เซินเจิ้น
ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง และเป็นเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุด อุตสาหกรรมที่สำคัญในเขตนี้คือสิ่งทออิเล็กทรอนิกส์,
ของเล่นและเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเหล่านี้อิงอยู่กับการลงทุนจากฮ่องกงเป็นสำคัญ
ฉะนั้น นักวิเคราะห์ของจีนหลายคนจึงมองว่า เซินเจิ้นล้มเหลวในแง่ของการดึงดูดนักลงทุนจากประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างยุโรป,
ญี่ปุ่นและอเมริกา
รายได้ของประชากรต่อหัวในเซินเจิ้นสูงที่สุดในประเทศคือ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อปีที่ผ่านมาผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 35.2% ในจำนวนนี้ 70%
เป็นสินค้าส่งออก
ปลายปี 1991 มีการลงทุนของบริษัทต่างชาติในเซินเจิ้นเป็นมูลค่า 4,650 ล้านดอลลาร์
และโครงการที่เข้ามาลงทุนโดยตรงจำนวน 4,555 โครงการนั้น 2 ใน 3 เป็นธุรกิจจากฮ่องกง
ซุไฮ่
ซูไห่อยู่ตรงข้ามกับมาเก๊า และมีแผนจะพัฒนาตัวเองให้เท่าเทียมกับเซินเจิ้น
เมื่อต้นปีนี้ซูไฮ่ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการขยายพื้นที่ออกไปรอบ
ๆ มาเก๊า เพื่อเป็นที่ตั้งของท่าเรือแห่งใหม่, โรงงานไฟฟ้าและเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เมื่อโครงการซูเปอร์ไฮเวย์ของโฮปเวลล์เสร็จสิ้นลง ซูไห่จะสามารถติดต่อกับกวางจูได้โดยสะดวก
สำหรับการลงทุนในเขตนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเโรงงานประกอบชิ้นส่วนเครื่องใช้อิเล็คทรอนิกส์และอาหารสำเร็จรูป
ซานตู
ซานตูเป็นเขตเศรษฐกิจที่ดึงดูดนักธุรกิจชาวจีนที่อยู่ในเอเชียมากเป็นพิเศษเพราะค่าเช่าโรงงานที่ต่ำกว่าเซินเจิ้น
และยังมีแรงงานราคาต่ำกว่าด้วย จึงนับว่าประสบความสำเร็จพอสมควรแม้ว่าการติดต่อสื่อสารในเขตนี้จะยังไม่ดีนักและมีปัญหาขาดแคลนพลังงานด้วย
แม้จะมีการแก้ปัญหาด้านพลังงานด้วยการตั้งโรงงานไฟฟ้าใหม่อีก 2 แห่งในเขตนี้
แต่โครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่พัฒนา ฉะนั้น การเข้ามาลงทุนอย่างหนาแน่นของบริษัทต่างชาติอาจมีปัญหาในระยะใกล้นี้ก็ได้
เซียะเหมิน
ตั้งอยู่ตรงข้ามเกาะไต้หวัน ฉะนั้นจึงตกอยู่ในความขัดแย้งระหว่างจีนสองฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง
แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
เซียะเหมินก็ได้รับผลกระทบด้วย กองกำลังทหารถูกแทนที่ด้วยนักธุรกิจไต้หวันแล้วในปัจจุบัน
อุตสาหกรรมในเขตนี้มีอยู่หลายประเภท ทั้งศิลปะและงานฝีมือ, อุตสาหกรรมเคมี,
และการท่องเที่ยวแต่เซียะเหมินคล้ายกับซานตูอยู่อย่างหนึ่งคือโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พัฒนา
จึงเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการท่องเที่ยวนอกจากนั้น เซียะเหมินยังเป็นรองเซินเจิ้นในด้านการลงทุน
แต่ก็ยังมีแววที่จะมีศักยภาพที่ดีหากพัฒนาการสื่อสารขึ้นได้
ไห่หนาน
ประเมินจากขนาดแล้ว ไห่หนานมีพื้นที่มากที่สุดในจำนวนเขตเศรษฐกิจทั้ง 5
แห่ง และยังเป็นเขตเศรษฐกิจเขตเดียวที่มีทรัพยากรเป็นของตนเองเช่น ยาง, ผลไม้,
เครื่องเทศ, ชา และกาแฟ
แม้ว่าเกาะแห่งนี้จะยังด้อยพัฒนาและเป็นเขตเกษตรกรรม ไห่หนานก็เติบโตขึ้นมากแล้วหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี
1988
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กลุ่มบริษัทของญี่ปุนได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้เข้ามาพัฒนาเขตส่งออกเสรีในหยางปูซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไห่หนาน
กลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีแผนที่จะลงทุนกว่า 2,300 ล้านดอลลาร์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
รวมทั้งท่าเรือและโรงไฟฟ้าด้วย