|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
สิงห์ฯ ชี้ปรับภาษีเหล้าขาวราคาพุ่งแค่จิ๊บจ๊อย คอน้ำเมารากหญ้าไม่เปลี่ยน พฤติกรรมดื่ม ระบุโอกาสบ่ายหน้าดื่มเบียร์ราคาถูกมีสูง เบียร์อาชารอเสียบคอทองแดง เอื้อประโยชน์เจ้าสัวไม่สิ้นสุด มั่นใจตุนสต็อกเพียบเพื่ออั้นราคาขายเท่าเดิม ด้านนักการตลาด ชี้แม้ปรับราคาแต่เจ้าตลาดก็เมินอัดโปรโมชัน ด้านไทยเบฟฯ ประชุมเครียด ศูนย์วิจัยปัญหาสุราชี้ มติ ครม.ปรับอัตราภาษีสุรา ไม่มีผลช่วยแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคลดลง ระบุเหล้าขาวยังถูกปรับขึ้นต่ำกว่าสุราประเภทอื่นถึง 30 เท่า ขณะที่ประธานภาคีกฎหมายบุหรี่โลกเห็นคล้อยกันขึ้นภาษียาสูบไม่มีผลให้ยอดสิงห์อมควันลดลง แถมยังทำให้บุหรี่นำเข้าได้เปรียบอีกด้วย
นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ ลีโอ ไทเบียร์ เปิดเผยว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการปรับภาษีเหล้าขาวขึ้น จากคิดอัตราภาษีตามมูลค่า 25% เป็น 50% หรือเพิ่มจาก 70 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เพิ่มเป็น 110 บาทต่อลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แม้ว่าเหล้าขาวจะปรับราคาขึ้นโดยเฉลี่ย 10 บาท หรือจาก 90 บาท เป็น 100 บาท ก็ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการตลาดเหล้าขาวมูลค่า 6 หมื่นล้านบาทมากนัก เนื่องจากพฤติกรรมการดื่มเหล้าขาวมักจะดื่มในรูปแบบเปกตามร้านเหล้าจำหน่ายเพียง 5 บาท ดังนั้นผลจากการปรับภาษี อาจทำให้ราคาขยับเพิ่มขึ้นต่อเปกไม่กี่สตางค์เท่านั้น ผู้ดื่มจึงไม่ได้รู้สึกว่าราคาแพงขึ้น
แฉเอื้อไทยเบฟไม่หยุด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ดื่มจะหันไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตัวอื่นๆ ทดแทน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะดื่มเบียร์ราคาถูก โดยเฉพาะเบียร์อาชาซึ่งเป็นสินค้าอยู่ภายใต้บริษัทไทยเบฟฯ ยักษ์ใหญ่ในวงการเหล้าขาว ซึ่งปัจจุบันเบียร์อาชาขนาด 640 มล. ราคา 25 บาท หรือจำหน่าย 4-5 ขวด 100 บาท เมื่อเทียบกับเบียร์อีโคโนมีด้วยกัน เบียร์เชียร์ ลีโอ จำหน่ายราคา 39 บาท โอกาสที่ผู้ดื่มจะไปดื่มเหล้าสีทดแทน มีความเป็นไปได้ยาก เพราะด้วยช่องว่างทางราคาที่ห่างกันมาก ดังนั้นไม่ว่าจะมีการปรับภาษีเหล้าขาวจากทางภาครัฐ นอกจากจะไม่ได้ช่วยทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงและลดปริมาณการดื่มแล้ว สุดท้ายผลประโยชน์ก็ยังตกอยู่ที่บริษัทดังกล่าว
ตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างจังหวัด เปิดเผยว่า หลังจากที่เบียร์อาชาใช้กลยุทธ์ราคาจำหน่าย 25 บาท หรือ 4-5 ขวด 100 บาท ส่งผลให้ขณะนี้สินค้าขาดตลาด และข้อมูลจากบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่า อาชาเป็นเบียร์ที่มีอัตราการเติบโต 100%
สำหรับความเคลื่อนไหวของบริษัทไทยเบฟฯ พบว่า วานนี้( 29 สค.50) ผู้บริหารระดับสูงมีการประชุมหารือกันทั้งวันเกี่ยวกับกรณีการปรับภาษีเหล้าขาว
อั้นราคาเดิมตุนสต็อกไว้เพียบ
นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้ 3 กรณีที่บริษัทยักษ์ใหญ่วางแนวทางรับมือกับภาษีเหล้าขาว กรณีแรก คือ การปรับราคาขึ้นทันที ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มโดยเฉลี่ย 10 บาท จากปัจจุบันราคาเหล้าขาวจำหน่าย 90 บาท เป็น 100 บาท หรือกรณีที่สอง พยุงราคาเดิมให้นานที่สุด เนื่องจากเพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนี้ย่อมมีการสต็อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก โดยอย่างมากอาจมีสต็อกสินค้าเก็บไว้ถึง 3 ปี ทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาเดิม ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการฆ่าผู้ประกอบการรายย่อยทางอ้อม ที่ไม่ได้มีสต็อกเป็นจำนวนจึงต้องปรับราคาเหล้าขาวขึ้น
ทั้งนี้ตามกติกาสากล กรณีที่มีการปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น หลังจาก 6 เดือนไปแล้วจะต้องปรับราคาสินค้าขึ้นทันที เพื่อป้องกันผู้ประกอบการผลิตสินค้าล่วงหน้าไว้ในสต็อก และจำหน่ายราคาเดิมให้นานที่สุด ซึ่งภาครัฐควรนำกติกาดังกล่าวมาใช้กรณีที่มีการปรับภาษี
ส่วนกรณีสุดท้าย คือ ไม่ปรับราคาเหล้าขาวเลย เพราะปกติอัตราภาษี 70 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ต้องจำหน่ายเหล้าขาว 50 บาท แต่กลับจำหน่ายถึง 90 บาท ซึ่งได้กำไรส่วนต่างถึง 40 บาท ดังนั้นถ้าไม่ปรับราคาขึ้นก็ยังเท่ากับว่าบริษัทดังกล่าวได้กำไรส่วนต่างจากเหล้าขาวถึง 30 บาท
นางวิมลวรรณ อุดมพร รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 2-3 เดือนแรกคงไม่มีความเปลี่ยนแปลง เพราะอยู่ในช่วงโลว์ซีซันหรือไม่ใช่ฤดูกาลการขาย โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะยอมแบกรับภาระภาษีจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่กระทบต่อยอดขาย
นายธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักการตลาด-นักวางกลยุทธ์หลายองค์กร และเป็นประธานกรรมการบริหารด้านการสื่อสาร บริษัท ธรู เดอะไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด เปิดเผยว่า การขึ้นราคาเหล้าขาวในช่วงนี้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ตามหลังจากครม.อนุมัติการขึ้นภาษีเหล้าขาว เชื่อว่าตัวแทนจำหน่าย ร้านค้า คงจะมีการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร
กรณีที่เหล้าขาวมีการปรับราคาขึ้น ผู้ประกอบการอาจจะหันมาสร้างภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจนี้มากขึ้น ส่วนการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงที่มีการปรับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคมีความคุ้นเคยกับราคาใหม่หรือไม่ได้รู้สึกว่าราคาเพิ่มขึ้นนั้น คาดว่าคงจะไม่มีมากนัก เนื่องจากตลาดเหล้าขาวมีการแข่งขันไม่รุนแรง
สรรพสามิตหวังเด็กซื้อเหล้า-บุหรี่ลดลง
นางสาวจรรยา จันทร์ศิริ สรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์ เปิดเผยกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราภาษีสุราและยาสูบว่า เพื่อควบคุมการบริโภคสุราและบุหรี่ให้เหมาะสม มากกว่าการจัดเก็บรายได้ที่มากขึ้นของกรมสรรพสามิต ยืนยันว่าวัตถุประสงค์หลักต้องการแก้ไขปัญหาการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ดีกรีสูง ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของผู้ที่บริโภค โดยเฉพาะเยาวชนและเพื่อให้ร้านค้าทั้งส่งและปลีก มีการจำหน่ายสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีการชำระภาษีอย่างถูกต้อง จะได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวอย่างเข้มงวดต่อไป
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นอัตราภาษีสุราและยาสูบอัตราภาษีใหม่ มีผลตั้งแต่ 29 ส.ค. ประกอบด้วย ภาษีสุราขาวและสุราผสม ปรับอัตราภาษีขึ้นร้อยละ 50 ทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นขวดละ 9-12 บาท สุราพิเศษ ประเภทบรั่นดี ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ราคาขายปลีกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0 - 91 บาท ส่วนบุหรี่ในประเทศเพิ่มขึ้น 1 - 2 บาท และบุหรี่นำเข้าเพิ่มขึ้น 2 -3 บาทต่อซอง
นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา วิเคราะห์การปรับขึ้นอัตราภาษีสุราตามมติที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2550 เห็นชอบว่า การปรับอัตราภาษีดังกล่าวมีผลต่อสุราประเภทต่างๆ ดังนี้ สุราขาวเสียภาษีจาก 70 บาท/ลิตร เป็น 110 บาท/ลิตร แอลกอฮอล์บริสุทธิ์,สุราผสมเสียภาษีจาก 240 บาท/ลิตร เป็น 280 บาท/ลิตร บรั่นดีเสียภาษีจาก 40% เป็น 45 % ซึ่งมีผลต่ออัตราการเปลี่ยนแปลงราคาขายในท้องตลาดต่อไป
ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เห็นว่าการตัดสินใจขึ้นภาษีสุราเพื่อควบคุมการบริโภคซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยเป็นความกล้าหาญของ ครม.และอัตราการขึ้นภาษีดังกล่าวยังถือว่าน้อยมาก โดยสุราขาวขึ้นภาษีต่ำหว่าสุราประเภทอื่นๆ ถึง 30 เท่า เนื่องจากสุราขาวมีการลดภาษีเก็บ 70 บาท/ลิตรในปี 2546 เพื่อส่งเสริมสุราชุมชนโดยพ่วงสุราขาวเข้าเป็นประเภทเดียวกับสุราชุมชนทำให้สุราขาวได้ลดภาษีลง ทั้งที่สุราประเภทอื่นๆ ถูกขึ้นภาษีหมด การขึ้นภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 110 บาท/ลิตรนั้น มากกว่าเมื่อ 16 ปีที่แล้วเพียง 10% ขณะที่สุราพิเศษ เช่น แสงโสม โกลเด้นไนท์ และสุราปรุงพิเศษ เช่น แม่โขง เสียภาษี 100 บาท/ลิตร ณ ปี 2534 และปรับขึ้นเป็น 400 บาท/ลิตร ในปัจจุบัน
เบียร์ไม่ได้ถูกขึ้นภาษีเลย ทั้งที่ส่วนแบ่งการตลาดของผู้บริโภคสูงสุด โดยเบียร์ไม่ถูกขึ้นภาษีมาตั้งแต่ปี 2544 หรือ 6 ปีที่แล้ว ทั้งที่เบียร์เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากที่สุดมีส่วนแบ่งการตลอดถึง 70% ซึ่งขณะนี้เบียร์เก็บภาษีตามมูลค่าอยู่ที่ 55% ขณะที่เพดานอยู่ที่ 60% หากไม่ขึ้นภาษีเบียร์จะไม่สามารถแก้ปัญหาการบริโภคได้เท่าที่ควร
การอ้างว่ารัฐได้ขึ้นภาษีเพดานแล้วนั้นไม่ใช่ เนื่องจากส่วนที่เต็มเพดานเป็นส่วนที่ไม่ได้เก็บภาษีจริง เพราะระบบภาษีสุราของไทยคิด 2 แบบ คือ ตามมูลค่า(%) และตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์(บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์) ส่วนไหนให้ภาษีมากกว่าก็จะเก็บตามนั้น เช่น สุราขาวและสุราผสม จะเสียภาษีตามปริมาณ ซึ่งยังไม่เต็มเพดาน และสุราราคาแพง เช่น บรั่นดี และเบียร์ จะเสียภาษีตามมูลค่า ซึ่งยังไม่เต็มเพดานเช่นกัน
ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เห็นว่ารัฐควรขึ้นภาษีสรรพสามิตตามปริมาณของสุราขาว และสุราผสมให้เต็มเพดานที่ 400 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์ ยิ่งขึ้นภาษีเต็มเพดานเร็วเท่าใดคนยิ่งติดสุราขาวลดลง และรัฐควรขึ้นภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าเบียร์ จาก 55 เป็น 60% โดยเร็ว เพื่อลดปัญหาการบริโภคเบียร์ นอกจากนี้รัฐควรแยกการคิดอัตราภาษีสรรพสามิตของสุราขาวโรงงานออกจากสุราชุมชน
นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย(สสท.) และประธานภาคีกฎหมายบุหรี่โลก กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้กระทรวงการคลังขึ้นภาษีบุหรี่เต็มเพดานในอัตรา 80% ของมูลค่าว่า การขึ้นภาษีดังกล่าวไม่มีผลทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง และไม่ส่งผลต่อรายได้ของประเทศแต่อย่างใด ขณะเดียวกันบุหรี่ไทยจะขึ้นราคาไปซองละ 1-2 บาท แต่บุหรี่ต่างชาติจะไม่ขึ้นราคาหรือขึ้นราคาก็จะมีสัดส่วนน้อยกว่าบุหรี่ไทย ส่งผลให้โรงงานยาสูบเสียสัดส่วนการครองตลาดให้กับบุหรี่นำเข้ามากขึ้น
นพ.หทัยกล่าวอีกว่า ตนและภาคีปกป้องไทยพ้นภัยบุหรี่ได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ว่ากรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีบุหรี่ไทยและบุหรี่นำเข้าจากฐานที่ต่างกัน โดยเก็บภาษีบุหรี่ไทยจากราคาจำหน่ายหน้าโรงงาน ขณะที่เก็บภาษีบุหรี่นอกจากราคา c.i.f.(ราคาต้นทุนการผลิต+ค่าขนส่ง) ทำให้บุหรี่ไทยเสียภาษีมากกว่าบุหรี่นำเข้า
“เราได้เสนอให้เก็บภาษีบนฐานของราคาขายปลีกซึ่งจะเป็นธรรมมากกว่า และไทยเคยเก็บภาษีรูปแบบนี้มาแล้วโดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่ที่ผ่านมากรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตไม่สามารถหาค่า c.i.f ของบุหรี่ต่างชาติได้ว่าควรเป็นเท่าไร และยอมรับราคาที่บริษัทบุหรี่ต่างชาติสำแดงมาตั้งแต่ปี 2535 เป็นเหตุให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีไปร่วม 20,000 ล้านบาทในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงควรเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษีใหม่ตามที่เราได้เสนอไป”
|
|
 |
|
|