปลีกหลายตัวที่มีงบดุลแข็งแกร่งกำลังร่วงกราว แต่ Rodriguez ไม่คิดว่าขณะนี้เป็นสภาวะปกติ เขาจึงกำลังรอให้ตลาดตกต่ำมากกว่านี้ ก่อนที่เขาจะเห็นว่าปลอดภัยพอที่จะเริ่มซื้ออย่างขนานใหญ่
Lawrence Summers
ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Charles W. Eliot University, Harvard และอดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ
Summers คิดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยและส่งผลกระทบรุนแรงในปีนี้ และจะมีผลกระทบตามมาภายหลังด้วย ส่วนสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำมี 4 อย่างคือ นโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ ส่วนนโยบายการคลังและการเงินมีการดำเนินการอยู่แล้ว สองคือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการจัดการปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยที่สิ่งสำคัญคือหาทางลดมูลค่าบ้านที่ราคาตกต่ำอย่างหนัก โดยไม่ทำให้เกิดการขาดทุนเมื่อยึดบ้าน สามปรับปรุงแก้ไขระบบการเงิน เพื่อให้มีเงินทุนและความโปร่งใสมากขึ้นในการประเมินราคา โดยไม่ต้องใช้วิธีทุ่มทรัพย์สินเข้าไปในตลาด ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องลดลง และสี่ สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ในโลกควรร่วมมือกันมากขึ้น ให้มีการประเมินราคาสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ และเพื่อให้มั่นใจว่า หากอุปสงค์ในสหรัฐฯ ตกต่ำ จะมีอุปสงค์จากที่อื่นในโลกเข้ามาชดเชย
Summers ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีคลังสมัยอดีตประธานาธิบดี Bill Clinton วิจารณ์แผนเศรษฐกิจของผู้สมัครชิงตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพื่อลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นปลายปีนี้ว่า ไม่เข้าใจจุดสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนอุปสงค์ และไม่ใช่เวลาที่จะใช้มาตรการแก้ไขด้านอุปทาน แต่ผู้สมัครพรรครีพับลิกันกลับหวนกลับไปยังจุดยืนเก่าของประธานาธิบดี Bush คือการพยายามจะลดภาษีอย่างถาวร ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่เสนอโดยพรรคเดโมแครตส์ Summers เห็นว่าเน้นที่มาตรการการคลังระยะสั้น ซึ่งทันต่อเวลาและมีเป้าหมายที่ชัดเจน
ส่วนการที่ George Soros ประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่า ยุคที่เศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโตด้วยเนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งดำเนินมานาน 60 ปีได้สิ้นสุดลงแล้ว Summers เห็นว่า เศรษฐกิจอเมริกันมีความสามารถในการฟื้นตัว มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน สหรัฐฯ ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนต่างประเทศ และคนที่มีความสามารถสูงจากทั่วทุกสารทิศในโลก เขายังไม่คิดว่าจะมีประเทศใดที่จะแย่งตำแหน่งประเทศเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกไปจากสหรัฐฯ ได้ในเร็วๆ นี้
John Neff
อดีตผู้จัดการกองทุน Vanguard Windsor fund
Neff ไม่คิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอย ส่วนการอ่อนค่าของดอลลาร์ทำให้อุตสาหกรรมของสหรัฐฯ แข่งขันได้มากขึ้นในโลก และการผลิตตามปกติจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ Neff บอกว่าเขาเป็นนักลงทุนในหุ้นที่ P/E ต่ำเสมอ ซึ่งเป็นหลักการที่เขาใช้บริหารกองทุน Windsor จนประสบความสำเร็จมาตลอด 31 ปี เขาเริ่มซื้อหุ้นใหม่ๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา เมื่อหุ้นเหล่านั้นจู่ๆ ก็ราคาตกมาก รวมทั้งซื้อหุ้นของบริษัทไฮเทคที่เขามีหุ้นอยู่แล้วเพิ่มขึ้น เมื่อราคาของมันตกลงเหลือเพียง 7 เท่าของรายได้ หลังจากพิจารณาแล้วว่า หุ้นเหล่านั้นราคาตกอย่างไม่สมเหตุสมผล เพียงเพราะว่า มันเป็นบริษัทในกลุ่มไฮเทค เขายังซื้อหุ้นบริษัทขนาดเล็กที่ดีแต่ราคาตกด้วย
Leon Cooperman
ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา Omega
Cooperman เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวแต่โอกาสที่จะถดถอยมีเพียง 50% ถึงแม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเกิดถดถอยอย่างหนัก แต่หลายส่วนของตลาดหุ้นก็ยังคงมีค่าน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจะตกต่ำลง เนื่องจากระบบการเงินกำลังเผชิญปัญหาบางอย่าง ดังนั้น หากจะลงทุนควรเก็บเงินสดสำรองไว้ด้วย และลงทุนเฉพาะหุ้น blue chip ที่มีพื้นฐาน ที่คุณเข้าใจได้ และราคายังถูกอยู่ อย่างเช่นบริษัทพลังงาน และบริษัทท่อส่งพลังงาน รวมทั้งบริษัทยาบางแห่ง ที่จ่ายเงินปันผล Cooperman ให้ความสำคัญกับหุ้นที่จ่ายปันผลโดยชี้ว่า เงินปันผลมีสัดส่วนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของผลตอบแทนทั้งหมดที่ได้จากตลาดหุ้นตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เขายังแนะนำให้สนใจบริษัทที่มีความอ่อนไหวน้อยต่อภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง เช่นบริษัทที่มีคำสั่งซื้อสินค้าอยู่ในมือเป็นเวลาหลายๆ ปี
|
|
 |
|
|