ตลาดหลักทรัพย์ฯ สรุปกำไรสุทธิบจ.งวด 9 เดือนรวม 3.19 แสนล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 15% สวนทางยอดขายที่เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรไตรมาส 3/50 อยู่ที่ 1.08 แสนล้านบาท ลดลง 6% ระบุสาเหตุมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของกลุ่มธนาคารตามมเกณฑ์ใหม่ของแบงก์ชาติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS 39) บวกกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดหลังค่าเงินบาทแข็งค่าไม่หยุด
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนประจำงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2550 ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 465 บริษัทจากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 491 บริษัท รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทในกลุ่ม NC ( Non-Compliance) และ NPG (Non - Performing Group ) มีกำไรสุทธิรวม 319,013 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 15% โดยมีบริษัทที่มีกำไรสุทธิ 366 บริษัท และขาดทุนสุทธิ 99 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 79 ต่อ 21
ทั้งนี้ หากพิจารณายอดขายรวมงวด 9 เดือน ปี 2550 เท่ากับ 4,218,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ผลการดำเนินงานโดยรวมในงวดไตรมาส 3 ปี 2550 มีกำไรสุทธิ 108,052 ล้านบาท ลดลง6% ในขณะที่ยอดขายรวมมีจำนวน 1,476,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
ในส่วนของสาเหตุที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนงวด 9 เดือนของปี 50 ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน มาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของกลุ่มธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนเพิ่มตามเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS 39) ประกอบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลด ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ลดลง
สำหรับบริษัทในกลุ่ม SET100 มีกำไรสุทธิ 287,671 ล้านบาท คิดเป็น 90% ของกำไรสุทธิรวม ลดลง 11% ส่วนยอดขายเพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 6% ผลกระทบที่สำคัญเกิดจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นตั้งแต่ต้นปี ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 41% ส่วนบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 กำไรสุทธิ 262,006 ล้านบาท คิดเป็น 82% ของกำไรสุทธิรวม ลดลง 15% โดยมี ยอดขายเพิ่มขึ้น 5% ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 6% ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจาก 21% เป็น 20%
ทั้งนี้ บริษัทที่มีมูลค่ากำไรสุทธิรวมสูงสุด 5 อันดับแรกคือ บมจ.ปตท. (PTT) บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และ บมจ.ไทยออยล์ (TOP)
ด้านผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม (Industry Group ) ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC( Non-Compliance) และ NPG (Non - Performing Group ) มียอดขายเพิ่มเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โดยผลการดำเนินงานเรียงตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดรวมกำไรสุทธิสูงสุด ดังนี้ 1. กลุ่มทรัพยากร ประกอบด้วย หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดเหมืองแร่มีกำไรสุทธิ 151,456 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 4% 2. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ประกอบด้วย หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดวัสดุก่อสร้างและ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มีกำไรสุทธิ 56,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากงวดเดียวกันของปีก่อน
3. กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วย หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร หมวดบรรจุภัณฑ์ หมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ และหมวดยานยนต์ มีกำไรสุทธิ 28,360 ล้านบาท ลดลง 6% โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 8% และต้นทุนขายเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกัน 9% ในขณะที่กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 60%
4. กลุ่มธุรกิจการเงิน ประกอบด้วย หมวดธนาคาร หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ และหมวดประกันภัยและประกันชีวิต มีกำไรสุทธิรวม 27,238 ล้านบาท ลดลง 63% โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 12 แห่ง มีกำไรสุทธิรวม 17,539 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 73% โดยมีสาเหตุหลักจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มตามเกณฑ์ใหม่ของธปท. เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS 39) ในขณะที่บริษัทในหมวดเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ (ไม่รวมบริษัทที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง) 19 บริษัท มีกำไรสุทธิ 3,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 14% เนื่องจากบริษัทเงินทุนมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลรับสุทธิเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ส่วนหมวดประกันภัยและประกันชีวิต มีกำไรสุทธิรวม 3,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%
5.กลุ่มเทคโนโลยี ประกอบด้วย หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีกำไรสุทธิ 25,534 ล้านบาท ลดลง 3% อย่างไรก็ตาม หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีกำไรสุทธิสูงขึ้น 34% โดยมีผลกำไรจากการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้น 6. กลุ่มบริการ ประกอบด้วย หมวดพาณิชย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดการแพทย์ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดบริการเฉพาะกิจ และหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ มีกำไรสุทธิ 24,265 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 10% ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มเพียงร้อยละ 7 โดยหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25% และหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ กำไรเพิ่มขึ้น 19%
7. กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ประกอบด้วย หมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดธุรกิจการเกษตร มีกำไรสุทธิ 6,981 ล้านบาท ลดลง 29%เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะตกต่ำของราคาเนื้อสัตว์ในประเทศและต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์เพิ่มจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2550 8. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย หมวดของใช้ในครัวเรือน หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น มีกำไรสุทธิ 2,251 ล้านบาท ลดลง 51% จากผลประกอบการที่ลดลงของหมวดแฟชั่นเป็นหลัก
|