"สถาบันจัดลำดับความเสี่ยงของสหรัฐฯ เช่น สแตนดาร์ด แอนด์พัว และมูดี้เตรียมจะมีการปรับลดลำดับสินเชื่อ
(CREDIT RATING) ของประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ อันเนื่องมาจากความผันผวนทางการเมือง
"พฤษภาทมิฬ" ช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้รัฐบาลและบริษัทธุรกิจไทยหนาว
ๆ ร้อน ๆ ไปตามกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมต่างประเทศคาดว่าปรับตัวสูงขึ้นถึง
0.25-0.5%"
ลำดับความเสี่ยงประเทศไทยเวลานี้
COUNTRY RISK เป็นตัวบ่งบอกว่า หลักทรัพย์ไทยที่จะนำไปจำหน่ายในต่างประเทศการกู้เงิน,
การค้า ตลอดจนการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ค่าของ
COUNTRY RISK สามารถจัดลำดับได้โดยที่สถาบันจัดลำดับ COUNTRY RISK มีอยู่หลายสถาบันในหลายประเทศ
อาทิ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งนี้มีสถาบันที่เป็นที่น่าเชื่อถือในระดับโลกอยู่
2 สถาบันคือ STANDARD'S&POOR (S&P) และ MOODY'S แห่งสหรัฐอเมริกา
ทั้ง 2 สถาบันได้จัดตั้งมาเกือบ 100 ปีแล้ว และเป็นที่ยอมรับในการจัดลำดับมาโดยตลอด
ด้วยเหตุผลที่ว่าผลการจัดลำดับมีความถูกต้องตามความเป็นจริงมาก
ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการจัดลำดับจาก S&P ให้มีความน่าเชื่อถือสำหรับเงินกู้ระยะยาวในระดับ
A- (ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูงกว่าปานกลาง) ความน่าเชื่อถือสำหรับเงินกู้ระยะสั้นในระดับ
A-1 (ระดับความปลอดภัยสูงมาก)
ส่วน MOODY'S จัดประเทศไทยอยู่ในระดับ A2 (ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูงกว่าปานกลาง)
สำหรับเงินกู้ระยะยาว และ P-1 (มีศักยภาพสูงในการชำระหนี้คืน) สำหรับเงินกู้ระยะสั้น
(พิจารณาตารางแสดงการจัดลำดับสถานทางการเงินของ S&P MOODY'S ประกอบ)
ความน่าเชื่อถือ
การประเมินอัตราความเสี่ยงสำหรับแต่ละประเทศในโลกนี้มีหลักการพิจารณาอยู่
2 ส่วนหลักคือ 1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะรวมทั้งความสามารถในการหาเงินมาได้และความสามารถในการชำระหนี้
ซึ่งในรายละเอียดของการวิเคราะห์ จะต้องดูการเติบโตของแต่ละภาคเศรษฐกิจ,
โครงสร้างประชากร, ดุลการค้า, ดุลบัญชีเดินสะพัด, อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
เป็นต้น 2. ความเสี่ยงด้านการเมืองจะรวมไปถึงระบอบการปกครองประเทศ เสรีภาพทางการเมือง,
เสถียรภาพของพรรคการเมือง, นักการเมือง, นโยบายของรัฐบาล และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
เป็นต้น
ทั้ง 2 ส่วนนี้จำต้องพิจารณาร่วมกันไป จะเน้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้
และจากการใช้ข้อมูลทั้งด้านปริมาณ (ตัวเลขสถิติต่าง ๆ ) และคุณภาพ (นโยบายต่าง
ๆ แนวความคิดผู้บริหาร เป็นต้น) จะทำให้ความเบี่ยงเบนของข้อมูลมีน้อยลง
เพื่อให้การจัดลำดับมีความถูกต้องมากขึ้น สถาบันจัดลำดับเช่น S&P หรือ
MOODY'S จึงให้มีการ UP DATE ลำดับเป็นประจำทุกปี แต่หากประเทศใดมีการเปลี่ยนแปลงภายในที่มีผลต่อสถานะทางการเมือง
และเศรษฐกิจอย่างมากแล้ว การ UP DATE นี้ก็จะสามารถทำได้ทันที และจะนำเสนอแก่สถาบันการเงินต่าง
ๆ ทั่วโลกในรูปของจดหมายข่าว
ในกรณีของประเทศไทย เมื่อมีความผันผวนทางการเมืองอย่างมากในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
S&P ก็ให้ความสำคัญและได้เดินทางเข้ามาดูสถานการณ์เพื่อนำไปปรับลำดับให้เหมาะสมตามความเป็นจริง
ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การะทรวงการคลังต้องออกมาชี้แจงว่า
สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายจนถึงขั้นลดลำดับความน่าเชื่อ หากแต่เป็นการ "จับตา"
(WATCH LIST) เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ได้มีการปรับลดเครดิตเรตติ้งสถาบันการเงินต่างประเทศบางแห่งที่เป็นเจ้าหนี้ของไทย
ก็ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไปแล้วถึง 0.25%
ดอกเบี้ยแพงขึ้น 0.25%-0.5%
นักการเงินหลายท่านได้ให้ความเห็นตรงกันว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับลดเครดิตเรตติ้งที่แท้จริงนั้น
ก็คือผู้ที่กำลังจะขอกู้ยืมเงินจากต่างประเทศหรือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขการกู้ยืมเงิน
เนื่องจากผู้ให้กู้ยืมมองเห็นถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อชดเชยกัน
นอกจากนี้ ผู้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศที่ต่ออายุสัญญาใหม่ หรือผู้กู้ที่มีเงื่อนไขการกู้ยืมเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว
ก็จะได้รับผลกระทบถัดมา ผู้ที่โชคดีที่สุดเห็นจะเป็นผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมระยะยาว
ด้วยอัตราดอกเบี้ยตายตัว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่ให้กู้ว่าจะขอเจรจาในเงื่อนไขกู้ยืมใหม่หรือไม่
หากพิจารณาปริมาณการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ
ของไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีอัตราเติบโตของเงินกู้ยืมในอัตราเฉลี่ยถึงปีละ
47%
ในปี 2534 ภาคเอกชนมีปริมาณการกู้ยืมจากต่างประเทศสูงถึง 20,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สูงกว่าภาครัฐบาลเกือบเท่าตัว แต่โครงสร้างเงินกู้ยืมภาคเอกชนแบ่งเป็นระยะสั้น
และระยะยาวในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง ขณะที่ภาครัฐบาลจะเป็นการกู้ยืมระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ถึง
90%
จึงอาจกล่าวได้ว่า ในระยะนี้หากมีการเจรจาต่ออายุเงินกู้ยืม ภาครัฐบาลจะได้รับผลกระทบมากกว่าภาคเอกชน
นิพัทธ พุกกะณะสุต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก
5,000 ล้านบาท ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสูงขึ้นอีก 0.5% แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าในอนาคตอันใกล้คือ
ปลายปี 2535 และต้นปี 2536 ภาคเอกชนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินกู้ยืมจากต่างประเทศสูง
โดยเฉพาะโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการโทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมาย, โครงการโทรศัพท์
1 ล้านเลขหมาย, โครงการรถไฟฟ้า กทม.,โครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน,โครงการรถไฟฟ้าโฮปเวลล์
และโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ เป็นต้น
ฉะนั้นในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ภาคเอกชน กำลังอยู่ในระหว่างการเสาะหาแหล่งเงินกู้ของตนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
0.25%-0.5% ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบกับมูลค่าโครงการหลายหมื่นล้าน
ปรับแผนดีกว่าชะลอโครงการ
สำหรับโครงการใหญ่ ๆ การหาแหล่งเงินทุนของโครงการจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นสถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
หนทางแรกที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการชะลอโครงการ รอให้สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติจึงเจรจากู้ยืมอีกครั้ง
แต่สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญแล้วมักจะเลือกที่จะปรับแผนการเงินมากกว่า
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม
วรรณอินเวสเม้นท์ อดีตเคยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
ธนาคารกสิกรไทย ได้ให้ความเห็นว่า "ในกรณีที่เงินกู้จากต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น
จะแนะนำเจ้าของโครงการให้ชะลอการหาเงินจากต่างประเทศ เพราะในช่วงต้นโครงการมักจะยังไม่ใช้เงินมากนัก
แหล่งเงินกู้ภายในจะสามารถช่วยได้ พอถึงจุดหนึ่งจึงค่อยเจรจาเงินกู้จากต่างประเทศ"
ส่วนปัญหาเรื่องสภาพคล่องภายในประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้าหากทุกโครงการใหญ่หันมาระดมเงินภายในประเทศกันหมด
ก็คงจะตอบได้ไม่ยากนักว่าแบงก์พาณิชย์ไทยก็จะต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้อีกทอดหนึ่ง
โดยแบงก์พาณิชย์จะสามารถกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าโครงกาจะกู้โดยตรงเอง
สำหรับระยะสั้นนั้น สภาพคล่องของแบงก์พาณิชย์ในประเทศมีอยู่มากพอที่จะรองรับความต้องการในส่วนนี้
ขณะเดียวกันแบงก์พาณิชย์หลายแห่งก็ได้เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น
0.5% แล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน เพื่อที่จะได้มีความคล่องตัวในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในอนาคต
การปรับลำดับความเสี่ยงของประเทศจึงมีผลเชื่อมโยงต่อสัญญาณการเปลี่ยนแปลงตลาดการเงินในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ