ถอดความจาก MEKONG BUSINESS ใน MANAGER MAGAZINE ฉบับพฤษภาคม 2535
"การค้าและทุนจากบริษัทต่าง ๆ ในเอเชียกำลังไหลเข้าสู่ประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขง
(อินโดจีน) เป็นไปได้หรือที่อินโดจีนจะมีการรวมกลุ่มเป็น Trade bloc หรือ
Mekong Community ตอนนี้เป็นเพียงแค่แนวคิดที่ยังไม่มีข้อสรุปอย่างน้อยอีก
15 ปี"
แนวความคิดในเรื่องกลุ่มประเทศแถบลุ่มแมน้ำโขงนั้นมีมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขงดำเนินการวิเคราะห์กันอย่างยาวนานและเสียค่าใช้จ่ายสูงมากในช่วงทศวรรษ
1960 โดยเป็นโครงการหนึ่งของสหประชาชาติที่มุ่งความสำคัญไปที่การใช้แหล่งน้ำเพื่อผลิตพลังงานการชลประทาย
การขนส่งและการประมง อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำแห่งนี้ แต่ในช่วงทศวรรษถัดมา
เหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับแผนการด้านการพัฒนาของสหประชาชาติ
ดังนั้นเมื่อภูมิภาคนี้หวนคืนสู่สันติภาพอีก การเรียกร้องให้สร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
โดยใช้ระบบตลาดเสรีและนโยบายเปิดประเทศ กับการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก
ก็ได้ทำให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาแสวงหาผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้
ทั้งที่หลายประเทศเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน
นโยบายแปรสนามรบเป็นสนามการค้า ทำให้นักธุรกิจชาวไทยเป็นจำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน
พม่า รวมทั้งภาคใต้ของจีนมากขึ้น ประเทศที่เคยติดต่อค้าขายกระสุนและอาวุธก็ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์มาค้าขายสินค้าแบบปกติ
ทุกฝ่ายต่างพากันเรียกร้องสันติภาพความมั่งคั่งและความก้าวหน้า ขณะเดียวกันนักปฏิบัตินิยมรุ่นใหม่ก็ได้เข้ามามีบทบาทต่อจากชนชั้นปกครองที่ชราไปตามกาล
แต่แม้ว่าจะยังมีคำถามชวนสงสัยอยู่ว่า ภูมิภาคซึ่งเคยคละคลุ้งไปด้วยควันไฟแห่งการสู้รบภายใต้อุดมการณ์อันแตกต่างจะสามารถพลิกกลับมาเป็นดินแดนแห่งการติดต่อค้าขาย
และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ปรากฏว่ากลุ่มนักคิดส่วนใหญ่ตั้งแต่ในจาการ์ตาจนถึงฮ่องกงยังเชื่อมั่นว่า
ในที่สุดแล้วแนวความคิดเกี่ยวกับประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงจะเป็นแนวความคิดหลักขึ้นมาได้
กระนั้นก็ตาม โดยข้อเท็จจริงแล้ว แม่น้ำโขงเองก็ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง
ๆ กับประชาชนในภูมิภาคย่อยนี้ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในระยะหลังก็ไม่ได้เสริมย้ำการเกิดกลุ่มประเทศแถบนี้อย่างจริงจัง
แนวความคิดแหลมทองที่ไทยเคยริเริ่มขึ้นก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแม่น้ำโขง
หากเป็นการเน้นให้ประเทศไทยเป็นเสาหลักของการพัฒนา ซึ่งแน่นอนว่าเวียดนามย่อมไม่พอใจกับแนวทางเช่นที่ว่านี้
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้แนวความคิดเรื่องกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงไม่เป็นจริงขึ้นมาก็คือ
มีกลุ่มนักคิดในภูมิภาคนี้จำนวนไม่น้อยที่ผูกติดอยู่กับภาครัฐบาล จึงมีความคิดในเชิงประเทศต่อประเทศ
และกลุ่มต่อกลุ่มอยู่มาก อีกทั้งให้ความสำคัญกับประเด็นบูรณภาพของดินแดนและพันธมิตรระหว่างประเทศมากจนเกินจะข้ามพ้นมาสู่ความรับรู้ว่าระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่นั้น
จะกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนทางการเมืองและเปลี่ยนรูปของขั้วอำนาจเสียใหม่
นักวิชาการผู้หนึ่งแห่งศูนย์เอเชียศึกษาประจำฮ่องกงได้ให้ทัศนะว่า "กลุ่มนักคิดส่วนใหญ่จะมีแนวความคิดในเชิงอยู่นิ่ง
เพราะว่าพวกเขาเป็นกลไกกึ่งราชการ ในแง่ทฤษฎีแล้ว พวกเขามองปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองระหว่างประเทศ
แต่มีอีกเป็นจำนวนมากที่ดำเนินงานไปในกรอบของภูมิภาคการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มอาเซียน
และจะต้องคิดในเชิงภูมิภาค"
แนวความคิดเช่นว่านี้ก็คือ กลุ่มอาเซียนและจีนซึ่งมีเวียดนามคั่นอยู่ระหว่างกลางโดยคอยระแวดระวังไทยอยู่
ไม่ว่าเวียดนามจะเอนเอียงเข้าหาจีนหรือใช้กลุ่มอาเซียนเป็นตัวถ่วงดุลกับจีนก็ตาม
ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดุอยู่และหากเวียดนามให้ความสำคัญกับกลุ่มอาเซียนเป็นอันดับแรก
ก็ย่อมเอนเอียงเข้าหาจีนเพื่อปฏิเสธตะวันตก ซึ่งเท่ากับว่าเวียดนามจะหันกลับไปพึ่งพาตนเองมากขึ้นโดยมองไปที่กลุ่มอาเซียนเป็นหลัก
สำหรับ กุสุมา สนิทวงศ์ ประธานกรรมการของสถาบันศึกษาระหว่างประเทศและความมั่นคงในไทยให้ความเห็นว่า
"ในระยะสั้นและระยะกลางแล้ว จะไม่มีเหตุผลใดที่จีนหรือเวียดนามจะคุกคามทางทหาร"
โดยอ้างถึงความพยายามของรัฐบาลของอานันท์ ปันยารชุนในการผลักดันให้เกิด "เขตการค้าเสรีอาเซียน
(อาฟตา) ขึ้น รวมทั้งสนับสนุนให้กลุ่มอาเซียนร่วมมือกันในประเด็นการพัฒนาอินโดจีน
เพื่อมิให้เกิดการแข่งขันจนเกิดเป็นความขัดแย้ง"
เหตุนี้เองที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามจะเป็นปัจจัยชี้นำสำคัญในการผนวกประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้เป็นจริงขึ้นมาได้
หากทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับความร่วมร่วมใจกัน ดังเช่นกรณีของฝรั่งเศสและเยอรมนี
ไม่มีใครปฏิเสธแนวโน้มที่เอเชียตะวันออกกำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประสานเชื่อมโยงภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงนี้
ในขณะที่เงื่อนไขทางการเมืองและความมั่นคงยังไม่แน่นอน เพราะไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียตรวมทั้งประเทศคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน
การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในกัมพูชา การปรับความสัมพันธ์ระหว่างฮานอยกับปักกิ่ง
ท่าทีนโยบายต่างประเทศของเวียดนาม การสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน กรอบความคิดเรื่องอาฟตา
เหล่านี้ล้วนมีส่วนสร้างเงื่อนไขแวดล้อมในระดับภูมิภาคใหม่ขึ้น ภูมิภาคย่อยในแถบลุ่มแม่น้ำโขงนั้นถูกกำหนดให้เป็นตลาดการค้าที่ผสมผสานกันมากขึ้นโดยลำดับ
ปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจจะเป็นตัวเร่งจังหวะก้าวทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น กระนั้นสิ่งที่พึงตระหนักก็คือ
ประเทศในกลุ่มอินโดจีน และจีนตอนใต้นั้นยังคงมีระบบเศรษฐกิจในแบบคอมมิวนิสต์อยู่
ซึ่งอาจจะขัดขวางทิศทางดังกล่าวได้
ส่วนนักคิดในฮ่องกงนั้นดูเหมือนว่าจะกังวลใจกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์อันมีที่มาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากกว่านักคิดจากที่อื่น
แต่ก็ยังเห็นว่าแนวความคิดดังกล่าวนั้นมีความเป็นไปได้ โดยพิจารณาจากตัวอย่างของกลุ่มประเทศต่าง
ๆ ในบริเวณนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสามเหลี่ยมแห่งการเติบโตในสิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย
หรือกลุ่มของจีน ไต้หวันและฮ่องกง นอกเหนือไปจากปัจจัยในเชิงสังคม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแล้ว
บริเวณดังกล่าวได้ฝ่าฟันกับอุปสรรคในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน
อีกทั้งมีความร่วมมือกันทางด้านการสำรวจเพื่อความก้าวหน้าซึ่งจะสนับสนุนให้นักลงทุนพบช่องทางทางธุรกิจใหม่
ๆ ภายใต้กรอบแนวทางในการขจัดความแตกต่างของกลุ่ม ทว่า กรอบแนวคิดเช่นนี้ไม่อาจใช้ได้ในกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง
โธมัส หว่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยของมูลนิธิฮ่องกงยังคาดหมายด้วยว่า "แนวคิดในเรื่องกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขง
ยังมีความเป็นไปได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน… มันไม่ใช่ประเด็นเพ้อฝัน
มีความเป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลา"
ส่วนประเด็นที่ว่าไทยอาจจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้นั้น นอร์แมน โอเวน
ประธานกรรมการของโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำศูนย์เอเชียศึกษาในฮ่องกงชี้ว่า
"แน่นอนว่าไทยจะต้องเป็นปะเทศที่มีบทบาทอย่างสูง ทว่าไม่ใช่ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด
นักลงทุนรายใหญ่จะมาจากไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์และฮ่องกง" ขณะที่ ดร.
กุสุมาและ ดร. เขียน ธีระวิทย์ นักวิชาการไทยและล็อบบียิสต์ด้านจีนผู้เคยเป็นผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาได้ให้ความเห็นว่า
"กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงไม่อาจจัดเป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจได้…
ผมไม่คิดว่าในอนาคตแล้ว ไทยจะเป็นผู้นำในการสร้างภูมิภาคทางเศรษฐกิจ เพราะเราเป็นกันอยู่แล้ว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นน่าจะเกิดจากฐานของกลุ่มอาเซียนที่พยายามร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…"
หากจะมีแนวความคิดใด ๆ ในเรื่องนี้น่าจะเป็นแนวความคิดในภาคเอกชน และแนวโน้มในการสร้างสรรค์ความร่วมมือกันจะได้ไม่อิงอยู่กับกลุ่มเศรษฐกิจกลุ่มใด
"ทุกคนที่ไปลงทุนในอินโดจีนจะไปด้วยความพอใจส่วนตัวเป็นหลัก"
ดร. กุสุมา ย้ำโดยชี้ว่าอินโดจีนและพม่าจะไม่ใช่ตลาดใหญ่มาก เพราะติดที่ระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
และเท่าที่ผ่านมานั้น ไทยมีการติดต่อทางการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
สหรัฐฯ และอาเซียนมากกว่า ส่วนบริษัทธุรกิจขนาดกลางอาจให้ความสนใจกับภูมิภาคแม่น้ำโขงนี้มากนั้นก็เพื่อการขยายตัวทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การบิน และธุรกิจโรงแรมเท่านั้น
ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้นบางส่วนยังไม่แน่ใจ
แต่ในท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยต่อศักยภาพของการเกิดกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่มีความแตกต่างกันหลายระดับ
บรรดานักคิดในภูมิภาคนี้คาดหมายว่ากลุ่มดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ต้องอาศัยเวลาอีกสิบปีถึงสิบห้าปีนับจากนี้
โดยเชื่อว่าชุมชนแห่งผลประโยชน์จะเกิดขึ้นภายใต้การแบ่งแยกแรงงานระดับระหว่างประเทศ
และยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่อาจเกิดขึ้นของฮ่องกง กรุงเทพฯ และสิงคโปร์ในแง่ความสัมพันธ์กับภูมิภาคย่อยนี้
นอกจากนั้นยังมีบางทัศนะที่ชี้ว่า ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษใหม่ จะเกิดชุมชนแห่งความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงญี่ปุ่น
กลุ่มนิกส์ และอาเซียนเข้าด้วยกัน โดยเป็นสามเส้าที่มีความแตกต่างกันในแง่ของขั้นตอนการพัฒนา
ระดับความแตกต่างของทักษะเทคโนโลยีและอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อีกทั้งยังพ่วงเอาการประสานเชื่อมโยงเศรษฐกิจเข้ากับระบบเศรษฐกิจโลกด้วย
โดยผ่านจีน ทุกวันนี้อินโดจีนยังเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากวงแหวนแห่งความมั่งคั่งที่ว่านี้
ดังนั้น เวียดนาม ลาวและกัมพูชาจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างและฟื้นฟูเศรษฐกิจในทิศทางสู่ตลาดเสรี
อันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นกลุ่มทางธุรกิจแห่งใหม่
แต่จะเป็นแนวการขยายตัวทางเศรษฐกิจแห่งสุดท้ายในเอเชียแปซิฟิก โดยที่แนวโน้มทางธุรกิจนั้นจะต้องแยกภาคอุตสาหกรรมออกจากภาคบริการ
ธุรกิจบริการนั้นควรจะอยู่ในฮ่องกง การผลิตสินค้าไฮเทคอยู่ที่กวางตุ้ง และการผลิตสินค้าโลว์เทค
และต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมากจะอยู่ในเวียดนาม เป็นต้น
นักคิดบางส่วนยังคาดด้วยว่าต่อไปเวียดนามจะเป็นเหมือนกวางตุ้ง และจะเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมเบาในกลุ่มประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงนี้
และจะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในฮ่องกง และสิงคโปร์เป็นฐาน ส่วนฮ่องกงจะเป็นส่วนสนับสนุนทางการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องอิงกับเทคโนโลยีขั้นสูง
กลุ่มนักคิดองค์กรเอกชน
ฮ่องกง ฟาวเดชั่น (HKF) เป็นกลุ่มนักคิดของนักธุรกิจในฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งเอกชนและกลุ่มธุรกิจ
โดยมีสตีเฟน เฉิง สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของสมาคมกลุ่มผู้ผลิตของฮ่องกง
และเฮนรี่ แวง สมาชิกของ "LEGCO" เป็นประธาน HFK มุ่งโปรโมททุนนิยมวัตถุซึ่งเป็นลักษณะเด่นของฮ่องกง
ฉะนั้น การมอบประเทศแถบแม่น้ำโขงจึงหนักไปทางด้านแรงงานราคาถูกและการใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์
สมาคมนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสภาพัฒนาการค้าของฮ่องกงและต่างก็มีอิทธิพลในแวดวงธุรกิจทั้งคู่
และแม้ว่า HFK จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาฮ่องกง หลังปี 1997 สมาคมก็ยังตั้งแผนกวิจัยแยกต่างหากขึ้นมาเพื่อทำการสำรวจศักยภาพการลงทุนและการผลิตในอินโดจีนและพม่าด้วย
กลุ่มวัฒนธรรม
เอเชีย โซไซตี้ เป็นองค์กรด้านการศึกษาระดับนานาชาติที่ตั้งขึ้นโดยไม่หวังผลกำไรใด
ๆ ทั้งสิ้นเพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือเสริมความเข้าใจในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและเหตุการณ์ร่วมสมัยในเอเชีย
และยังมุ่งสนับสนุนการติดต่อสื่อสารระหว่างชาวเอเชียและอเมริกันด้วย เอเชียโซไซตี้ในฮ่องกงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะองค์กรที่จัดให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในหลายรูปแบบทั้งการประชุม,
สัมมนา ฯลฯ สมาชิกองค์กรก็ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี จึงให้ข้อมูลได้มากและหลากหลาย
ตั้งแต่เรื่องการถอนทหารอเมริกาออกจากภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิกไปจนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตเวียดนาม,
ลาว และกัมพูชาด้วย
สมาคมยังเป็นสปอนเวอร์ให้กับการประชุมประจำปีระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิกคือ
"WILLIAMBURG CONFERENCE" ซึ่งจะเน้นประเด็นด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
อาทิ ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่กำลังเพิ่มความสำคัญมากขึ้นทุกขณะและโดยทั่ว
ๆ ไปเอเชียโซไซตี้จะจัดโปรแกรมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ร่วมสมัยต่าง ๆ บางครั้งก็ให้ความช่วยเหลือนักข่าวด้วยการให้แบ็กกราวน์สั้น
ๆ ในบางเรื่องหรือแนะนำผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำปรึกษาได้
กลุ่มนักคิดที่ไม่เผยตัว
เซ็นทรัล โพลิซี ยูนิ (CPU) เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยเลียนแบบ CENTRE POLICY
UNIT ของอังกฤษ ต่างกันตรงที่ CPU ของฮ่องกงจะมีบทบาทมากกว่าการเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลเช่นเดียวกับ
CPU ของอังกฤษ แต่ก็ยังหาการทำงานที่ชัดเจนขององค์นี้ไม่ได้ เพราะทางองค์กรไม่เปิดเผยอะไรมาก
CPU ผลิตเอกสารหลายฉบับเกี่ยวกับอินโดจีน แต่บทบาทที่เด่นชัดก็ยังอยู่ที่การจัดการกับเรื่องต่าง
ๆ ในฮ่องกง
นักคิดขององค์กรเองคือ ลีโอ กูดสตาร์ด ผู้อำนวยการของ CPU, จูดี้ โบนาเวีย
อดีตบรรณาธิการของฟาร์อีสเทิร์น อิโคโนมิก รีวิว และที่ปรึกษาฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเบอร์สัน
มาร์สเทลเลอร์ คือ ลี ชิ คินก็เผยว่า พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยว่าทำอะไรบ้างใน
CPU ความคลุมเครือนี้เองทำให้สรุปได้ว่า CPU คงเป็นกลุ่มนักคิดที่ไม่มีอิทธิพลมากนัก
เพราะหากมีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายของฮ่องกงก็ควรจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างสนามบินฮ่องกงด้วย
อย่างไรก็ตาม CPU ก็จัดเป็นองค์กรหนึ่งซึ่งจับตาความเคลื่อนไหวในเอเชียแปซิฟิกและนโยบายของฮ่องกงไปด้วยพร้อม
ๆ กัน และเนื่องจากองค์ที่เป็นของรัฐบาลนี้จะห่วงในเรื่องรายได้มากกว่าสนใจความเป็นมาขององค์กร
รูปแบบความสนใจในประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงของ CPU จึงเป็นการโฟกัสไปทีละประเทศ
แล้วโยงว่าประเทศใดส่งผลกระทบอะไรต่อฮ่องกงบ้าง ประเด็นที่ CPU ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ
เวียดนามจะจัดการกับปัญหา "โบต พีเพิล" อย่างไร
กลุ่มนักคิดบริสุทธิ์
เซ็นเตอร์ ฟอร์ อาเซียน สตัดดี้ (CAS) เป็นองค์กรกลุ่มนักคิดระดับมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของนักวิชาการ,
นักการเมืองและผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายจากทั่วทั้งภูมิภาคนี้ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจการเมือง
ศูนย์นี้เป็นที่พบปะของนักวิชาการจากต่างประเทศทั้งหลายและสตาฟ์ทำงาน 30
คน, โปรเฟสเซอร์จาก 40 คณะของมหาวิทยาลัย และยังมีผู้ร่วมทำวิจัยอีก 50 คน
มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีงบประมาณปีละ 250,000 ดอลลาร์ฮ่องกง
เมื่อปีที่แล้วทางศูนย์ได้จัดประชุมในหัวข้อการแบ่งเขตแดนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนและฮ่องกงขึ้นตามมาด้วยรายงานภายใต้หัวข้อ
"FISHING IN TROUBLE WATER" CAS ยังได้ให้ความสะดวกกับนักวิชาการและนักข่าวบางส่วนที่มีสนับสนุนการเผยแพร่สิ่งพิมพ์และการจัดสัมมนาของทางศูนย์ใน
4 ขอบเขตใหญ่ ๆ คือจีนสมัยเก่า, จีนร่วมสมัย, ฮ่องกง และเอชียตะวันออกเฉียงใต้
กลุ่มนักคิดที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงโลก
อินสติติว ออฟ เซ้าธ์ อีสต์ อาเซียน สตัดดี้ เป็นกลุ่มนักคิดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดของฮ่องกง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้เปิดสำนักงานขึ้นที่อินโดจีนเพื่อให้บริการกับภาคเอกชนและสาธารณะในการร่วมกันพัฒนาภูมิภาคนี้ในระยะยาว
ตามนโยบายของกลุ่มที่ว่าการจับตาประเทศในกลุ่มอินโดจีนก็จำเป็นเท่า ๆ กับการจัดการเรื่องของสิงคโปร์เองเช่นกัน
เพราะภูมิภาคนี้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากอยู่
ISEAS ใช้งบในการตั้งสำนักงานในอินโดจีนไป 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร ์และรับผิดชอบจัดประชุมในประเด็นของเวียดนามทุกปี
ซึ่งการประชุมครั้งแรกจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ นอกจากนี้ ISEAS ยังมีหน่วยงานอื่นที่อยู่ในเครือคือ
หน่วยวิจัยเศรษฐกิจอาเซียน, โครงการศึกษาด้านยุทธวิธีประจำภูมิภาค และโครงการด้านสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทาง ISEAS มีนโยบายการหาเงินสนับสนุนเอง ทำให้ได้เงินช่วยเหลือในรูปของการบริจาคจากหลายหน่วยงาน
อาทิ KONRAD ADENATURE FOUNDATION, FORD FOUNDATION, NEW SEALAND HIGH COMMISSION
และ ROCKEFELLER BROTHERS FUND เพราะทางกลุ่มเห็นว่า การได้เงินสนับสนุนมาในรูปแบบนี้จะทำให้ทางกลุ่มทำอะไรได้มากขึ้น
ISEAS ปกครองโดยกรรมการที่มีหน้าที่ดูแลดินแดน และดำเนินงานโดยคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอีกชุดหนึ่ง
ภายใต้จุดยืนที่ว่า ISEAS ไม่ใช่สถาบันทางวิชาการแต่เป็นศูนย์วิจัยอย่างเต็มตัวฉะนั้นจึงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยเด็ดขาด
ส่งผลให้นักคิดในกลุ่มนี้ไม่มีแนวการคิดแบบถอนรากถอนโคนเท่าใดนัก ผู้อำนวยการของกลุ่มนี้คือ
เคเอส แซนดูก็เผยว่า "เราไม่ได้ตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อความขัดแย้ง"
นักวิชาการทั้งหลายควรร่วมกันหาทางเลือกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ แต่ไม่ใช่หาทางเปลี่ยนแปลงโลก
เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของนักการเมือง
ผลงานที่ตีพิมพ์โดย ISEAS มี ASEAN ECONOMIC BULLETIN, CONTEMPORARY SOUTHEAST
ASIA และ SOCIAL ISSUES IN SOUTHEAST ASIA
กลุ่มนักคิดระดับท้องถิ่น
อินสติติว ออฟ สแตเตอจิก แอนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล สตัดดี้ มาเลเซียไม่ใคร่มีบทบาทมากนักในการจับประเด็นประเทศกลุ่มแม่น้ำโขง
แต่ก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ ดังที่ผู้อำนวยการของ ISIS คือ โมฮัมเมด จอว์ฮาร์
ฮาสซัน เผยว่า "มาเลเซียสนใจความเป็นไปของอินโดจีนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของเวียดนามและกัมพูชาแต่ทาง
ISIS ยังไม่มีแผนที่จะตั้งศูนย์วิจัยในภูมิภาคนี้"
ISIS มาเลเซียจะเน้นการศึกษาระดับนโยบายและการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับเซรษฐกิจ,
วิทยาศาสตร์, สิ่งแวดล้อม, พลังงาน, การสร้างชาติและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติในประเทศแถบแม่น้ำโขง
อันเป็นความแตกต่างระหว่าง ISIS กับองค์กรนักคิดอื่น ๆ ยกเว้น CSIS หรือ
CENTER FOR STRATEGIC & INTERNATIONAL STUDIES ในจาการ์ตา และเป็นเหตุผลว่าทำไม
ISIS จึงไม่เปิดสำนักงานในอินโดจีนเช่นเดียวกับ ISEA ของสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ISIS ได้ตั้งศูนย์เพื่อศึกษาประเทศญี่ปุ่นขึ้น โดยเฉพาะด้วยเหตุผลว่า
"ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกมากและสำคัญสำหรับเราโดยพื้นฐานอยู่แล้ว"
นอกจากนั้น ISIS ยังตั้งศูนย์ศึกษาขึ้นอีก 2 แห่งคือ TUN HUSSIEN ONN CENTER
FOR NATIONAL UNITY & BUILDING และ CENTER FOR ENVIRONMENT STUDIES
ISIS มีกรรมการควบคุมอยู่ 21 คน แต่ไม่เหมือน ISEAS เพราะ ISIS มาเลเซียไม่ตีพิมพ์รายงานประจำปีแสดงรายละเอียดทางด้านการเงิน
ส่วนเงินสนับสนุนนั้นมาจากกองทุนและกลุ่มธุรกิจทั้งจากท้องถิ่นและต่างประเทศ
โดยเชื่อว่ามีผู้สนับสนุนด้านการเงินรายใหญ่คือ SASAGAWA PEACE FOUNDATION,
THE ASIA FOUNDATION, THE INTERNATIONAL DEVELOPMENT RESEARCH CENTER OF
CANADA และ FRIEDRICH STIFTUNG และคาดว่าญี่ปุ่นเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินรายใหญ่ที่สุด
กลุ่มนักคิดที่เน้นการบริการ
อินฟอร์เมชั่น แอนด์ รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ ออฟ สิงคโปร์ หรือ IEC เป็นกลุ่มนักคิดของเอกชน
ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ตั้งขึ้นเพื่อโปรโมตกิจกรรมด้านสันติภาพ, การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างราบรื่น,
เสริมสร้างสถาบันประชาธิปไตย, การแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และระบบการค้าเสรีด้วย
ผู้อำนวยการของ IRC คือ ราชเรนาม เผยว่า "ทางกลุ่มมีกิจกรรมหลายอย่างเกี่ยวกับอินโดจีน
หนึ่งในนั้นคือการจัดอภิปรายขึ้นที่ฮานอยเมื่อปีกลาย" ในหัวข้อ "INTERACTION
FOR PROGRESS VIETNAM'S NEW COURSE AND ASEAN'S EXPERIENCE" จุดประสงค์เพื่อรวบรวมผู้นำ,
ผู้กำหนดนโยบาย, ผู้จัดการระดับอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจากเวียดนามและอาเซียนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาทางแก้ไขปัญหาที่พบเห็น
IRC ตั้งขึ้นในปี 1985 ในฐานะศูนย์วิจัยอินโดจีน มี สุริน พิศสุวรรณ จากประเทศไทยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วยกิจกรรมหลัก
ๆ ของ IRC คือการวิจัยและตีพิมพ์เรื่องราวที่เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก กิจกรรมรองลงมาคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ซึ่งก็มีโปรแกรมกลายอย่าง อาทิ สอนชาวเวียดนามในการทำธุรกิจกับกลุ่มอาเซียนและประเทศอื่น
ๆ และ IRC ยังมีแผนจะจัดสัมมนาประมาณ 4-6 ครั้งในหัวข้อที่เกี่ยวกับการเงิน,
การธนาคาร, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการบริหารท่าเรือ นอกจากนั้นยังมีแผนจะตั้งโรงเรียนสอนการบริหารสมัยใหม่ในฮานอยคือ
INTERNATIOANL RESOURCE CENTER ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ทาง IRC ก็ยังได้จัดตั้งกลุ่มที่ปรึกษาธุรกิจขึ้นในภูมิภาคนี้
และในปีนี้ก็จะมีการประชุมอีกหลายครั้งในเวียดนามและกัมพูชา รวมไปถึงอาจจะทำการค้ากับประเทศในกลุ่มอินโดจีนด้วย
กลุ่มนักคิดแบบเสนอทางเลือก
อินสติติว ออฟ ซิเคียวริตี้ แอนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล สตั้ดดี้ หรือ ISIS
ในไทยตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1983 ด้วยจุดประสงค์ในการเปิดกว้างสำหรับการเสนอทางเลือกทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคโดยมี
ดร. กุสุมา สนิทวงศ์ เป็นประธาน
ISIS ของไทยก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือของนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่คน
และเน้นการเสนอแง่มุมทางด้านสวัสดิภาพอันมีขอบเขตไปถึงการทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
กิจกรรมของทางกลุ่มยังรวมไปถึงการสนับสนุนด้านการวิจัยและการจัดประชุมและสัมมนาทั้งในระดับนานาชาติและระดับท้องถิ่น
การประชุมในลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในหัวข้อเกี่ยวกับพลังงานและสวัสดิภาพของประเทศ
และมีรายงานที่จับประเด็นเรื่องบทบาทของทหารไทยพิมพ์เผยแพร่ด้วย ปัจจุบัน
ดร. กุสุมากำลังทำวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพของประเทศอยู่
ISIS ยังจัดประชุมประจำปีคือ ASEAN ISIS ขึ้นโดยมีผู้เข้าร่วมหลายองค์กรด้วยกัน
เช่น ISIS ในมาเลเเซีย, THE SINGAPORE INSTITUTE OF INTERNATIONAL AFFAIRS
และ THE PHILLIPINE CENTER FOR STRATEGIC INTERFACE AND DEVELOPMENT และแม้ว่า
ISIS จะไม่มีการประสานงานโดยตรงกับกลุ่มนักคิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่
ISIS ก็พบปะกับกลุ่มนักคิดของจีนอยู่เนือง ๆ
ISIS เองไม่มีนักวิจัยที่ทำงานเต็มตัว ส่วนใหญ่จะเป็นเลขานุการคณะกรรมการระดับสูงประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองอย่าง
ชัยอนันต์ สมุทรวานิช และ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร องค์กรนี้ไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล
แต่อาศัยเงินทุนที่ได้มาจาก FORD, ROCKEFELLER และกองทุนของเอเชีย
กลุ่มนักคิดที่เป็นกลุ่มแม่โขง
แม่โขง เบซิน ดีเวลอปเมนต์ รีเสิร์ช เน็ตเวิร์ค ซิเครท รีแอต หรือแม่โขงเน็ตเวิร์ค
ตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วเพื่อประสานความร่วมมือด้านการวิจัยในแถบแม่น้ำโขง
โดยได้รับการสนับสนุนจากอินสติติว ออฟอาเซียน สตัดดี้ (IAS) มี ดร. เขียน
ธีรวิทย์ เป็นประธาน
แม่โขง เน็ตเวิร์คนั้นมีองค์กรต่าง ๆ ที่เข้าร่วมจาก 6 ประเทศ อาทิ YUNNAN
SCIENCE & TECHNOLOGY ของจีน, FOREIGN ECONOMIC RELATIONS DEPARTMENT
ของพม่า, MINISTRY OF SCIENCE 7 TECHNOLOGY ของลาว, STATE COMMISSION OF
SCIENCE ของเวียดนาม, IAS ของไทย และ SUPREME NATIONAL COUNCIL ของกัมพูชา
ผลงานขององค์กรคือการจัดประชุมเมื่อปีที่แล้วซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก
INTERNATIONAL DEVELOPMENT RESEARCH CENTER (IDRC) ของแคนาดา ผู้เข้าร่วมการสัมมนาเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแม่โขงคอมมิตตีและสมาชิกจาก
69 ประเทศ โดย ดร. เขียน เผยถึงการทำงานขององค์กรว่า "เราตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อทำการวิจัยและขอให้สมาชิกของแต่ละประเทศเลือกสถาบันหลัก
ๆ ของตนมาร่วมงานกัน การประชุมครั้งต่อไปซึ่งจะจัดขึ้นที่ประทศไทยนั้น จะเป็นการหาวิธีการร่วมกันทำวิจัยในอีก
3 ปีข้างหน้าโดยหัวข้อที่จะศึกษาครอบคลุมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม, การค้า, การท่องเที่ยว.
การขนส่ง, ชลประทานและการประมง"
งบประมาณจำนวน 15 ล้านบาทที่จะต้องใช้ในช่วง 3 ปีนั้น IDRC จ่ายไปก่อน
นอกจากนั้นยังได้รับเงินแบ่งสรร 2 ล้านบาทจากงบประมาณการร่วมมือด้านเทคนิคและเศรษฐกิจสำหรับการพัฒนาประเทศจากรัฐบาลด้วย