Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2539
สุรเกียรติ์ เสถียรไทย             
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข เพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม
 

   
related stories

วิจิตร สุพินิจ
ข้อมูลบุคคลวิจิตร สุพินิจ
เอกกมล คีรีวัฒน์กับยุคมืดของแบงก์ชาติ
ข้อมูลบุคคล เอกกมล คีรีวัฒน์
แบงก์ชาติเล่นการเมืองหรือการเมืองเล่นแบงก์ชาติ?

   
search resources

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย




การขึ้นมารับตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง" ของธารินทร์ นิมมานเหมินท์กับสุรเกียรติ์ เสถียรไทยนั้นมีความเหมือนกันคือ เป็น "คนนอก" แต่ที่ต่างกันมากๆ คือ ธารินทร์เป็นคนนอกที่มีประสบการณ์ในแวดวงสถาบันการเงินมาก่อนและมีบารมี

ขณะที่สุรเกียรติ์ไม่มีทั้งสองอย่าง

ความไม่มีแขนขาในแวดวงการเงินการคลังทำให้สุรเกียรติ์กลายเป็น "คนอ่อนหัด" ในกระทรวงการคลังและลำบากมากในการบริหารงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางการเงินเฉพาะหน้า

กล่าวกันว่า สุรเกียรติ์มีปัญหามากในการระดมกำลังจากนายแบงก์มาช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ขณะที่ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล ปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ที่สุรเกียรติ์ตั้งมากับมือก็อยู่ในช่วงผ่องถ่ายอำนาจ

ภาวะนี้เองที่ผลักดันให้สุรเกียรติ์ต้องพึ่งพาผู้ว่าวิจิตรแบบเต็มตัว อีกทั้งสายสัมพันธ์แต่เก่าก่อนที่สุรเกียรติ์เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกที่มีส่วนผลักดันอย่างสำคัญให้วิจิตรเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติ

แหล่งข่าวกล่าวว่า เหตุการณ์ที่แสดงถึงความ "อ่อนหัด" อีกประการคือ การตัดสินใจ "เชือด" เอกกมลแบบเหตุการณ์พาไป

กรณี "ดาบสอง" ปลดจากรองผู้ว่าแบบ "มีความผิด" นั้น บางกระแสเสียงกล่าวว่า ผู้ว่าวิจิตรเป็นผู้เสนอ ขณะที่แหล่งข่าวกล่าวว่า เดิมทีนั้นผู้ว่าวิจิตรเป็นผู้เสนอจริง แต่ให้ปลด "เพื่อความเหมาะสม" มีบำเหน็จบำนาญ

แต่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีการซักถามกันมากว่าเกิดอะไรขึ้น และมีความจำเป็นเพียงใด ด้วยความมั่นใจในข้อมูล สุรเกียรติ์จึงยืนยันว่ามีข้อมูลการกระทำความผิด รัฐมนตรีท่านอื่นจึงต้อนทันทีว่า เมื่อทำความผิดก็ต้องดำเนินคดีและปลดแบบไม่มีบำเหน็จบำนาญซึ่งเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เอกกมลสะสมจากการทำงาน 25 ปี ตรงนี้เป็นจุดรุนแรงกว่าที่สุรเกียรติ์และผู้ว่าวิจิตรตั้งใจไว้ก่อนหน้ามาก

"ความอ่อนหัดของสุรเกียรติ์ก็คือมีความเป็นนักกฏหมายมากเกินไป" แหล่งข่าวให้ความเห็น

สุรเกียรติ์อาจจะถูกทุกอย่างในแง่ของกฏหมาย มีข้อมูล มีหลักฐานครบถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจ แต่ในแง่การเมือง และในแง่สาธารณะ สุรเกียรติ์มีแต่ "ติดลบ"

แต่แหล่งข่าวระดับวงในรัฐบาลกลับมองตรงกันข้าม แหล่งข่าวยืนยันว่า สุรเกียรติ์เป็นนักการเมืองที่เป็นยิ่งกว่านักการเมือง

"เขาถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นนักการเมือง"

สุรเกียรติ์มีสายสัมพันธ์กับทุกระดับอย่างแน่นแฟ้น ฉลาดที่จะเลือกใช้คำพูดมีมาดที่สุขุม สงบ และไม่สะทกสะท้านเลยยามเมื่อถูกสาธารณชนจับตาหรือตกอยู่ในวงล้อมของสื่อมวลชน

ในกระทรวงการคลัง ใช่ว่าสุรเกียรติ์จะไม่มีแขนขา คุณพ่อของเขา "สุนทร เสถียรไทย" เคยเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมาตลอดชีวิต ย่อมรู้จักและรู้วิธีที่จะเลือกใช้คน เพียงแต่ในช่วงาวลานี้สุรเกียรติ์เลือกที่จะใช้แบงก์ชาติ

การเข้าถึงบรรหารและประคับประคองจนยึดทำเนียบรัฐบาลในที่สุด ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญของสุรเกียรติที่ย่อมมองการณ์ไกล อีกทั้งเป็นผู้เจรจาประนีประนอมผลประโยชน์ของ 7 พรรคจนจัดตั้งรัฐบาลในที่สุด ไม่ใช่เป็นเพราะความเป็นนักการเมืองของสุรเกียรติ์กระนั้นหรือ?

"สุรเกียรติ์เป็นคนที่สร้างภาพได้เก่งมาก" แหล่งข่าวใกล้ชิดกล่าว เขายืนยันว่าสุรเกียรติ์จับประเด็นเร็ว กระชับและนำเสนอได้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะการนำเสนอในครม.

ขณะที่ผู้ใกล้ชิดสุรเกียรติ์อีกรายหนึ่งให้ความเห็นว่า สุรเกียรติ์ไม่ใช่ "ล็อบบี้ยิสต์"อย่างที่คนเข้าใจ

"สุรเกียรติ์เป็นนักเจรจาต่อรอง" เขายืนยันและว่า ล็อบบี้ยิสต์ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าการแจกเงินรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามแต่นักเจรจาต่อรองไม่ใช่คนแจกเงิน

แหล่งข่าวกล่าวว่า สุรเกียรติ์เป็นนักเจรจาต่อรองที่เก่งมาก โดยเฉพาะการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพราะความเป็นนักกฏหมายและความใจเย็น เขาเจรจาสำเร็จหลายๆเรื่องในสมัยอยู่บ้านพิษณุโลก

ความแตกต่างอยู่เพียงแค่ว่า นักเจรจาต่อรองนั้น ต่อรองกันได้ในที่ลับแต่รัฐมนตรีคลังต้องทำทุกอย่างอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของสาธารณขน

สุรเกียรติ์อาจจะไม่เข้าใจความแตกต่างตรงนี้เท่านั้นเอง !

อะไรจะเกิดขึ้น ?

ก.ล.ต.กลายเป็นองค์กรที่บอบช้ำจากกรณีปลดเอกกมลอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นมีคำถามมากมายเกี่ยวกับองค์กรแห่งนี้

เอกกมลนั้นถูกปิดประตูที่จะกลับมาสู่ก.ล.ต.อย่างสมบูรณ์แล้ว

กล่าวกันว่า ประเด็นต่างๆที่หยิบยกขึ้นมาซักฟอกและแสวงหาข้อเท็จจริงในเวลานี้ไม่ได้ช่วยเอกกมลมากมายนัก โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของฝ่ายค้าน

ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ล้มรัฐบาลบรรหาร หรือไม่ก็ปลดสุรเกียรติ์โดยชูภาพของเอกกมลว่าเป็นคนดีที่ถูกรังแก

"หลังเอกกมลถูกปลด ไม่มีใครช่วยจริงๆ วิโรจน์ นวลแขเป็นเพียงคนเดียวที่ช่วยเอกกมลขณะที่คนอื่นไม่กล้าเพราะเท่ากับเป็นศัตรูกับแบงก์ชาติ แต่เอกกมลมีลูกน้องที่น่านับถืออย่างดร.ประสาน ซึ่งเป็นตัวชนยามเกิดข้อขัดแย้ง หากก.ล.ต.ไม่มีประสานทุกอย่างจบ" แหล่งข่าวในภัทรธนกิจเล่าให้ฟัง

ดร.ประสานคือเสาหลักของก.ล.ต.ในวันนี้ที่ยืนยันว่าถ้าจะให้ก.ล.ต.ปลอดจากการเมืองนั้นทำไม่ได้ เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องพัฒนาประเทศ แต่จะทำอย่างไรให้โปร่งใสและนักการเมืองแทรกแซงโดยใช้อำนาจไม่ได้ คำตอบมิใช่อยู่ที่วิธีการแก้กฏหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 แต่อยู่ที่ผู้นำที่ปกป้องสถาบันไว้อย่างชาญฉลาด

ขณะที่กรรมการก.ล.ต.หลายคนที่เป็น "ผู้ใหญ่" แต่กลับไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

คนในกล่าวว่า กรรมการหลายท่านเข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น และยอมรับว่า เวลาของเอกกมลหมดแล้ว ค้านไปก็ไร้ประโยชน์ ส่วนเรื่องการปลดรองผู้ว่าอย่างรุนแรงเกินไปนั้น ไม่เกี่ยวกับกรรมการก.ล.ต.

ต่อจากนี้ "ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา" จะได้เป็นเลขาธิการก.ล.ต.ตัวจริงหรือไม่ เป็นคำถามที่น่าสนใจ

หลายคนไม่เชื่อว่าปกรณ์จะได้เป็นเลขาธิการ เพราะโดยส่วนตัวปกรณ์ก็ไม่ได้คาดหวังที่จะมานั่งตรงนี้ อีกทั้งการทำงานที่ผ่านมาปกรณ์ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น

"เลขาธิการก.ล.ต.ต้องเป็นคนที่คลังแต่งตั้งเข้ามา คนที่จะไปต้องเป็นคนนอกที่มีลักษณะนุ่มนอกแข็งใน ที่สามารถทำงานร่วมกับดร.ประสานได้ และเป็นคนที่สามารถคานอำนาจกับผู้ว่าวิจิตรได้อย่างดี"คุณสมบัติเช่นว่านี้เป็นสิ่งที่คนในวงการจับตามอง

อย่างไรก็ตามทฤษฎี "การคานอำนาจ" ระหว่างกระทรวงการคลัง-แบงก์ชาติ-ก.ล.ต.ที่เกิดขึ้นในสมัยเอกกมลอาจเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว เมื่อสุรเกียรติ์และผู้ว่าวิจิตรจับมือกันอย่างเหนียวแน่น

ดังนั้นเลขาธิการก.ล.ต.คนต่อไปต้องเป็นคนที่ทั้งคลัง และแบงก์ชาติสบายใจที่จะคุยด้วย ซึ่งไปๆ มาๆ ปกรณ์ก็อาจจะได้เป็นจริงๆ ขึ้นมาก็ได้ เพราะผู้ว่าวิจิตรเสนอให้มารักษาการด้วยตนเอง และสุรเกียรติ์ก็อาจจะยอมรับข้อเสนอของผู้ว่าวิจิตรหากไม่มีปัจจัยอื่นเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าปกรณ์จะไม่อยู่ในสายตาของผู้คนในวงตลาดหุ้นก็ตาม

ในเวลานี้ใครต่อใครคาดกันว่าเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสุรเกียรติ์คลอนแคลนเต็มที

"นายกฯ บรรหารคงจะต้องปลดสุรเกียรติ์ออก เพราะอยู่ไปมีแต่จะหาเรื่องมาให้แก้ปัญหาไม่หยุด" แหล่งข่าวให้ทัศนะ

ประกอบกับภาพพจน์ของสุรเกียรติ์และความยอมรับจากสถาบันการเงินมีแต่จะตกต่ำลง รวมทั้งมีเรื่องอื้อฉาวอื่นๆ ที่สุรเกียรติ์เป็นเป้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

แต่คนในรัฐบาลกลับมองตรงข้าม

"ถ้านายกฯบรรหารจะปลดสุรเกียรติ์หรือสุรเกียรติ์จะลาออก เขาออกตั้งแต่มารับตำแหน่งแล้วหุ้นตกอย่างแรงแล้วหุ้นตกอย่างรุนแรงแล้ว"แหล่งข่าวกล่าว

หลังจากปลดเอกกมลมีการคาดการณ์ว่าความไม่โปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้จะทำให้สถานการณ์หุ้นตกต่ำ แต่ปรากฏว่าภาวะหุ้นที่พุ่งทะยานอย่างร้อนแรงในสัปดาห์แรกของปี 2539 นี้ เพียงสามวันทำการสูงถึง 83.42 จุด ปิดที่ 1,364.23 จุด มูลค่าซื้อขายรวม 47,383.38 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติหวนกลับมาซื้อสุทธิ 9,535.43 ล้าน

ตัวเลขดัชนีหุ้นที่พุ่งทะยานกลายเป็นความมั่นใจที่ชุบชีวิตสุรเกียรติ์บนเก้าอี้ตำแหน่งทางการเมืองให้เนิ่นนานออกไปจนสามารถกุมสภาพได้ บรรหารตระหนักดีในข้อนี้ที่ตนเองเคยประสบสมัยเป็นรมว.คลังที่เคยถูกปรามาสไว้ แต่ยุทธวิธีซื้อเวลาด้วยสไตล์บรรหาร จนกระทั่งตัวเลขฐานะการคลังออกมาดีก็รอดตัวไป

ความฉลาดของสุรเกียรติ์ อยู่ที่"ซื้อเวลา"ให้นานมากที่สุด และใช้จุดแข็งด้านกฏหมายสร้างความชอบธรรม ที่ใช้อำนาจเพียงให้เขาพ้นระยะน่าหวาดเสียวริมหน้าผา และได้ตีตื้นคะแนนนิยมจากจุดติดลบที่ตกต่ำสุดๆ ในช่วงแรกที่รับตำแหน่งใหม่ !

บรรหารเดินเกมอย่างฉลาด เมื่อเลือก "อำนวย วีรวรรณ" รองนายกรัฐมนตรีเข้ามารับผิดชอบและกำกับดูแลนโยบายการคลัง ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่าสุรเกียรติ์กำลังย่ำแย่และถูกโจมตีขนานใหญ่

อำนวยเองก็กระตือรือร้นอยากจะคุมคลังเป็นอย่างมาก ด้วยการช่วงชิงโอกาสการนำในกระทรวงการคลังรุกเร็ว เขาเดินทางไปเยี่ยมแบงก์ชาติและสำนักงาน ก.ล.ต.อย่างทันที

"นายกรัฐมนตรีท่านได้มอบหมายให้คุณอำนวยทำหน้าที่กำกับตามสายงานเท่านั้น ไม่ใช่สั่งราชการที่เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี เพราะตามกฏหมายก็กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้สั่งราชการ ผู้ว่าแบงก์ชาติขึ้นกับใคร ก.ล.ต.ขึ้นกับใคร" สุรเกียรติ์ยึดหลักกฎหมายเหนียวแน่น

"ไม่มีทางที่อำนวยจะมาแทนสุรเกียรติ์หรอก" วงในยืนยัน

แน่นอนระหว่างสุรเกียรติ์กับอำนวยบรรหารย่อมนึกถึงสุภาษิตไม้อ่อนดัดง่ายจึงเลือกสุรเกียรติ์ เป็นรมว.คลังแทนที่จะเป็นอำนวย วีรวรรณ หัวหน้าพรรคนำไทย

เพราะควบคุมอำนวยไม่ได้ แต่คุมสุรเกียรติ์ได้ !

แหล่งข่าวกล่าวว่า ทั้งบรรหารและสุรเกียรติ์ไม่ได้สนใจต่อกระแสความไม่พอใจของสาธารณะ เพราะหากสนใจ พวกเขาก็คงไม่ปลดเอกกมลและไม่ทำอะไรอีกหลายๆ เรื่อง สิ่งที่เขาสนใจคือท่าทีของ 7 พรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า

"สุรเกียรติ์ยอมลงทุนทำทุกอย่างให้บรรหาร แล้วบรรหารจะไปปลดทำไม เก้าอี้ของสุรเกียรติ์ตอนนี้มั่นคงเสียยิ่งกว่าตอนเข้ามาใหม่ๆ ด้วยซ้ำ"

การคาดการณ์นี้เป็นเรื่องท้าทายมากต่อสายตาสาธารณชน และอาจจะผิดทันทีหากสุรเกียรติ์ลาออก หรือมีการเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้หรือเร็วๆ นี้

แต่เป็นการคาดการณ์ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยทีเดียว !

สำหรับเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติจะเป็นเช่นไร ?

หลายคนมองว่า ทั้งสุรเกียรติ์และผู้ว่าวิจิตรต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว อย่างไรก็ไม่ทิ้งกันแน่ ยิ่งในภาวะที่สุรเกียรติ์ต้องพึ่งพิงแบงก์ชาติมากขนาดนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้

ผู้ว่าวิจิตรกลายเป็นผู้ที่กุมกลไกทั้งด้านตลาดเงินและตลาดทุน อีกทั้งเป็นบุคคลที่สุรเกียรติ์ต้องพึ่งพิงมากที่สุดในเวลานี้

มีปัจจัยบางประการที่อาจจะเปลี่ยนไปเพราะหลังจากการปลดเอกกมล ไม่ว่าเอกกมลจะผิดหรือไม่ก็ตาม ภาพพจน์ของผู้ว่าการแบงก์ชาติคนปัจจุบันได้ตกต่ำลงอย่างถึงขีดสุด

สาธารณชนมองว่าผู้ว่าวิจิตรรังแกลูกน้อง โดยใช้เครื่องมือของรัฐคือสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นเครื่องมือ และยืมมือนักการเมือง "เชือด" และอีกบางด้านก็เห็นว่าผู้ว่าวิจิตรตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเพื่อ "เชือด" เอกกมล

ความไม่เข้าใจเกิดขึ้นว่า ทำไมผู้ว่าวิจิตร จึง "จับผิด" เฉพาะบุคคลและให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กร โดยยึดมั่นอย่างแท้จริงว่าข้อมูลที่ตนเองได้มานั้นถูกต้องอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ชี้แจง

ผู้ว่าวิจิตรกลายเป็น "ตัวตลก" ต่อสาธารณชนมากขึ้น เมื่อออกแถลงการณ์ไม่ตรงกับคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนรัฐมนตรีต้องจับผู้ว่าการแบงก์ชาติมานั่งแถลงคู่กัน

กลายเป็นว่า ผู้ว่าการแบงก์ชาติต้องอยู่ใต้อำนาจของรัฐมนตรีคลัง และคอยพูดจาไปในทางเดียวกัน

ขณะเดียวกันผู้ว่าวิจิตรก็กำลังถูกจ้องมองอย่างระแวงจากภายในแบงก์ชาติว่าจะมีการเมืองอะไรเกิดขึ้นบ้างไหมในแบงก์ชาติ

ในปัจจุบันสุรเกียรติ์ย่อมสนับสนุนวิจิตรเต็มที่ถ้าเอื้อประโยชน์ แต่ในอนาคตเมื่อสุรเกียรติ์สั่งสมบารมีอำนาจทางคลังได้มากขึ้นๆ ถึงเวลานั้นผู้ว่าการแบงก์ชาติอย่างวิจิตรอาจจะลำบากที่จะดำเนินนโยบายการเงินและประคองตัวได้อย่างราบรื่น

หลายคนเห็นตรงกันว่า ในช่วงเวลานับต่อจากนี้ ผู้ว่าวิจิตรอย่าได้พลาด เพราะถ้าพลาดอาจจะ"รับ"แต่เพียงผู้เดียว

ประกอบกับปํญหาเศรษฐกิจที่อาจจะรุมเร้ามากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

ผู้เชี่ยวชาญให้ทัศนะว่า ผลงานนโยบายทางการเงินของวิจิตรในช่วงที่สุรเกียรติ์เป็นรมว.คลังดำเนินไปในวิธีการเดียวกันกับสมัยธารินทร์เป็นรมว.คลัง ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

เพียงแต่ยุคของสุรเกียรติ์ ลักษณะนโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังซึ่งว่าด้วยภาษีและงบประมาณไม่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ทั้งๆที่ส่วนผสมของยาแก้เศรษฐกิจนี้ต้องผสมสัดส่วนได้พอเหมาะ ทำให้แก้ปัญหาจุดหนึ่งแต่ไปเป็นปัญหาอีกจุด

ถ้าสภาพคล่องเกิดปัญหา ฐานะการเงินที่ฝืดเคือง และปัญหาขาดดุลของประเทศอาจจะทำให้นักการเมืองอย่างสุรเกียรติ์ จำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้มีประสิทธิภาพที่ตอบสนองการอยู่รอดทางการเมืองของรัฐบาล มากกว่านโยบายเสถียรภาพการเงิน

เป็นที่หวังว่า สามสถาบันการเงินการคลังหลัก คลัง-แบงก์ชาติ-ก.ล.ต.จะต้องคานอำนาจให้สมดุลเพื่อประสิทธิภาพในการจัดการปํญหา แต่ถ้ารัฐมนตรีคลังอย่างสุรเกียรติ์จะอำนาจแทรกแซงบีบบังคับให้ทุกหน่วยงานสนองตอบนโยบายทางการเมือง

ถ้าบรรหารและสุรเกียรติ์ยังไม่พ้นตำแหน่งด้วยปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ เสียก่อน ความเสี่ยงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าแบงก์ชาติอาจปะทุขึ้น

ในอนาคตมวยเอกคู่ใหม่อาจจะเป็น"สุรเกียรติ์-วิจิตร"ก็ได้ ใครจะไปรู้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us