Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน5 กุมภาพันธ์ 2551
บลจ.กสิกรไทยผุด22กองดันเป้าปีหนูโต20%             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด

   
search resources

กสิกรไทย, บลจ.
Funds




บลจ.กสิกรไทยตั้งเป้าปีหนูทองโต 20% หลังคาดอุตสาหกรรมกองทุนรวมเติบโตเพิ่มขึ้นไม่มาก เหตุพระเอกปีที่แล้วอย่างบอนด์ต่างประเทศโดนพิษดอกเบี้ยลดทำยอดลงทุนหด แต่ยังเตรียมออก 22 กองทุนใหม่มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท พร้อมวางแผนขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วยกลยุทธ์เน้นความหลากหลายของโปรดักต์ และบริการ ขณะเดียวกันคาดเศรษฐกิจโลกปีนี้โตแบบชะลอตัว แต่ไทยยังขยายตัวได้ถึงร้อย 4.5-4.6 จากการเมืองที่ชัดเจน และการลงทุนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้น

นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ทางบริษัทมีเป้าหมายในการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มยอดสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม)ให้ได้ไม่ต่ำกว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมกองทุนรวมทั้งหมด หรือประมาณ 20% โดยคาดว่าอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 15-20% และถือเป็นการขยายตัวตามปกติ แต่คงเป็นไปได้ยากหากจะขยายตัวถึง 30% ตามที่มีการคาดการณ์เอาไว้

“การเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีที่ผ่านมาเกิดจากตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีความแตกต่างในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเมื่อปรับความเสี่ยงแล้วผลตอบแทนที่ได้รับยังสูงกว่าการลงทุนในประเทศ ทำให้นักลงทุนมีความสนใจลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่วนต่างที่เคยมีก็หายไป จึงคาดว่าการเติบโตของธุรกิจหลังจากจะอยู่ในช่วงปกติประมาณ 15-20%”นางวิวรรณกล่าว

สำหรับแผนการออกกองทุนของบริษัทในปีนี้จะมีการเปิดขายกองทุนรวมทั้งหมด 22 กองทุนและมีมูลค่าโครงการร่วมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงเริ่มต้นแบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 2 กอง กองทุนต่างประเทศ 8 กอง กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 3 กอง และกองทุนหุ้น 1 กอง ซึ่งในส่วนของกองทุนต่างประเทศที่บริษัทจะออกไปลงทุนนั้นจะเป็นกองที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น กองทุนที่ลงทุนในพลังงานทางเลือกใหม่ กองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หรือกองทุนที่ลงทุนในสินค้าเกษรตรเป็นต้น ส่วนกองทุนอสัหาริมทรัพย์นั้นบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งสินทรัพย์ที่คาดว่าจะนำเงินไปลงทุนได้แก่ เซอร์วิสอาร์พาร์ทเมนท์ ที่อยู่อาศัย รีสอร์ต และโรงแรม เป็นต้น ส่วนกองทุนหุ้นอีก 1 กองคาดว่าน่าจะลงทุนใน ETF หรือ กองทุนตลาดรอง นอกจากนี้ Energy ETF ทางบริษัทก็มีความสนใจเช่นกัน แต่ขณะนี้ต้องขึ้นอยู่กับตลาดหลักทรัพย์ว่าจะเลือกให้ใครเป็นผู้จัดทำ เพราะทางบริษัทนั้นพร้อมที่จะทำในส่วนนี้ หลังจากที่เพิ่งได้รับจดหมายให้ส่งข้อเสนอไป

นางวิวรรณ กล่าวอีกว่า การขยายฐานลูกค้าในปีนี้ทางบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องแข่งกับผู้ประกอบการอื่นๆ หรือต้องเป็นแชมป์แต่อย่างใด เพียงแต่จะเน้นในเรื่องของสินค้าที่ดี และมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น รวมถึงการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้ามากกว่า ซึ่งหากในอนาคตจะมีลูกค้าเข้ามาลงทุนกับเราเพิ่มมากขึ้นจนทำให้บริษทเติบโตเป็นที่ 1 ก็ถือเป็นเรื่องดี

ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทมีนโยบายการการขยายฐานลูกค้าด้วยการเน้นการรักษาผลการดำเนินงานที่ดีภายใต้ความเเหมาะสม และการให้บริการลูกค้าด้วยการวางแผนการเงินเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถจัดการลงทุนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ โดยจะประสานงานกับธนาคารกสิกรไทยผ่านโครงการ K-WePlan เพื่อให้ความรู้กับลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมใช้การขยายฐานลูกค้าด้วยผลติภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เช่นกองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หรือกองทุนที่ลงทุนในสิ้นคาเกษตรเป็นต้น

ส่วนการปรับการให้บริการเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้านั้น ทางบริษัทจะมีการปรับปรุงบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ดี และครอบคลุมมากขึ้น พร้อมเพิ่มบริการใหม่ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการให้บริการผ่านระบบนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีที่ผ่านมาการธุรกรรมผ่านช่องทางนี้ถือว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยมียอดทำธุรกรรมทั้งหมด 40,598 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าการซื้อ-ขายทั้งสิ้นรวม 7,109.29 ล้านบาท

นางวิวรรณ กล่าวอีกว่า ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาของบริษัทถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมียอดสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นจากปี 2549 จำนวน 77,756.71 ล้านบาท เป็น 318,879.14 ล้านบาท คิดเป็นอัคตราการขยายตัวถึง 32.25% โดยในส่วนของธุรกิจกองทุนรวมบริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นได้ถึง 45.68% จากเดิม 34,493 บัญชี เป็น 50,249 บัญชี มีการเปิดขายกองทุนทั้งหมด 30 กองทุน เป็นกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 11 กองทุน กองทุนตราสารหนี้ 8 กองทุน กองทุนผสม 4 กองทุน กองทุน LTF-RMF 6 กองทุน และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 1 กองทุน ซึ่งทั้งหมดมียอดขาย 84,868.37 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 64,618.09 ล้านบาท เป็น 238,394.76 ล้านบาทคิดเป็นอัตราการขยายตัวถึง 37.18% ซึ่งถือว่ามากว่าการตอบโตของทั้งอุตสาหกรรมที่ยอดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 388,622.92 ล้านบาท เป็น 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 31.08%โดยการเพิ่มขึ้นของกองทุนรวมในปีที่ผ่านมาเนื่องจากผลการดำเนินงานที่ดีของกองทุนต่างๆ โดยจากการรายงานของ Lipper ณ วันที่ 31 ธ.ค.50 กองทุนหุ้น กองทุนผสม และกองทุนตราสารหนี้ของบริษัทมักจะมีผลตอบแทนอยู่ในอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ เช่น 1) กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล หรือเคแวลูร์ มีผลการดำเนินงานเป็นอันดับที่ 1 จาก 223 กองทุน 2) กองทุนเคหุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพมีผลตอบแทนอันดับ1 จาก 60 กองทุน 3)กองทุนเปิดรวงข้าวดุลยทรัพย์ ซึ่งเป็นกองทุนผสม มีผลการดำเนินงานอยู่ในอันดับที่ 1 จาก 15 กองทุน และสุดท้ายกองทุนเปิดรวงข้าวคืนกำไร ที่ลงทุนในตราสารหนี้มีผลการดำเนินงานเป็นอันดีที่ 1 จาก 159 กองทุน

ด้าน นางสาวปราณี เกียรติชัยพิพัฒน์ ทีมวิจัยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กสิกรไทย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2551 ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวแบชะลอตัว ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัญหาซับไพรม์และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัว และมีความเสี่ยงจะเกิดภาวะถดถอยมากขึ้น และจะกระทบต่อผู้ที่ส่งออกไปตลาดสหรัฐ โดยการที่เฟดลดดอกเบี้ยถึง 1.25% ภายใน 10 วันรวมถึงมาตรการการคลังถึงแม้จะช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้าง แต่คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้มีการลดสินทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับสกุลเงินดอลลาร์ลงเนื่องจากมีการปรับตัวอ่อนค่าลง ส่วนในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียนั้นคาดว่าจะยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าภูมิภาคอื่น โดยจีนจะมีการบริโภคที่แข็งแกร่งเป็นตัวหนุนการเติบโต แต่ปัญหาเงินเฟ้อก็จะยังส่งผลอยู่ทำให้อาจมีการปรับในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยได้ ส่วนเศรษฐกิจไทยน่าจะยังมีการขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 4.5-4.6 เนื่องจากการเมืองที่ชัดเจน ขณะที่การลงทุนที่ค้างคาต่างๆ จะทยอยปรับตัวดีขึ้น หากปัญหาต่างๆ มีการคลี่คลายได้

โดยอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต่อไป อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทอาจแข็งค่าถึง 32-33 บาทต่อดอลลาร์ได้ในสิ้นปีนี้ จากแรงกดดันของการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นกว่าการส่งออก และเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us