Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2535








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2535
"โลก ชีวิต ความคิด และความไร้สาระ"             
โดย ยุทธ์ยง ลิ้มเลิศวาที
 


   
search resources

United States




สายลมหนาวของปลายเดือนสิงหาคมเริ่มพัดกระโชกมาจากทางเหนือหอบเอาความหนาวมาจากขั้วโลกพัดผ่านนิวยอร์กอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่อีกแล้ว จากหน้าร้อน (Summer) ก็เริ่มย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง (Fall)

ทันทีที่หนาวแรกพัดผ่านสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติรอบข้าง ก็เริ่มปรับตัวตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลใหม่

เสียงจักจั่นที่เคยออกมาร้องในยามค่ำคืนของหน้าร้อน ก็เริ่มลดเสียงเงียบหายไปกับลมหนาวแรก หลบลงใต้ดินฝังตัวเป็นดักแด้ ค่อยออกมาผสมพันธุ์แพร่พันธุ์ใหม่ในฤดูกาลหน้า

พืชที่มีหัวใต้ดินก็เริ่มสลัดใบทิ้งฝังหัวลงใต้ดินยามที่หนาวแรกมาเยือน สิ่งมีชีวิตพวกแมลงไม่ว่าจะเป็นแมลงสาบ, แมลงวัน,ยุง ระยะเวลาแค่ 3 เดือนที่นิวยอร์กปลอดหนาวแมลงเหล่านี้กลับขยายแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว เช้าก็ออกลูกเย็นก็ออกไข่

การเพิ่มขึ้นของแมลงเหล่านี้ บริเวณไหนมีเศษอาหาร เหมาะสมจะเพิ่มมากกว่าปกติ เพราะต้องแข่งขันกับธรรมชาติที่ผันแปร การดิ้นรนเพื่อดำรงชีวิตอยู่ให้รอด สิ่งมีชีวิตพวกแมลงดูดจะปรับตัวได้เป็นอย่างดี

เคยมีคนถามอยู่เหมือนกันแมลงวัน, ยุง นิวยอร์ก พวกนี้มาจากไหนในเขตหนาวอย่างนิวยอร์กแมลงพวกนี้ไม่น่าจะมีอยู่ บางคนก็โบ้ยปัดมาทางเอเชียว่า แมลงพวกนี้คงจะติดมากับสินค้าในตู้คาร์โก้ ที่ล่องเข้ามาจากประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทย

ลมหนาวแรกพัดผ่านสังคมมนุษย์ผู้คนในนิวยอร์กก็เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเช่นกัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมายังนุ่งน้อยห่มนิดกันอยู่ ใครมีดีก็โชว์สัดส่วนกันตามสภาพ เหตุผลเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเพื่อการขยายพันธุ์ก็แล้วแต่จะคิดกัน

แต่ปรากฏการณ์ที่พบเห็นในสังคมนิวยอร์กประการหนึ่งก็คือ พอสิ้นหน้าร้อนย่างเข้าหน้าหนาวแรงงานหญิงจากอเมริกาใต้ทั้งหลาย อุ้มท้อง ตั้งครรภ์ ขึ้นรถไฟ Subway กันเป็นแถว

เป็นที่รู้กันในหมู่แรงงานจากอเมริกาใต้ว่า หลังจากที่เล็ดลอดกันเข้ามาหางานทำในอเมริกาแล้ว สิ่งหนึ่งที่พวกเขาคิดกันเป็นประการแรกก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้มีลูกคลอดออกมาบนแผ่นดินของอเมริกา

เพราะนั่นหมายถึงว่า สิบเดือนต่อมาเด็กน้อยที่เกิดออกมาก็จะกลายเป็น "เด็กสัญชาติอเมริกัน" ซึ่งจะทำให้พ่อแม่มีโอกาสตั้งรกรากในอเมริกาได้อีกด้วย อย่างน้อย เมื่อมีการตรวจสอบจากหน่วยตรวจคนเข้าเมือง ก็จะอ้างได้ว่า "ลูกของฉันเกิดในแผ่นดินอเมริกา ฉันต้องดูแลเขาอยู่ที่นี่"

การเลี้ยงดูก็ไม่ต้องอดอยาก เพราะหากพ่อแม่ของเด็กทารกคนใดก็แล้วแต่ไม่มีความสามารถเลี้ยงดู ก็สามารถยื่นเรื่องขอความอนุเคราะห์ นม, อาหารจาก City มาเลี้ยงดูทั้งแม่และลูกได้ สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นเหตุเป็นผลที่คล้ายคลึงกับการแพร่ขยายพันธุ์ของแมลงในช่วงหน้าร้อนเป็นแน่

ลูกเล็กเด็กแดงเหล่านี้ 17 ปี ต่อมาพวกนี้ก็จะเติบโตกลายเป็นเยาวชนของอเมริกา ได้คุณภาพบ้างขาดคุณภาพบ้าง เขาเหล่านี้ก็กลายเป็นเยาวชนอเมริกาไปเสียแล้ว

ในนิวยอร์กซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของโลกพัฒนายังมีคนอ่านหนังสือไม่ออกคิดเลขไม่เป็นจำนวนมาก หากมีพลเมืองจำนวนส่วนเหล่านี้มาก

จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่นาน ๆ ครั้งอเมริกาจะเปิดสงครามในภูมิภาคอื่น ๆ สักครั้งหนึ่ง คัดสรรเอาเยาวชนพวกนี้ออกนอกประเทศเสียทีหนึ่งเป็นการคัดสรรพันธ์ไปในตัว หากอยู่กันมากมักยุ่งนักเด็กพวกนี้มันจะเผาเมืองทำลายข้าวของกันเสียเอง

อเมริกาดูจะยิ่งใหญ่ในสายตาชาวโลกมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่กว่าทวีปบางทวีปอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์เล่น เพื่อบอกชาวโลกว่า "ดวงไฟสีนวลยามค่ำคืนนั้น เป็นแค่ก้อนหินมหึมาเท่านั้นเอง" ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ผลิตวัฒนธรรมแบบ "กินด่วน" ส่งออกไปขายทั่วโลก เยาวชนจากประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายก็ขวนขวายกันที่จะมารับวัฒนธรรมรับการศึกษากันที่ประเทศนี้มีตลกเสียดสีเขียนเอาไว้ว่า

"อเมริกามีอะไรดีอย่างนั้นหรือ ? ก็จงดูที่เนื้อที่นำมาบดในแมคโดนัลด์ปรากฎว่ามีแต่ เอ็นวัว กับพังผืด"

ขายเป็นอาหารรสนิยมสูงอยู่ตามเมืองหลวงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ครับ ! นี่คือความมีดีของอเมริกา

นิวยอร์กเป็นเมืองท่าที่ถูกยกให้เป็นเมืองของความศิวิไลซ์ วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนนิวยอร์กเลยกลายเป็นวัฒนธรรมของชาวกรุงไป ส่วนพวกต่างรัฐอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลบ้านนอกต่างจังหวัด คนอเมริกาจากวอชิงตัน ดีซีมาเที่ยวนิวยอร์คก็จะกลายเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไป

ยามค่ำคืนราตรีของนิวยอร์ก ตามโรงแรมใหญ่เกาะแมนฮัตตัน ก็จะเห็นคนใส่สูท นั่งรถรีมูซีนยาว ๆ บางคนกำลังจะไปดูละครบรอดเวย์ บางคนไปดูโอเปร่าใครจะรู้ได้ว่าในบรรดาคนเหล่านี้ บางคนเป็นเจ้าของกิจการน้ำมันทั่วโลก บางคนเป็นประธานบริษัทเป็นเจ้าของธนาคาร ภายใต้ระบบสังคมวิถีชีวิตเหล่านี้ เรามาดูซิว่ามีเรื่องราวที่หัวเราะไม่ค่อยออก ซ่อนอยู่เบื้องหลังของการใช้ชีวิตแบบนี้

มีอยู่คราวหนึ่งมีลูกค้าแต่งตัวดีนั่งรถรีมูซีนมาจอดเพื่อจะกินอาหารเย็นในร้านอาหารซึ่งจัดว่าหรูหราแห่งหนึ่งบนเกาะแมนฮัตตัน

เขาก็เรียกบ๋อยมาเพื่อจะสอบถามรายการอาหารและคำแนะนำอาหารของร้าน ปรากฏว่าบ๋อยก็แนะนำอาหารแพง ๆ ซึ่งทำจากปลาและอาหารทะเล

ปรากฏว่ามื้อนั้นลูกค้าคนนั้นอิ่มอร่อย และพึงพอใจกับการเสียเงินไปประมาณ 500 กว่าเหรียญ

ในมุมกลับกันเราตัดภาพมาดูธุรกิจในร้านอาหารที่ว่านี้ ก่อนที่ร้านจะเปิดบริการผู้จัดการร้านได้กำชับให้พนักงานเสิร์ฟว่า "…วันนี้จะต้องแนะนำ PUSH ปลาออกจากตู้เย็นให้หมดเสียทีเพราะค้างอยู่ในช่องฟิตมาหลายวันแล้ว"

ผู้จัดการร้านกำลังจะบอกแก่บ๋อยว่าจะต้องรีบขายปลาออกให้เร็วที่สุดเพราะ ใกล้จะเน่าแล้วจะต้องให้แขกลูกค้ารับประทานปลาให้มากที่สุด

เพียงไม่กี่ชั่วโมงผ่านไป ปรากฏว่าปลาเกลี้ยงตู้เย็น ลูกค้าก็อิ่มอร่อยกับปลาค้างช่องฟิต เจ้าของร้านอาหารก็ดีใจกับกำไรที่กำลังจะขาดทุน

สิ้นลูกค้าเหล่านี้เขาแยกไม่ออกเลยว่าอาหารอะไรใหม่และสด เพราะการใช้ชีวิตบนวิถีชีวิตของคนอเมริกันอย่างเมืองใหญ่เขาจะชินชาอยู่กับเนื้อกระป๋องหมัก ทูน่าสำเร็จรูป ฮอทดอก ซึ่งอาหารเหล่านี้ใหม่กับเก่าแยกไม่ค่อยออกในรสชาติคนที่นี่รู้เพียงอย่างเดียว อาหารใหม่หรือเก่าดูที่วันเวลาที่เขียนบอกไว้เท่านั้น นี้ก็คือสารัตถะวิถีชีวิตของอเมริกันชนไปเสียแล้ว

เรื่องราวบางเรื่องที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก หากเราใช้บรรทัดฐานของความเป็นคนไทยเข้าไปมอง เรื่องราวปรากฏการณ์ของวิถีชีวิตอเมริกันบางอย่าง ช่างหาสาระยากเสียเหลือเกิน

มีข่าวปรากฏออกมาทางจอทีวีว่ามีการสอบสวนพนักงานขับรถไฟใต้ดินรายหนึ่ง ซึ่งเขาขับรถไฟ "ชนหมาหลงตาย" เพราะหมาเดินเข้ามาอยู่บนทางรถไฟในขณะที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่

ข่าวถ่ายทอดอยู่สองวันถึงเรื่องราวการสอบสวนผลปรากฏว่าพนักงานขับรถไฟ SUB WAY ถูกว่ากล่าวตักเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางชมรมผู้รักหมาแห่งนิวยอร์ก มีการเอาพวงหรีดไปวางไว้ที่รางรถไฟแสดงความเศร้าโศกให้กับหมาผู้น่าสงสาร

หนึ่งเดือนผ่านมามีข่าวปรากฏอีกว่า รถไฟ Sub way เสียเวลา 3 ชั่วโมงไม่สามารถวิ่งได้ อันเนื่องมาจากมีหมาตัวหนึ่งติดอยู่บนราง Sub way รถดับเพลิงหน่วยกู้ภัยเปิดสัญญาณไซเรนวิ่งกันพล่านเพื่อมาไล่ให้หมาออกนอกราง Sub Way

มีการใช้หน่วยกู้ภัยกันมามาก ผู้คนสองข้างทางก็แตกตื่น เพียงเพราะว่าหมาติดอยู่บนราง Sub way พนักงานขับรถก็ไม่กล้าขับเข้าไปอีก กลัวจะชนหมาเข้าให้อีก รถไฟเสียเวลาอยู่สามชั่วโมง ผู้โดยสารที่นั่งมากับรถขบวนนั้นต้องสูญเสียเวลาไปเท่าไหร่ มาเข้างานสายกี่คน ผลประโยชน์เสียหายไปก็มากมาย เพียงเพราะว่า หมาตัวเดียว

ความไร้สาระที่แฝงอยู่ในสังคมศิวิไลซ์ เรื่องราวทำนองนี้กลับกลายเป็นเรื่องจริงจังมีเหตุผลทางมนุษยธรรมไปเสียแล้ว

มีอยู่คราวหนึ่งอีกในเขต Long Island ซึ่งเป็นย่านที่อยู่ ของคนรวย ๆ ของนิวยอร์ก สัญญาณไซเรนฉุกเฉินเปิดดังสนั่นสองข้างทางอีกรถดับเพลิง รถพยาบาลหน่วยกู้ภัยก็ตามกันมาอีกเป็นขบวนเพราะมีคนแก่โทรไปแจ้งวิทยุฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "ขอความช่วยเหลือด่วน" ทางเจ้าหน้าที่ก็ตกใจเพราะคนแก่บอกแต่เพียงว่า "ช่วยด้วย ! ลูกของฉัน Janny กำลังตกอยู่ในอันตราย" แถมยังบอกชื่อที่อยู่บ้านเลขที่ชื่อถนนให้เสร็จเพียงไม่กี่นาทีเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถดับเพลิงหน่วยกู้ภัยก็มาถึง เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า ลูกแมวของแกที่ชื่อ Janny ติดอยู่บนต้นไม้ลงมาไม่ได้ เพราะแมวตัวเดียวกัน นั่นแหละที่ต้องมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถดับเพลิงหน่วยกู้ภัยมากันเป็นสิบ

เรื่องราวแบบนี้อีกเช่นกันที่กลายเป็นสาระของคนนิวยอร์กไปเสียแล้ว บางคนก็บอกว่ามันบ้า ๆ บอ ๆ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกวันบนวิถีชีวิตของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก

การมีชีวิตบนสังคมสมัยใหม่ เกิดและเติบโตท่ามกลางสังคมที่เรียกว่าทันสมัย กินและบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่ผลิตออกมาเสร็จสรรพแล้วจากโรงงาน

หากจะเข้าครัวทำอาหารกินเอง มีดและเขียงหน้าตาเป็นอย่างไร อเมริกันชนบางคนยังไม่เคยเห็นเลย หากหิวอาหารสำหรับคนเมืองนี้ก็แค่เปิดกระป๋องออกมาแล้วกินได้เลย สิ่งเหล่านั้นแหละคือ Food ที่หล่อเลี้ยงชีวิตเขาอยู่

มนุษย์เมื่อเกิดมาภายใต้บริบทของสังคมแบบใดชีวิตก็มักดำเนินไปตามบทของสังคมแบบนั้น หากเราเอาเนื้อหมูให้เขาสักก้อนหนึ่งเพื่อปรุงเป็นอาหาร เขาก็จะถามขึ้นทันทีว่า เครื่องหั่นเนื้ออยู่ที่ไหน เขาก็ทำเป็นอยู่สองอย่างนั่นก็คือ เสียบปลั๊กไฟฟ้า, แล้วก็กดเปิดสวิทซ์ หากเราเอาเนื้อมาให้เขาแล้ว ไม่ได้เอาเครื่องหั่นมาด้วยเป็น อันว่ามื้อนั้นอด ต้องวิ่งไปหาร้านแฮมเบอร์เกอร์สำเร็จรูป

นี้คือเรื่องราวที่เป็นวิถีชีวิต ของอเมริกาไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของหมาเพียงตัวเดียวทำเอาเสียเวลาไปสามชั่วโมงเรื่องราวของแมวกับคนรักสัตว์ก็ทำเอาวุ่นกันทั้งเมือง สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้คือพื้นฐานของชีวิตอเมริกาที่มีผลต่อความคิดและเรื่องราวของศีลธรรมและมนุษยธรรม โลก ชีวิต ความคิด และสารัตถะของการใช้วิถีชีวิตอย่างนี้แหละครับ !…

…ครับ! กลัวเหลือเกิน กลัวว่าคนอเมริกาจะเอาความคิดและความรู้สึกแบบนี้ ไปใช้เป็นมาตรวัด แล้วตัดสินให้กับประเทศอื่น ๆ ของโลก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us