|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
สมาคมค้าทองคำยืนยันไม่มีเอี่ยวปั่นราคาทองพุ่ง ชี้สาเหตุแท้จริงมาจากต่างประเทศเงินดอลลาร์อ่อนค่าฉุดเฮดจฟันด์โยกเงินมาลงทุนเพื่อเก็งกำไรเพิ่ม ระบุปีนี้มีลุ้นราคาแตะ1,000 เหรียญ/ออนซ์หรืออาจรูดลงจากแรงที่ขายชุดใหญ่ ขณะเดียวกันตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เปิดใหม่ในจีน ส่งผลต่อการคาดการณ์ราคาทองในอนาคตทำได้ยากขึ้น
นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ และผู้บริหารห้างทองเลี่ยงเส็งเฮง กล่าวถึงปี51ราคาทองคำในต่างประเทศมีการผันผวนมาก ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศไทยปรับตัวขึ้นลงตามตลาดต่างประเทศมาตลอด อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าความผันผวนของราคาทองคำไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในประเทศ รวมทั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากสมาคมค้าทองคำแต่อย่างใด
ส่วนในปีนี้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นถึง 1,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์หรือไม่นั้น มีความเป็นไปได้ และอาจจะปรับตัวลดลงได้เช่นกัน เนื่องจากราคาขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงทำให้ผู้ลงทุนชะลอการลงทุนลงไป โดยเมื่อเร็วๆนี้ราคาได้ปรับตัวสูงสุดมาอยู่ที่ประมาณ 950 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 930 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งถือว่ามีความผันผวนมาก
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมาคมฯตั้งราคาทองคำตามราคาต่างประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศไทย ดังนั้นถ้าต่างประเทศราคาสูงขึ้น เราก็ต้องปรับราคาให้สูงขึ้นตาม เพราะเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปซื้อขายได้ทั่วโลก หากเราตั้งราคาที่ต่ำไป ต่างประเทศก็จะเข้ามาซื้อเพราะราคาถูก และจะนำไปขายทำกำไรในต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง ทำให้ตลาดเมืองไทยเกิดความขาดแคลนได้ นอกจากนี้ทองคำแท่งในปัจจุบันเป็นสินค้าที่ปลอดภาษี ไม่เหมือนทองคำรูปพรรณที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม7% ดังนั้น หากปล่อยเข้ามาทำกำไร เขาก็จะได้รับผลตอบแทนไปเต็มๆ”
ขณะเดียวกันตั้งแต่ต้นปี2551 ที่ผ่านมาร่วม 2 เดือน ภาวะการซื้อขายและการลงทุนในทองคำชะลอตัวลงไปจากปีที่ผ่านมาประมาณ 20% เพราะราคาทองปรับตัวสูงขึ้นมาตลอดเวลา จะกระทั่งราคาทองคำแท่งปรับตัวสูงสุดบาทละ 14,450 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณอยู่ที่ 14,850 บาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยราคานี้สมาคมฯใช้เปรียบเทียบกับค่าเงินบาทที่ 32.30 บาท/เหรียญสหรัฐ ดังนั้นถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกว่านี้ ราคาทองก็จะปรับตัวสูงขึ้นไปอีก ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้ลงทุนในท่องคำแท่งปรับตัวลดลง จากความไม่มั่นใจในราคาทองคำที่อาจปรับตัวลดลงหรือสูงขึ้นได้ในอนาคต หลังจากปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในขณะนี้
“ปีนี้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก โดยเพิ่มขึ้นถึง 50% จากเดิมบาทละไม่ถึง10,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 14,000 ในปัจจุบัน ซึ่งก็เหมือนกับเงินต้องจ่ายมากขึ้น แต่น้ำหนักทองคำที่ได้รับเท่าเดิม”
สำหรับสาเหตุความผันผวนของราคาทองคำในครั้งนี้มาจากการเปิดตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้าเสรีในประเทศจีนเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านว่า ซึ่งนับเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างความผันผวนต่อราคาทองคำทั่วโลก จากเดิมมีตลาดซื้อขายล่วงหน้าประเภทนี้จะที่ฮ่องกง อังกฤษ นิวยอร์ก จึงได้รับความความสนใจจากนักลงทุนชาวจีนเป็นจำนวนมาก
ส่วนปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนั้นมาจากการอ่อนค่าของค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ์ ซึ่งทำให้กองทุน เฮดจ์ฟันด์ทั้งหลายโยกย้ายเงินลงทุนจากการลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเข้ามาลงทุนซื้อขายทองคำมากขึ้น นอกจากนี้พวกกองทุนน้ำมันที่ไม่สามารถผลักดันให้ราคาน้ำมันเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลขึ้นมาได้ ก็โยกย้ายเงินเหล่านั้นมาซื้อขายทองคำเพื่อเก็งกำไร ด้วยเช่นกัน
“ราคาทองคำในต่างประเทศทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ที่ผันผวนล้วนมาจากการลงทุนของพวกเฮดจ์ฟันด์ มากกว่าการซื้อขายจริง แต่โดยทั่วไป วัตถุหรือสินทรัพย์ชนิดใดก็ตาม เมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้นมาก ผู้ลงทุนก็จะชะลอการซื้อหรือการลงทุนในวัตถุชิ้นนั้นๆลงไป ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนใหญ่การลงทุนทองเป็นเพียงแค่การซื้อขายล่วงหน้า ไม่ใช่การลงทุนในทองคำเต็มจำนวนหน่วย อีกทั้งเป็นการลงทุนในระยะสั้นๆ หรือเป็นแค่การเก็งกำไร เท่านั้นโดยปัจจุบันนี้ประมาณ80%ของการซื้อขายทองคำทั้งหมดเป็นการซื้อขายแบบเก็งกำไรจากตลาดสินค้าล่วงหน้า ซึ่งกองทุนเหล่านี้ลงทุนเพียง 7-8% จากมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดเท่านั้น”
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจลงทุนเข้าในทองคำ ควรศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ดี เพราะยังไม่มีกฏหมายรองรับ หรือควรรอรัฐบาลชุดใหม่ออกกฏหมายฉบับใหม่ที่มีการรองรับในเรื่องดังกล่าวแล้ว เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเรื่องดังกล่าวทางสมาคมค้าทองคำได้ร่วมประชุมและร่วมแสดงความคิดเห็นกับภาครัฐมาโดยตลอด
เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงการคาดการณ์ราคาทองคำในอนาคตว่า จะมีความลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากการลงทุนในทองคำในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่มาจากกองทุนต่างประเทศ หรือ เฮดจ์ฟันด์ ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะไม่มีการลงทุนแบบถือนาน พอได้กำไรก็ขายทิ้ง อีกทั้งปัญหาซับไพรม์ก็ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อการลงทุนในทองคำมากนัก
นอกจากนี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไรให้แก่ผู้ลงทุนมากที่สุด ดังนั้นกองทุนเหล่านี้จะหมุนเวียนลงทุนแต่เฉพาะ น้ำมัน ทองคำ อัตราแลกเปลี่ยน พันธบัตร และหุ้น เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในช่วงระยะนี้ราคาทองคำจึงมีการปรับตัวสูงขึ้น เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดการขายทำกำไรทองคำในต่างประเทศขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง
|
|
 |
|
|