ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ
ปี 2509- จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท
ปี 2510- เริ่มก่อสร้างโรงแรมดุสิตธานี
ปี 2513- เปิดดำเนินการโรงแรมดุสิตธานี โดยมีห้องพักให้บริการเริ่มต้น จำนวน
283 ห้อง
ปี 2514- เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 40 ล้านบาทเป็น 80 ล้านบาท
ปี 2518- เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ปี 2519- เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 80 ล้านบาทเป็น 120 ล้านบาท
ปี 2521 - ขยายกิจการโรงแรมโดยเพิ่มจำนวนห้องพักอีก 237 ห้อง - มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก
120 ล้านบาทเป็น 360 ล้านบาท
ปี 2522 - บริษัทมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระเต็มแล้ ว 240 ล้านบาท
ปี 2526 - ลงทุนในบริษัท แลนด์มาร์ค โฮเต็ล จำกัด จำนวน 99.88%
ปี 2528- ซื้อโรงแรมขนาดเล็ก ที่ จ.เชียงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรม ดุสิตอินน์
เชียงใหม่
ปี 2530 - เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 360 ล้านบาท - เข้าบริหารโรงแรมดุสิตลากูนา
จ.ภูเก็ต และเข้าไปถือหุ้น 15% - ซื้อกิจการโรงแรมแกรนด์ พาเลซ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมดุสิตรีสอร์ท
พัทยา
ปี 2531- จัดตั้งดุสิตธานี กรุ๊ป ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นดุสิต โฮเต็ล
แอนด์ รีสอร์ท เพื่อรับบริหารโรงแรม และเป็นศูนย์กลางการทำประชาสัมพันธ์ การจองห้องพัก
เพื่อให้เกิดความ คล่องตัวในการทำงาน - ซื้อโรงแรมขนาดเล็ก ถนนหลานหลวง แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมปริ๊นเซส
ปี 2532 - ลงทุนในบริษัท ดุสิตรีสอร์ท ชะอำ จำกัด จำนวน 55.4% - ลงทุนในบริษัท
ปริ๊นเซส แกรนด์ จำกัด จำนวน 51.01% ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท - ขายโรงแรมดุสิตอินน์
และโรงแรมปริ๊นเซส ให้กับบริษัท ปริ๊นเซส แกรนด์
ปี 2533- ลงทุนในบริษัท Dusit P acific NV. จำนวน 45% ซึ่งมีทุน จดทะเบียน
1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปี 2534 - เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 405 ล้านบาท - ถือหุ้นในบริษัท ดุสิตรีสอร์ท
ชะอำ เพิ่มเป็น 89.30% - จัดตั้งบริษัท Dusit Thani Delaware Inc. โดยบริษัท
ดุสิตธานี ถือหุ้น 100% ซึ่งบริษัท ที่จัดตั้งใหม่นี้ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่ม
Sinar Mas, C.Itoh Tokyo และนักธุรกิจอินโดนีเซีย เพื่อจัดตั้งMelrose Investment
Partnership ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมี Sinar Mas, C.Itoh
Tokyo และนักธุรกิจอินโดนีเซียร่วมกันถือหุ้น 84% ส่วน Dusit Thani Delaware
Inc. ลงทุนใน Melrose Investment Partnershipในสัดส่วน 16% และ The Melrose
ที่เมืองดัลลัส อเมริกา- ขายหุ้นบริษัท ไทยวา จำกัด ซึ่งประกอบกิจการโรงแรมดุสิต
ลากูนา ทำให้อัตราส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 5%
ปี 2535- เห็นความเจริญเติบโต และโอกาสทางด้านตลาดอาหาร ที่ขยายไปสู่ตลาดยุโรป
จึงได้ลงทุนจัดตั้งบริษัท Dusit Thani Holding AG ที่ส วิตเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นฐาน
Thien Duong ซึ่ง ตั้งอยู่ในกรุงเบิร์น โดยถือหุ้นในอัตราส่วน 48% - จัดตั้งแฟรนไชส์ชื่อ
"ธานี" เพื่อขยายฐานไปยังต่างจังหวัด
ปี 2536- ซื้อหุ้นของบริษัท รอยัล ปริ๊นเซส จำกัด คืนทั้งหมด - เปิดกิจการโรงเรียนการโรงแรม
บนถนนศรีนครินทร์
ปี 2537- หยุดกิจการบริษัท ดุสิตธานี โฮลดิ้ง จำกัด - ลงทุนในบริษัท ดี
พี เอ็ม อินดัสตรี จำกัด เพื่อทำธุรกิจรับซักรีด - ลงทุนในบริษัท ดุสิตสินธร
จำกัด จำนวน 19% ของทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท ดยบริษัทดังกล่าวได้ไปลงทุนในบริษัท ที่
จัดตั้งในประเทศเยอรมนี โดยเข้าไปซื้อหุ้นของโรงแรม Kempinski จำนวน 3.27%
ปี 2538 - ลงทุน Philippine Hoteliers,Inc. จำนวน 535.37 ล้านบาท เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศฟิลิปปินส์
ประกอบธุรกิจโรง แรม Hotel Nikko Manila Garden - ลงทุนเพิ่มในบริษัท ดุสิตสินธร
จากจำนวน 19% เป็น 50% ซึ่ง ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 500 ล้านบาทเป็น 2,200
ล้านบาท โดยดุสิตสินธร ได้ไปลงทุนใน Dusit Betelligungs GmbH เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศเยอรมนีในสัดส่วน
100% และ ได้ไปลงทุนซื้อหุ้นโรงแรม Kempinski - ลงทุนในบริษัท World Class
Rent A Car จำกัด สัดส่วน 20% ของทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท
ปี 2539- ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท - โอนกิจการโรงเรียนการโรงแรมให้กับบริษัท
รอยัล ปริ๊นเซส - โอนแฟรนไชส์ "ธานี" ให้กับบริษัท รอยัล ปริ๊นเซส
- องค์การรถไฟฟ้ามหานคร เวนคืน ที่ดินบริเวณลานจอดรถคืน ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโรงแรมดุสิตธานี
ปี 2540- เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 600 ล้านบาทเป็น 850 ล้านบาท โดยขายหุ้นให้แก่กลุ่มบริษัท
Goldman Sachs คิดเป็นเงิน ทั้งสิ้น 750 ล้านบาท ส่งผลให้ Goldman Sachs
เข้ามา ถือหุ้นจำนวน 29.41% - ลงทุนเพิ่มใน Philippine Hoteliers, Inc. โดยเข้าถือหุ้น
ในสัดส่วน 85.76% - องค์การรถไฟฟ้ามหานคร ไม่ใช้พื้นที่บริเวณหน้าโรงแรมดุสิตธานี
- เข้าไปบริหารโรงแรม Dusit Dubai ประเทศดูไบ และ Dusit Thani Fulbali ประเทศเนปาล
ปี 2541- ขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท ดุสิตสินธร ในราคา 1,110 ล้านบาทให้กับบริษัท
สยามสินธร จำกัด - ได้รับเงินจำนวน 107.6 ล้านบาท จากการขายโรงแรม The Melrose
ที่เมืองดัลลัส อเมริกา