|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
คลังหน้ามืด มัดมือแบงก์ออมสินซื้อหุ้นใหญ่ 5 ตัว "BBL-SCB-THAI-MCOT-PDI" รวม 7.5 พันล้านบาท ใช้เพิ่มทุนแบงก์ทหารไทย ขายขาดแต่ให้สิทธิกระทรวงการคลังตัดสินใจซื้อคืนเป็นรายแรก ใช้ราคา 7 วันย้อนหลังจากวันที่ ครม.มีมติอนุมัติ บิ๊กแบงก์ออมสินเสียงอ่อยพร้อมรับซื้อ แต่ต้องดูว่าเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ วิเคราะห์ "MCOT-PDI" ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารออมสินเพื่อให้ธนาคารออมสินรับซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในพอร์ตของกระทรวงการคลังทั้งหมด 5 บริษัท คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BBL ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) SCB บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) THAI บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) MCOT และบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) PDI เพื่อนำเงิน 7,500 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) TMB
โดยการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้กระทรวงการคลังจะขายให้ธนาคารออมสินแบบขายขาดไม่ใช่เป็นการจำนำหุ้นเหมือนการขายหุ้น บมจ.อสมท เพื่อเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยครั้งที่แล้วที่จำนำหุ้น บมจ.อสมท ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 531 ล้านหุ้นหรือ 77.28% โดยแบ่งไปจำนำกับธนาคารออมสิน 11% เพื่อนำเงิน 3,000 ล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยฝากประจำ 12 เดือนอยู่ที่ 5% +1.66% ต่อปี หรือเท่ากับ 6.66% ต่อปี และต้องซื้อคืนใน 3 ปี โดยเงื่อนไขในการขายหุ้นครั้งนี้จะให้สิทธิกระทรวงการคลังพิจารณารับซื้อคืนเป็นรายแรก
สำหรับราคาหุ้นที่จะขายให้กับธนาคารออมสินนั้นจะใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการขายหุ้นให้กับธนาคารออมสิน
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส กล่าวว่า ธนาคารออมสินพร้อมที่จะรับซื้อหุ้นดังกล่าวจากกระทรวงการคลัง เนื่องจากธนาคารออมสินอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เมื่อต้นสังกัดมีนโยบายใดออกมาก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ทั้งนี้การรับซื้อหุ้นจากกระทรวงการคลังธนาคารออมสินก็พิจารณาความเสี่ยงจากการลงทุนด้วยต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่จะได้รับ
“เราเป็นผู้ซื้อหุ้นจากกระทรวงการคลังเราก็มีสิทธิเลือกได้ โดยที่ผ่านมาหุ้นที่กระทรวงการคลังขายให้กับธนาคารออมสินส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลที่ดีและมีส่วนต่างราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดทำให้มูลค่าหุ้นที่ธนาคารออมสินถือครองมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย” นายวรวิทย์กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า จากการหารือกับธนาคารออมสินในเบื้องต้นในการขายหุ้นครั้งนี้ธนาคารออมสินยินดีที่จะรับซื้อหุ้นธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ในขณะที่หุ้นของบมจ.การบินไทยนั้นกระทรวงการคลังอาจจะขายในจำนวนไม่มากนักเนื่องจากในปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นในบมจ.การบินไทย 53.76% หากขายไปแล้วสัดส่วนหุ้นต่ำกว่า 50% จะทำให้บมจ.การบินไทยเปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชนได้
ขณะที่หุ้นของ บมจ.อสมท นั้นยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของผลตอบแทนเพราะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยการเมืองเพราะร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หากมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ก็อาจกระทบต่อรายได้ของบมจ.อสมท และส่งผลต่อผู้ถือหุ้นได้
ด้านหุ้นของ บมจ.ผาแดงอินดัสทรีแม้จะมีการปันผลสม่ำเสมอ แต่หุ้นไม่ค่อยมีสภาพคล่องธนาคารออมสินจึงไม่ต้องการที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวมากนัก
โดยก่อนหน้านี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือไปยังปลัดกระทรวงการคลัง เรื่องการจำหน่ายหุ้นสามัญ บมจ.อสมท ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ให้ธนาคารออมสิน โดยในหนังสือระบุให้กระทรวงการคลังชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นของการจำหน่ายหุ้น บมจ.อสมท ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ให้ธนาคารออมสินแบบมีเงื่อนไข เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย ทั้งนี้ สตง.ได้พิจารณาหลักฐาน เอกสารประกอบคำชี้แจงแล้ว เห็นว่า การจำหน่ายหุ้น บมจ.อสมท แบบมีเงื่อนไขโดยกำหนดเวลารับซื้อคืนให้ธนาคารออมสินอาจก่อให้เกิดความเสียหาย และเป็นปัญหาได้
นอกจากนี้ สตง.ได้เสนอแนะให้กระทรวงการคลังไปว่า หากยังมีความจำเป็นต้องจำหน่ายหุ้นที่กระทรวงถืออยู่ให้ธนาคารออมสิน โดยมีสัญญารับซื้อคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น ควรจะพิจารณาหลักเกณฑ์การขายหุ้นแบบมีเงื่อนไข และทบทวนวิธีการบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังจะชี้แจงเหตุผลการดำเนินการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งเป็นการรักษาเสถียรภาพของตัวสถาบันการเงินและระบบการเงินโดยรวมก็ตาม แต่อาจมองได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กับธนาคารทหารไทยโดยตรงหรือไม่
เนื่องจากผลประกอบการของธนาคารไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร มีผลขาดทุนเป็นจำนวนมาก ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ตกต่ำ กระทรวงการคลังจึงควรพิจารณาทบทวนขอบเขตการให้การช่วยเหลือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่จะต้องดำรงสัดส่วนการถือหุ้นให้เท่าเดิม การที่ สตง.ท้วงติงมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอีก เพราะเรื่องนี้อาจ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต คือกรณีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ให้ช่วยเหลือทางการเงินกับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปัจจุบันยังคงเป็นผู้แบกรับภาระ
ด้านนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสือ ที่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าฯ สตง. ส่งมาเพื่อขอให้ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการจำหน่ายหุ้น อสมท ให้ธนาคารออมสินเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย
นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเจรจากับกลุ่มไอเอ็นจี ซึ่งจะเข้ามาเป็นพันธมิตรใหม่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารจะมีการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ในวันที่ 7 พ.ย. 2550 เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับผู้ที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรของธนาคารและจะมีการประกาศชื่ออย่างชัดเจนว่าจะเป็นรายใด ก่อนจะนำเรื่องเข้าเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารในวันที่ 27 พ.ย.นี้.
|
|
 |
|
|