สายลมหนาวของปลายเดือนสิงหาคมเริ่มพัดกระโชกมาจากทางเหนือหอบเอาความหนาวมาจากขั้วโลกพัดผ่านนิวยอร์กอีกครั้งหนึ่ง
มันเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่อีกแล้ว จากหน้าร้อน (Summer) ก็เริ่มย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง
(Fall)
ทันทีที่หนาวแรกพัดผ่านสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติรอบข้าง ก็เริ่มปรับตัวตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลใหม่
เสียงจักจั่นที่เคยออกมาร้องในยามค่ำคืนของหน้าร้อน ก็เริ่มลดเสียงเงียบหายไปกับลมหนาวแรก
หลบลงใต้ดินฝังตัวเป็นดักแด้ ค่อยออกมาผสมพันธุ์แพร่พันธุ์ใหม่ในฤดูกาลหน้า
พืชที่มีหัวใต้ดินก็เริ่มสลัดใบทิ้งฝังหัวลงใต้ดินยามที่หนาวแรกมาเยือน
สิ่งมีชีวิตพวกแมลงไม่ว่าจะเป็นแมลงสาบ, แมลงวัน,ยุง ระยะเวลาแค่ 3 เดือนที่นิวยอร์กปลอดหนาวแมลงเหล่านี้กลับขยายแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว
เช้าก็ออกลูกเย็นก็ออกไข่
การเพิ่มขึ้นของแมลงเหล่านี้ บริเวณไหนมีเศษอาหาร เหมาะสมจะเพิ่มมากกว่าปกติ
เพราะต้องแข่งขันกับธรรมชาติที่ผันแปร การดิ้นรนเพื่อดำรงชีวิตอยู่ให้รอด
สิ่งมีชีวิตพวกแมลงดูดจะปรับตัวได้เป็นอย่างดี
เคยมีคนถามอยู่เหมือนกันแมลงวัน, ยุง นิวยอร์ก พวกนี้มาจากไหนในเขตหนาวอย่างนิวยอร์กแมลงพวกนี้ไม่น่าจะมีอยู่
บางคนก็โบ้ยปัดมาทางเอเชียว่า แมลงพวกนี้คงจะติดมากับสินค้าในตู้คาร์โก้
ที่ล่องเข้ามาจากประเทศในเขตร้อนอย่างประเทศไทย
ลมหนาวแรกพัดผ่านสังคมมนุษย์ผู้คนในนิวยอร์กก็เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลเช่นกัน
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมายังนุ่งน้อยห่มนิดกันอยู่ ใครมีดีก็โชว์สัดส่วนกันตามสภาพ
เหตุผลเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือเพื่อการขยายพันธุ์ก็แล้วแต่จะคิดกัน
แต่ปรากฏการณ์ที่พบเห็นในสังคมนิวยอร์กประการหนึ่งก็คือ พอสิ้นหน้าร้อนย่างเข้าหน้าหนาวแรงงานหญิงจากอเมริกาใต้ทั้งหลาย
อุ้มท้อง ตั้งครรภ์ ขึ้นรถไฟ Subway กันเป็นแถว
เป็นที่รู้กันในหมู่แรงงานจากอเมริกาใต้ว่า หลังจากที่เล็ดลอดกันเข้ามาหางานทำในอเมริกาแล้ว
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาคิดกันเป็นประการแรกก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้มีลูกคลอดออกมาบนแผ่นดินของอเมริกา
เพราะนั่นหมายถึงว่า สิบเดือนต่อมาเด็กน้อยที่เกิดออกมาก็จะกลายเป็น "เด็กสัญชาติอเมริกัน"
ซึ่งจะทำให้พ่อแม่มีโอกาสตั้งรกรากในอเมริกาได้อีกด้วย อย่างน้อย เมื่อมีการตรวจสอบจากหน่วยตรวจคนเข้าเมือง
ก็จะอ้างได้ว่า "ลูกของฉันเกิดในแผ่นดินอเมริกา ฉันต้องดูแลเขาอยู่ที่นี่"
การเลี้ยงดูก็ไม่ต้องอดอยาก เพราะหากพ่อแม่ของเด็กทารกคนใดก็แล้วแต่ไม่มีความสามารถเลี้ยงดู
ก็สามารถยื่นเรื่องขอความอนุเคราะห์ นม, อาหารจาก City มาเลี้ยงดูทั้งแม่และลูกได้
สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเป็นเหตุเป็นผลที่คล้ายคลึงกับการแพร่ขยายพันธุ์ของแมลงในช่วงหน้าร้อนเป็นแน่
ลูกเล็กเด็กแดงเหล่านี้ 17 ปี ต่อมาพวกนี้ก็จะเติบโตกลายเป็นเยาวชนของอเมริกา
ได้คุณภาพบ้างขาดคุณภาพบ้าง เขาเหล่านี้ก็กลายเป็นเยาวชนอเมริกาไปเสียแล้ว
ในนิวยอร์กซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของโลกพัฒนายังมีคนอ่านหนังสือไม่ออกคิดเลขไม่เป็นจำนวนมาก
หากมีพลเมืองจำนวนส่วนเหล่านี้มาก
จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่นาน ๆ ครั้งอเมริกาจะเปิดสงครามในภูมิภาคอื่น ๆ
สักครั้งหนึ่ง คัดสรรเอาเยาวชนพวกนี้ออกนอกประเทศเสียทีหนึ่งเป็นการคัดสรรพันธ์ไปในตัว
หากอยู่กันมากมักยุ่งนักเด็กพวกนี้มันจะเผาเมืองทำลายข้าวของกันเสียเอง
อเมริกาดูจะยิ่งใหญ่ในสายตาชาวโลกมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่กว่าทวีปบางทวีปอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์เล่น
เพื่อบอกชาวโลกว่า "ดวงไฟสีนวลยามค่ำคืนนั้น เป็นแค่ก้อนหินมหึมาเท่านั้นเอง"
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ผลิตวัฒนธรรมแบบ "กินด่วน" ส่งออกไปขายทั่วโลก
เยาวชนจากประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายก็ขวนขวายกันที่จะมารับวัฒนธรรมรับการศึกษากันที่ประเทศนี้มีตลกเสียดสีเขียนเอาไว้ว่า
"อเมริกามีอะไรดีอย่างนั้นหรือ ? ก็จงดูที่เนื้อที่นำมาบดในแมคโดนัลด์ปรากฎว่ามีแต่
เอ็นวัว กับพังผืด"
ขายเป็นอาหารรสนิยมสูงอยู่ตามเมืองหลวงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ครับ ! นี่คือความมีดีของอเมริกา
นิวยอร์กเป็นเมืองท่าที่ถูกยกให้เป็นเมืองของความศิวิไลซ์ วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนนิวยอร์กเลยกลายเป็นวัฒนธรรมของชาวกรุงไป
ส่วนพวกต่างรัฐอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลบ้านนอกต่างจังหวัด คนอเมริกาจากวอชิงตัน
ดีซีมาเที่ยวนิวยอร์คก็จะกลายเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไป
ยามค่ำคืนราตรีของนิวยอร์ก ตามโรงแรมใหญ่เกาะแมนฮัตตัน ก็จะเห็นคนใส่สูท
นั่งรถรีมูซีนยาว ๆ บางคนกำลังจะไปดูละครบรอดเวย์ บางคนไปดูโอเปร่าใครจะรู้ได้ว่าในบรรดาคนเหล่านี้
บางคนเป็นเจ้าของกิจการน้ำมันทั่วโลก บางคนเป็นประธานบริษัทเป็นเจ้าของธนาคาร
ภายใต้ระบบสังคมวิถีชีวิตเหล่านี้ เรามาดูซิว่ามีเรื่องราวที่หัวเราะไม่ค่อยออก
ซ่อนอยู่เบื้องหลังของการใช้ชีวิตแบบนี้
มีอยู่คราวหนึ่งมีลูกค้าแต่งตัวดีนั่งรถรีมูซีนมาจอดเพื่อจะกินอาหารเย็นในร้านอาหารซึ่งจัดว่าหรูหราแห่งหนึ่งบนเกาะแมนฮัตตัน
เขาก็เรียกบ๋อยมาเพื่อจะสอบถามรายการอาหารและคำแนะนำอาหารของร้าน ปรากฏว่าบ๋อยก็แนะนำอาหารแพง
ๆ ซึ่งทำจากปลาและอาหารทะเล
ปรากฏว่ามื้อนั้นลูกค้าคนนั้นอิ่มอร่อย และพึงพอใจกับการเสียเงินไปประมาณ
500 กว่าเหรียญ
ในมุมกลับกันเราตัดภาพมาดูธุรกิจในร้านอาหารที่ว่านี้ ก่อนที่ร้านจะเปิดบริการผู้จัดการร้านได้กำชับให้พนักงานเสิร์ฟว่า
"…วันนี้จะต้องแนะนำ PUSH ปลาออกจากตู้เย็นให้หมดเสียทีเพราะค้างอยู่ในช่องฟิตมาหลายวันแล้ว"
ผู้จัดการร้านกำลังจะบอกแก่บ๋อยว่าจะต้องรีบขายปลาออกให้เร็วที่สุดเพราะ
ใกล้จะเน่าแล้วจะต้องให้แขกลูกค้ารับประทานปลาให้มากที่สุด
เพียงไม่กี่ชั่วโมงผ่านไป ปรากฏว่าปลาเกลี้ยงตู้เย็น ลูกค้าก็อิ่มอร่อยกับปลาค้างช่องฟิต
เจ้าของร้านอาหารก็ดีใจกับกำไรที่กำลังจะขาดทุน
สิ้นลูกค้าเหล่านี้เขาแยกไม่ออกเลยว่าอาหารอะไรใหม่และสด เพราะการใช้ชีวิตบนวิถีชีวิตของคนอเมริกันอย่างเมืองใหญ่เขาจะชินชาอยู่กับเนื้อกระป๋องหมัก
ทูน่าสำเร็จรูป ฮอทดอก ซึ่งอาหารเหล่านี้ใหม่กับเก่าแยกไม่ค่อยออกในรสชาติคนที่นี่รู้เพียงอย่างเดียว
อาหารใหม่หรือเก่าดูที่วันเวลาที่เขียนบอกไว้เท่านั้น นี้ก็คือสารัตถะวิถีชีวิตของอเมริกันชนไปเสียแล้ว
เรื่องราวบางเรื่องที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก หากเราใช้บรรทัดฐานของความเป็นคนไทยเข้าไปมอง
เรื่องราวปรากฏการณ์ของวิถีชีวิตอเมริกันบางอย่าง ช่างหาสาระยากเสียเหลือเกิน
มีข่าวปรากฏออกมาทางจอทีวีว่ามีการสอบสวนพนักงานขับรถไฟใต้ดินรายหนึ่ง
ซึ่งเขาขับรถไฟ "ชนหมาหลงตาย" เพราะหมาเดินเข้ามาอยู่บนทางรถไฟในขณะที่รถไฟกำลังวิ่งอยู่
ข่าวถ่ายทอดอยู่สองวันถึงเรื่องราวการสอบสวนผลปรากฏว่าพนักงานขับรถไฟ SUB
WAY ถูกว่ากล่าวตักเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางชมรมผู้รักหมาแห่งนิวยอร์ก
มีการเอาพวงหรีดไปวางไว้ที่รางรถไฟแสดงความเศร้าโศกให้กับหมาผู้น่าสงสาร
หนึ่งเดือนผ่านมามีข่าวปรากฏอีกว่า รถไฟ Sub way เสียเวลา 3 ชั่วโมงไม่สามารถวิ่งได้
อันเนื่องมาจากมีหมาตัวหนึ่งติดอยู่บนราง Sub way รถดับเพลิงหน่วยกู้ภัยเปิดสัญญาณไซเรนวิ่งกันพล่านเพื่อมาไล่ให้หมาออกนอกราง
Sub Way
มีการใช้หน่วยกู้ภัยกันมามาก ผู้คนสองข้างทางก็แตกตื่น เพียงเพราะว่าหมาติดอยู่บนราง
Sub way พนักงานขับรถก็ไม่กล้าขับเข้าไปอีก กลัวจะชนหมาเข้าให้อีก รถไฟเสียเวลาอยู่สามชั่วโมง
ผู้โดยสารที่นั่งมากับรถขบวนนั้นต้องสูญเสียเวลาไปเท่าไหร่ มาเข้างานสายกี่คน
ผลประโยชน์เสียหายไปก็มากมาย เพียงเพราะว่า หมาตัวเดียว
ความไร้สาระที่แฝงอยู่ในสังคมศิวิไลซ์ เรื่องราวทำนองนี้กลับกลายเป็นเรื่องจริงจังมีเหตุผลทางมนุษยธรรมไปเสียแล้ว
มีอยู่คราวหนึ่งอีกในเขต Long Island ซึ่งเป็นย่านที่อยู่ ของคนรวย ๆ ของนิวยอร์ก
สัญญาณไซเรนฉุกเฉินเปิดดังสนั่นสองข้างทางอีกรถดับเพลิง รถพยาบาลหน่วยกู้ภัยก็ตามกันมาอีกเป็นขบวนเพราะมีคนแก่โทรไปแจ้งวิทยุฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า
"ขอความช่วยเหลือด่วน" ทางเจ้าหน้าที่ก็ตกใจเพราะคนแก่บอกแต่เพียงว่า
"ช่วยด้วย ! ลูกของฉัน Janny กำลังตกอยู่ในอันตราย" แถมยังบอกชื่อที่อยู่บ้านเลขที่ชื่อถนนให้เสร็จเพียงไม่กี่นาทีเจ้าหน้าที่ตำรวจ
รถดับเพลิงหน่วยกู้ภัยก็มาถึง เรื่องราวกลับกลายเป็นว่า ลูกแมวของแกที่ชื่อ
Janny ติดอยู่บนต้นไม้ลงมาไม่ได้ เพราะแมวตัวเดียวกัน นั่นแหละที่ต้องมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจ
รถดับเพลิงหน่วยกู้ภัยมากันเป็นสิบ
เรื่องราวแบบนี้อีกเช่นกันที่กลายเป็นสาระของคนนิวยอร์กไปเสียแล้ว บางคนก็บอกว่ามันบ้า
ๆ บอ ๆ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกวันบนวิถีชีวิตของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก
การมีชีวิตบนสังคมสมัยใหม่ เกิดและเติบโตท่ามกลางสังคมที่เรียกว่าทันสมัย
กินและบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่ผลิตออกมาเสร็จสรรพแล้วจากโรงงาน
หากจะเข้าครัวทำอาหารกินเอง มีดและเขียงหน้าตาเป็นอย่างไร อเมริกันชนบางคนยังไม่เคยเห็นเลย
หากหิวอาหารสำหรับคนเมืองนี้ก็แค่เปิดกระป๋องออกมาแล้วกินได้เลย สิ่งเหล่านั้นแหละคือ
Food ที่หล่อเลี้ยงชีวิตเขาอยู่
มนุษย์เมื่อเกิดมาภายใต้บริบทของสังคมแบบใดชีวิตก็มักดำเนินไปตามบทของสังคมแบบนั้น
หากเราเอาเนื้อหมูให้เขาสักก้อนหนึ่งเพื่อปรุงเป็นอาหาร เขาก็จะถามขึ้นทันทีว่า
เครื่องหั่นเนื้ออยู่ที่ไหน เขาก็ทำเป็นอยู่สองอย่างนั่นก็คือ เสียบปลั๊กไฟฟ้า,
แล้วก็กดเปิดสวิทซ์ หากเราเอาเนื้อมาให้เขาแล้ว ไม่ได้เอาเครื่องหั่นมาด้วยเป็น
อันว่ามื้อนั้นอด ต้องวิ่งไปหาร้านแฮมเบอร์เกอร์สำเร็จรูป
นี้คือเรื่องราวที่เป็นวิถีชีวิต ของอเมริกาไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของหมาเพียงตัวเดียวทำเอาเสียเวลาไปสามชั่วโมงเรื่องราวของแมวกับคนรักสัตว์ก็ทำเอาวุ่นกันทั้งเมือง
สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้คือพื้นฐานของชีวิตอเมริกาที่มีผลต่อความคิดและเรื่องราวของศีลธรรมและมนุษยธรรม
โลก ชีวิต ความคิด และสารัตถะของการใช้วิถีชีวิตอย่างนี้แหละครับ !…
…ครับ! กลัวเหลือเกิน กลัวว่าคนอเมริกาจะเอาความคิดและความรู้สึกแบบนี้
ไปใช้เป็นมาตรวัด แล้วตัดสินให้กับประเทศอื่น ๆ ของโลก