Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2533








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2533
ฉัตรชัย บุญรัตน์ "นมอีสาน" นมเพื่ออนาคต             
 


   
search resources

นมอีสาน
ฉัตรชัย บุญรัตน์
Food and Beverage




รากฐานทางธุรกิจแต่ดั้งเดิมของฉัตรชัย บุญรัตน์นั้นคือ "บริษัทผลไม้กระป๋องไทย จำกัด" ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว บริษัทดังกล่าวส่งสับปะรดกระป๋องออกนอกเมื่อตั้งโรงงานในปี 1970 นั้น ฉัตรชัยกล่าวว่าเป็นโรงงาน 1 ใน 2 แห่งแรกของประเทศและปัจจุบันเป็นผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องรายใหญ่ของไทย โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

มาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เขาเดินทางไปดูที่ดินที่อำเภอเซกาหนองคาย ซึ่งกว้างขวางกว่า 800 ไร่ เพื่อดูลู่ทางว่าจะลงทุนทำอะไรได้ ครั้งนั้นเขาตัดสินใจลงไร่มะเขือเทศ และจุดนี้เองที่ฉัตรชัยในนามของบริษัทเกษตรอีสาน จำกัด กลายเป้นบริษัทผู้บุกเบิกการส่งออกมะเขือเทศของไทยสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเริ่มส่งออกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในปีล่าสุด เกษตรอีสานส่งออกไปสหรัฐฯทั้งสิ้นประมาณ 200 ล้านบาท

ฉัตรชัยเป็นคนไม่หยุดนิ่งหลังจากที่บริษัทเกษตรอีสานเริ่มอยู่ตัว ประกอบกับที่ดินที่หนองคายยังมีพื้นที่อีกเหลือเฟือพร้อมที่จะทำอะไรได้อีกเยอะ เขาก็เริ่มมองหาโครงการใหม่นั่นก็คือการเลี้ยงฟาร์มโคนม ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของไทยในขณะนี้

ฉัตรชัยจัดตั้งบริษัทนมอีสาน จำกัดขึ้น โดยมีผู้ร่วมลงทุนรายใหญ่คือ บริษัทเจแปนอาเซี่ยน อินเวสต์เม้นท์ถือหุ้น 30% บริษัทเวนเจอร์ แคปปิตอล จำกัด ถือหุ้น 10% บริษัทนิวซีแลนด์ อะกรีคัลเจอร์รัลเอ็กซ์ปอร์ต ถือ 5% และหุ้นส่วนที่เหลือนั้นถือโดยฉัตรชัย และกลุ่มเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งฉัตรชัยก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

บริษัทนมอีสานจะนำเข้าโคมนมพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชี่ยนจำนวน 3,200 ตัวจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งโคนมทั้ง 3,200 ตัวนี้เป็นโคนมที่พร้อมจะให้นมทุกตัว ขณะที่ฟาร์มโคนมในไทยแห่งหนึ่ง ๆ มีโคนมที่พร้อมจะให้นมทันทีขณะนี้สูงสุดก็คือ 2,000 ตัวเท่านั้น

ฉัตรชัยอธิบายถึงสาเหตุที่ต้องลงทุนทำฟาร์มขนาดใหญ่เท่านี้ว่า เป็นเพราะการลงทุนแบบ "เรียนลัด" ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารของฉัตรชัยตั้งแต่สมัยลงทุนทำไร่มะเขือเทศแล้วคือ การซื้อจากต่างประเทศทั้งระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานการจัดการ วัสดุอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศซึ่งทำให้จำนวนเงินลงทุนสูงกว่า 250 ล้านบาท ดังนั้นฉัตรชัยจึงต้องนำเข้าโคนมเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ และต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มีอยู่ขณะนี้หรือที่จะเกิดต่อไปในอนาคต

"ตลาดนมยังกว้างมากกำลังการผลิตของเราที่วางเป้าไว้ยังไม่เพียงพอต่อความต้งการ ดังนั้นคนที่คิดจะขยายตัวหรือลงทุนในกิจการนี้ต้องมีอีก" ฉัตรชัยกล่าว

ปัญหาก็คือ หนองคายเหมาะสมหรือไม่สำหรับกิจการฟาร์มโคนม เพราะใคร ๆ ก็ตระหนักดีว่า ถ้าคิดถึงฟาร์มโคนมต้องคิดถึงปากช่อง โคราช สระบุรี เสียเป็นส่วนใหญ่

ฉัตรชัยชี้แจงเหตุผลความเหมาะสมสำหรับฟาร์มโคนมที่หนองคายว่า หนองคายมีความพร้อมทั้งเรื่องอาหาร น้ำและภูมิอากาศ กล่าวคือ ในระยะ 6 เดือน ซึ่งไม่ใช่ฤดูปลูกมะเขือเทศ ไร่ของเกษตรอีสานก็จะปลูกข้าวโพดและข้าวฟ่าง ซึ่งเป้นอาหารวัวทดแทน นอกจากนี้ที่ฟาร์มโคนมก็ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาด 15 ล้านลูกบาศก์ลิตรอีกด้วย ส่วนเรื่องภูมิอากาศนั้น ฉัตรชัยกล่าวว่าพื้นที่บริเวณนั้นอากาศหนาวพอ ๆ กับเมืองนอกทีเดียว

"สมัยก่อนที่ไปตั้งฟาร์มที่ปากช่องหรือโคราช สระบุรีก็เพราะสะดวกต่อการเดินทางและมันเหมาะสมที่สุดในเวลานั้นแต่สำหรับผมตอนนี้ หนองคายเหมาะที่สุด" ฉัตรชัยกล่าวอย่างเชื่อมั่น

นอกจากความพร้อมทางด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ดินแล้ว สิ่งที่ฉัตรชัยมั่นใจมาก ๆ ก็คือ โคนมพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน ซึ่งจัดเป็นโคมนมพันธุ์แท้ ต่างจากพันธุ์ผสม ซึ่งนิยมเลี้ยงในไทยเพราะทนต่อสภาพอากาศแบบไทย ๆ ขณะที่พันธุ์แท้ ยังเป็นที่เกรงกันว่าจะทนไมได้ แต่ฉัตรชัยก็เชื่อมั่นในสภาพภูมิอากาศ นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลียก็เชื่อว่า ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งการที่นำโคมนมพันธุ์แท้มาผลิตน้ำนมดิบนี้ย่อมจะได้น้ำนมที่มีคุณภาพต่างออกไปจากเดิมอย่างแน่นอน

โคนมพันธุ์แท้เหล่านี้ยังสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการประกันอีกด้วย เมื่อบริษัทนมอีสานทำประกันชีวิตโคนม 3,200 ตัวเหล่านี้กับบริษัทอินเตอร์ไลฟ์ เป็นวงเงินตามทุนประกัน 100 กว่าล้านบาทเพราะในปัจจุบันจำนวนโคนมที่ทำประกันไว้ทั้งหมดยังเพียง 2,000 ตัวเท่านั้น

จำนวนโคนม 3,200 ตัวนี้กำลังทยอยส่งมอบจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลียเป็นระยะ ๆ ครั้งละ 800 ตัว คาดว่าจะสิ้นสุดการส่งมอบในเดือนมีนาคม 2533 แต่บริษัทนมอีสานจะเริ่มผลิตน้ำนมดิบจากโคนมฝูงแรกได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2533

แม้ว่าภาวะการแข่งขันในตลาดน้ำมันดิบยังไม่รุนแรงนักเพราะกำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉัตรชัยและบริษัทนมอีสานสร้างไว้ก็คือ ความพร้อมสรรพ และความทันสมัยที่ยิ่งใหญ่ในธุรกิจผลิตน้ำนมดิบที่อยู่ในวงการนี้และคนที่จะเข้ามาใหม่ต้องศึกษาและติดตามอย่างสนอกสนใจ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us