|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
เคเอฟซี จ่อคิวปรับราคาปีหน้านี้ หลังกัดฟันแบกรับภาระต้นทุนแป้ง น้ำมันพืชพุ่งไม่ไหว โอดสมรสุมเศรษฐกิจพ่นพิษ คนไทยกินอาหารฟาสต์ฟูดลดลง ผลประกอบการปีนี้ต่ำกว่าเป้าหมายโต 20% ประกาศแผนปีนี้ทุ่มงบ 500 ล้านบาท ลุยขยายสาขา 27 แห่ง อัดฉีดงบการตลาด 300 ล้านบาท สู้ศึกกระแสสุขภาพมาแรง ส่งเมนูใหม่ "ไก่กรอบการ์ลิค"กระตุ้นยอด 20% โค้งสุดท้าย
นางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้ อำนวยการฝ่ายการตลาด - เคเอฟซี บริษัท ยัม เรสเตอรองสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของธุรกิจอาหารบริการด่วน เคเอฟซี เปิดเผยว่า ในปีหน้าบริษัทฯ มีแผนที่จะปรับราคาสินค้าขึ้น เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตมีแนวโน้มราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำมันพืช และแป้ง นอกจากนี้บริษัทยังต้องเพิ่มความถี่ในการออกเมนูใหม่ให้มากขึ้น โดยในปีนี้เปิดตัวใหม่ไป 9 เมนู คาดว่าปีหน้าจะเพิ่ม เป็น 12 เมนู ซึ่งจะเน้นประเภทอาหารรับประทานเล่น เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น เป็นหลัก
พร้อมกันนี้ ในปี 2551 บริษัทได้ทุ่มงบ 500 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา 27 แห่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น ในเขตกรุงเทพฯ 50% และต่างจังหวัด 50 % โดยปัจจุบันเคเอฟซีมีทั้งหมด 314 แห่ง ส่วนงบการตลาดไว้ที่ 300 ล้านบาท ผ่านการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างครบวงจร ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ และกระตุ้นความถี่ในการรับประทานมากขึ้น อีกทั้ง บริษัทยังมุ่งเน้นทำบัคเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพราะมีกลุ่มคนที่ชอบสะสม โดยคาดว่าจะทำบัคเก็ต 4 ครั้งต่อปี
ล่าสุดได้ทุ่มงบ 20 ล้านบาท เปิดตัวเมนู ใหม่ "ไก่กรอบการ์ลิค" ไก่กรอบนอก นุ่มใน รสกระเทียมพริกไทย เพื่อต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปลายปีนี้ โดยเมนูใหม่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ จนถึง 3 มกราคม 2551 ทั้งนี้ จากการเปิดตัวเมนูใหม่คาดว่าจะกระตุ้นยอดขายให้มีอัตราการเติบโต 20% เนื่องจากมั่นใจว่าลูกค้าจะหันมาทดลองเมนูใหม่ถึง 50% ส่วนอีก 50% ทดลองเมนูเก่า อย่างไรก็ตามจากในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ซึ่งนับว่าฤดูกาลขายสินค้าคาดว่ายอดขายของเคเอฟซีจะมีอัตราการเติบโต 10%
นางแววคนีย์ กล่าวว่า ผลพวงจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่หดตัวลง และปัญหาการเมือง ตลอดจนราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลง และมีพฤติกรรมระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้นผลประกอบการของเคเอฟซีในปีนี้จึงมีอัตราการเติบโตเพียง 20% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 30% อย่างไรก็ตามแม้ว่ายอดขายจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่เคเอฟซียังคงเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจ อาหารบริการด่วน ที่มีมูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 50%
ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยใน 1 ปี เคเอ ฟซีสามารถมียอดขายประมาณ 60 ล้านชิ้น โดยไก่กรอบจะมียอดขายมากที่สุด คือ 70% ตามด้วยไก่นุ่ม 30% ส่วนการใช้จ่ายเฉลี่ยของลูกค้าอยู่ที่ 70 บาทต่อคนต่อครั้ง เติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% ซึ่งลูกค้าหลักของเคเอฟซีจะเป็นกลุ่มครอบครัว 60% คนทำงาน 20% และวัยรุ่น 20% ในขณะที่ยอดขายจากลูกค้าที่ทานในร้านยังคงมากกว่า กลุ่มลูกค้าดิลิเวอรี่ หรือกลุ่มที่ซื้อกลับไปทานที่บ้าน ที่มีสัดส่วน เพียง 10% ของยอดขายทั้งหมด
อย่างไรก็ตามสำหรับกลุ่มลูกค้าดิลิเวอรี่นั้น ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ที่เชื่อว่าความต้องการยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าพฤติกรรมของลูกค้าในขณะนี้ ยังไม่กล้าที่จะโทรสั่งซื้ออาหารฟาสต์ฟูดมารับประทานที่บ้านมากกว่า ดังนั้นเคเอฟซีจึงต้องดำเนินการตลาดในเชิงรุกมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า กลุ่มลูกค้าดิลิเวอรี่ในตลาดต่างจังหวัดจะมีอัตราการเติบโต 15-20%
|
|
 |
|
|