|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงแนวโน้มการแข่งขันของสถาบันการเงิน ในการปล่อยสินเชื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตว่า จะไม่เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากธนาคารต่างมีภาระตั้งสำรองตามเกณฑ์ ไอเอเอส 39 ในต้นปี 2551 โดยจะต้องตั้งสำรองสินเชื่อที่ผิดนัดชำระภายในเดือนที่ 3-4 ซึ่งจะทำให้การพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินละเอียดมากขึ้น แม้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อตามเดิมก็ตาม
“ ต่อไปนี้ แบงก์ต้องเอ็กซเรย์ผู้กู้แบบละเอียดยิบ แม้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาเหมือนเดิมก็ตาม โดยเฉพาะในเรื่องรายได้ที่แจ้งมาถูกต้องหรือไม่ แหล่งที่มาของรายได้ จากที่เมื่อก่อนไม่ได้ดูละเอียดมากนัก เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เอ็นพีแอลตามมาในภายหลัง เพื่อจะได้ไม่ต้องกันสำรองเพิ่ม ” นายขรรค์กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของธอส. ปัจจุบันในช่วงครึ่งปีแรก ได้กันสำรองไปแล้ว 1,800 ล้านบาท โดยเป็นการกันสำรองระดับ 4 และระดับ 5 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้กันสำรองในระดับ 3-4 ดังนั้น ธนาคารจะต้องมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องกันสำรองเพิ่ม และพยายามรักษาระดับหนี้เอ็นพีแอลให้อยู่ในระดับปกติ โดยปัจจุบันธอส.มีเอ็นพีแอลประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อเดือน
“ ธนาคารจะพยายามรักษาเอ็นพีแอลไม่ให้ไหลไปในระดับ 2- 3 โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามหนี้เป็นระดับขั้นไป เช่น หนี้ระดับ 1-3 ใช้เจ้าหนี้ที่ปกติ แต่หากเป็นหนี้ระดับ 4 ขึ้นไปจะต้องใช้เจ้าหนี้ที่ที่มีความเชี่ยวชาญในการติดตามหนี้” นายขรรค์กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารชาติของสหรัฐอเมริกา (เฟด) ปล่อยกู้ให้แก่ธนาคารภายในประเทศ (ดิสเคาส์เรส) ลงมาเหลือ 0.5% นอกจากนี้ เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั่วไปลงมาอีก เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อซับไพรม์ และคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินโลกมีแนวโน้มปรับลดลง
ทั้งนี้ ปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ได้คลี่คลายลงไปบ้างแล้ว และไม่ได้ส่งผลกระทบมายังเมืองไทย และไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งการปล่อยสินเชื่อของธนาคารไทยมีความรอบครอบ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชั้นดี ส่วนที่กระทบมีเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ฯเท่านั้น ซึ่งในสัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ขยับขึ้นมามากพอสมควร
ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากประชาชน จะมีความชัดเจนมากขึ้นว่า จะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้และจะมีรัฐบาลใหม่ในต้นปีหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนได้มากขึ้น ทำให้ประชาชนตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น
ในส่วนของ ธอส.จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ย
สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของ ธอส.ที่มีอยู่ในขณะนี้อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักคือ 5.5% คงที่ 3 ปีหลังจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสามารถเปิดสินเชื่อได้เกือบ 8,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าสินเดือนสิงหาคมนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท
ปริญสิริฯหวั่นปัญหาซับไพรม์ชะลอเพิ่มทุน
นายนำชัย วนาภานุเบศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า สำหรับความชัดเจนในการออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 1,000 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านั้นบริษัทได้มีแผนจะออกหุ้นเพิ่มทุนในเดือนส.ค.นี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการลงทุนของบริษัท และเพื่อนำเงินมาใช้ในการซื้อที่ดินสะสมรอการพัฒนา(แลนด์แบงก์)โครงการใหม่นั้น ขณะนี้ต้องเลื่อนออกไปก่อน
เนื่องจากภาวะตลาดยังไม่เหมาะสม และเกรงว่าปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในประเทศ ซึ่งหากจะมีการออกหุ้นเพิ่มทุน1,000 ล้านบาทจริง ก็คาดว่าน่าจะเป็นช่วงเดือนกันยายน แต่อย่างไรก็ตามการออกหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปจะสามารถดำเนินการที่แน่นชัดในช่วงใด เพราะต้องรอดูภาวะตลาดอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท ในกรณีที่ไม่ได้ออกหุ้นเพิ่มทุนนั้น ทางบริษัทมั่นใจจะไม่เกิดขึ้น เพราะขณะนี้ บริษัทยังมีสภาพคล่องที่ดี เนื่องจากมีการรับรู้รายได้เข้ามา
อย่างต่อเนื่อง โดยในต้นปี 2551 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ปัญเรื่องสภาพคล่องยังไม่เกิด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหาเรื่องสภาพคล่องจะไม่มี แต่หากบริษัทยังไม่มีการออกหุ้นเพิ่มทุนในปี 2551 ก็อาจจะทำให้มีผลต่อสัดส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E)เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้ ดังนั้น ความจำเป็นในการออกหุ้นเพิ่มทุนจึงยังมีอยู่
|
|
 |
|
|