Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน4 กุมภาพันธ์ 2551
ห่วงธปท.หมดทางสู้บาทแข็งวงเงินออกบอนด์ใกล้เต็ม2ล้านล้าน             
 


   
search resources

Currency Exchange Rates




กระทรวงการคลังหวั่นแบงก์ชาติ ประสบปัญหาการบริหารนโยบายการเงิน เหตุส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายธปท.สูงกว่าเฟด 0.25% ส่งผลเงินนอกทะลักเข้าดันค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป ระบุหากลดดอกเบี้ยในการประชุมกนง.ปลายเดือนอาจล่าช้าเกินไป ห่วงใช้อำนาจออกบอนด์เกินอำนาจที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากพ.ร.บ.ธปท.ฉบับใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ต้องรายงานกระทรวงการคลังรับทราบก่อนจึงสามารถทำได้

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงิน สำนักนโยบายระบบการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)สูงกว่าของธนาคารกลางสหรัฐอยู่ 0.25% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าในรอบ 5 ปี ถือว่าน่าเป็นห่วงต่อการบริหารนโยบายการเงินของธปท.

เนื่องจากจะทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้นไปอีก สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือธปท.จะต้องเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาให้เหลือเท่าหรือน้อยกว่าดอกเบี้ยของเฟด แต่ด้วยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะมีการประชุมอีกครั้งก็ในวันที่ 27 ก.พ.นี้ ซึ่งอาจล่าช้าไป เพราะถึงขณะนี้ตลาดก็คาดการณ์และเตรียมตัวไว้แล้ว หากในการประชุมครั้งนั้นจะปรับลดดอกเบี้ยลงมาตามที่ตลาดคาดได้ก็จะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก

"ผลด้านจิตวิทยาในระบบการเงินและเศรษฐกิจมีผลทั้งด้านบวกและลบมาก ซึ่งเฟดเขาทำให้เห็นผลโดยลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์และมาพร้อมกับการปรับลดภาษี แต่ของเรามักจะทำตามตลาดซึ่งไม่ได้เป็นผู้นำที่จะช่วยให้เกิดผลด้านจิตวิทยา และถึงตอนนี้เครื่องมือด้านการเงินก็เหลือน้อย เฉพาะแบงก์ชาติเองออกบอนด์ไปแล้ว 1.45 ล้านล้านบาท กู้เงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร(อาร์พี) 4.4 แสนล้าน รวมแล้วก็เกือบ 1.9 ล้านล้านบาท ขณะที่กระทรวงการคลังอนุมัติให้ทำได้ที่ 2 ล้านล้านบาท นอกจากนี้เงินสำรองบวกภาระซื้อขายล่วงหน้า(ฟอร์เวิร์ด)ก็เป็น 1 แสนล้านบาท แบงก์ชาติจึงขยับตัวยากต้องเร่งหาทางออก"นายโชติชัยกล่าว

นายโชติชัยกล่าวว่า วงเงินการออกพันธบัตรของธปท.ในปัจจุบันที่กระทรวงการคลังอนุมัติไว้ที่ 2 ล้านล้านบาทใกล้เต็มวงเงินแล้วโดยในขณะนี้ธปท.ได้ออกพันธบัตรไปแล้วถึง 1.9 ล้านล้านบาท หากธปท.จะออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินมาใช้สำหรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในช่วงนี้อาจทำให้การออกพันธบัตรเกินวงเงินที่ขอไว้กับกระทรวงการคลังได้ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตกฎหมาย

ทั้งนี้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เรียบร้อยแล้วนั้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงพระปรมาภิไทหากธปท.จะดำเนินการออกพันธบัตรเกินวงเงินที่ขอไว้กับกระทรวงการคลังจึงยังไม่สามารถทำได้ต้องรอให้กฎหมายฉบับนี้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้

"กระทรวงการคลังห่วงว่าหากวงเงินที่ขอออกบอนด์มา 2 ล้านล้านบาทนั้นเต็มวงเงินแล้วแบงก์ชาติจะเกิดปัญหาในการบริหารนโยบายการเงินซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ ซึ่งหากแบงก์ชาติจะออกบอนด์มาดูดสภาพคล่องในตลาดก็คงไม่อาจทำได้ในทันทีเพราะเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ต้องรอให้กฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ก่อน" นายโชติชัยกล่าว   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us