|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
อสังหาฯ แนวราบชะลอตัวกระทบยอดขายสีพรีเมียมหด ผู้ประกอบการงัดกลยุทธ์ราคา ลด แลก แจก แถม ชิงส่วนแบ่ง"ไอซีไอ"ยันยอดขายทรงตัว เร่งปรับกลยุทธ์ตลาดใหม่ ดึง "จรุง กาญจนภูมิ"นักการตลาดมากประสบการณ์ กุมบังเหียน ลุยเพิ่มช่องทางตลาดอัดงบกว่า200ล้านบาทสู้ศึก หวังดันยอดขายปี51 แบ่งแชร์รายใหญ่
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากผลกระทบด้านการเมือง ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมชะลอตัว ลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวราคาแพง ซึ่งเป็นตลาดหลักของธุรกิจสีทาอาคาร ส่งผลให้ในปี50 ตลาดสีทาอาคารมีการแข่งขันที่รุนแรง เพื่อแย่งลูกค้าตลาดขายปลีก ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยปัจจุบันสัดส่วนการขายสีทาอาคารในตลาดรวมแบ่งออกเป็น2 ส่วนคือ กลุ่มตลาดขายปลีก80% และตลาดโครงการ20%
ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและราคาน้ำมัน ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่หดตัวลง ทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจมากขึ้น และคุมค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อสีทาอาคารที่มีราคาต่ำมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสรีระดับบนได้รับผลกระทบด้านยอดขายอย่างมาก โดยในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการสีทาอาคารหลายๆราย มีการคุมต้นทุนด้านการโฆษราและหันไปทำกิจกรรมการตลาดเข้าถึงตัวลูกค้าโดยตรง
หลังจากที่ตลาดสีระดับพรีเมียม ได้รับผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการมีการปรับกลยุทธ์ ด้านการตลาดมากขึ้น และให้ความสำคัญกับตลาดขายปลีกซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ล่าสุดบริษัท บริษัท สี ไอซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ดึงตัว นายจรุง กาญจนภูมิ นักการตลาดที่มีประสบการณ์การด้านการตลาดและบริหารธุรกิจที่เคยทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ ยูนิเวอร์ ประเทศไทย บริษัทโคคาโคล่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทเชลล์ แห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัท เชล์ ออยล์ โพรดักส์ อีสต์ จำกัด ฯลฯ เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยหวังจะเข้ามาช่วยเพิ่มชองทางการตลาดให้กว้างมากขึ้น จากประสบการณ์ด้านการตลาดดังกล่าว
นายจรุง กาญจนภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สี ไอซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นโยบายการตลาดและกลยุทธ์ ในปี51 ของบริษัท จะเน้นการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และนำนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด รวมทั้งการทำตลาดแบบ Chanel Pratnership เป็นหลัก เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า โดยการขยายช่องทางการขายผ่านร้านค้าโมเดิร์นเทรด ร้านขายสีทั่วไป
"ในปีที่ผ่านมาตลาดรวมสีทาอาคารมีมูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นการขายเข้าโครงการ 20% และขายปลีก 80% โดยมีอัตราการเติบเติบทรงตัวเท่ากับปี49 ที่ผ่านมา สำหรับตลาดขายปลีกมีการแข่งขันที่รุนแรงมากที่สุด ผู้ประกอบการงัดกลยุทธ์ ด้านราคา การลดแลก แจกแถม เข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างดุเดือด แต่ไม่มีรายใดที่เพิ่มช่องทางการขายให้กว้างขึ้น ซึ่งบริษัท มองเห็นว่าช่องทางตลาดใหม่ยังเป็นช่องทางที่น่าสนใจ อาทิ สีทาภายนอก สีทาภายใน และสีพิเศษ นอกจากนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า"
ดังนั้น ในปีหน้าบริษัทจะเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการขยายช่องทางขายและบริการก่อนและหลังการขายให้ลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสเข้าเข้าถึงตัวสินค้ามากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะใช้งบการทำตลาดทั้งปีประมาณ 200 ล้านบาท โดยในส่วนของการเพิ่มช่องทางขายนั้น จะเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้แทนจำหน่าย เพื่อซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 1,000 รายทั่วประเทศ โดยบริษัทจะเข้าไปเทรนดนักงานขาย และส่งพนักงานขายที่ได้รับการอบรมด้านการขายเข้าไปตามสาขาต่างๆ ในร้านค้าโมเดิร์นเทรด และร้านค้าปลีกที่ปรับปรุงใหม่ให้มีรูปแบบโมเดิร์นมากขึ้น
ส่วนการจะเน้นเข้าถึงการเข้าถึงลูกค้าโดยตรงด้วยการให้ข้อมูลซึ่งช่วยให้ลูกค้าสัมผัสถึงตัวสินค้าได้โดยตรง รวมถึงการเข้าข้อมูลดังกล่าวด้วย โดยบริษัทจะพิมพ์แผ่นพับเฉดสี และคำแนะนำการเลือกสีให้เหมาะกับห้องหรือผนังภายในและภายนอกบ้าน ซึ่งลูกค้าจะสามารถนำแผ่นพับกลับไปเลือกเฉดสีที่บ้านได้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสีตามที่ต้องการ
นอกจากนี้ ยังจะเน้นการวิจัยและพัฒนาสินค้าของบริษัทโดยจะเน้นการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาในตลาด การออกสินค้าใหม่ๆให้มากขึ้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวสีนวัตกรรมใหม่ "ไลท์ แอนด์ สเปช" สีทาภายในมีคุณสมบัติช่วยให้ห้องดูกว้าง เพราะให้ความสว่างมากกว่าสีทั่วๆ ไป สำหรับปัญหาด้านการปรับตัวเพิ่มของต้นทุนการผลิตในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสีเพิ่มสูงขึ้นนั้นบริษัทจะยังรองรับในส่วนของต้นทุนสีไว้และไม่ปรับราคาขายขึ้นเนื่องจากต้นทุนดังกล่าวยังไม่สูงมากนัก
|
|
 |
|
|