Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2543








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2543
ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด             
 

   
related stories

ชนัตถ์ ปิยะอุย "เราไม่เจียมตัว"

   
search resources

ดุสิตธานี, บมจ.




ลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ

ปี 2509- จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท

ปี 2510- เริ่มก่อสร้างโรงแรมดุสิตธานี

ปี 2513- เปิดดำเนินการโรงแรมดุสิตธานี โดยมีห้องพักให้บริการเริ่มต้น จำนวน 283 ห้อง

ปี 2514- เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 40 ล้านบาทเป็น 80 ล้านบาท

ปี 2518- เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ปี 2519- เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 80 ล้านบาทเป็น 120 ล้านบาท

ปี 2521 - ขยายกิจการโรงแรมโดยเพิ่มจำนวนห้องพักอีก 237 ห้อง - มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาทเป็น 360 ล้านบาท

ปี 2522 - บริษัทมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระเต็มแล้ ว 240 ล้านบาท

ปี 2526 - ลงทุนในบริษัท แลนด์มาร์ค โฮเต็ล จำกัด จำนวน 99.88%

ปี 2528- ซื้อโรงแรมขนาดเล็ก ที่ จ.เชียงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรม ดุสิตอินน์ เชียงใหม่

ปี 2530 - เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 360 ล้านบาท - เข้าบริหารโรงแรมดุสิตลากูนา จ.ภูเก็ต และเข้าไปถือหุ้น 15% - ซื้อกิจการโรงแรมแกรนด์ พาเลซ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมดุสิตรีสอร์ท พัทยา

ปี 2531- จัดตั้งดุสิตธานี กรุ๊ป ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นดุสิต โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท เพื่อรับบริหารโรงแรม และเป็นศูนย์กลางการทำประชาสัมพันธ์ การจองห้องพัก เพื่อให้เกิดความ คล่องตัวในการทำงาน - ซื้อโรงแรมขนาดเล็ก ถนนหลานหลวง แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมปริ๊นเซส

ปี 2532 - ลงทุนในบริษัท ดุสิตรีสอร์ท ชะอำ จำกัด จำนวน 55.4% - ลงทุนในบริษัท ปริ๊นเซส แกรนด์ จำกัด จำนวน 51.01% ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท - ขายโรงแรมดุสิตอินน์ และโรงแรมปริ๊นเซส ให้กับบริษัท ปริ๊นเซส แกรนด์

ปี 2533- ลงทุนในบริษัท Dusit P acific NV. จำนวน 45% ซึ่งมีทุน จดทะเบียน 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2534 - เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 405 ล้านบาท - ถือหุ้นในบริษัท ดุสิตรีสอร์ท ชะอำ เพิ่มเป็น 89.30% - จัดตั้งบริษัท Dusit Thani Delaware Inc. โดยบริษัท ดุสิตธานี ถือหุ้น 100% ซึ่งบริษัท ที่จัดตั้งใหม่นี้ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่ม Sinar Mas, C.Itoh Tokyo และนักธุรกิจอินโดนีเซีย เพื่อจัดตั้งMelrose Investment Partnership ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมี Sinar Mas, C.Itoh Tokyo และนักธุรกิจอินโดนีเซียร่วมกันถือหุ้น 84% ส่วน Dusit Thani Delaware Inc. ลงทุนใน Melrose Investment Partnershipในสัดส่วน 16% และ The Melrose ที่เมืองดัลลัส อเมริกา- ขายหุ้นบริษัท ไทยวา จำกัด ซึ่งประกอบกิจการโรงแรมดุสิต ลากูนา ทำให้อัตราส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือ 5%

ปี 2535- เห็นความเจริญเติบโต และโอกาสทางด้านตลาดอาหาร ที่ขยายไปสู่ตลาดยุโรป จึงได้ลงทุนจัดตั้งบริษัท Dusit Thani Holding AG ที่ส วิตเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นฐาน Thien Duong ซึ่ง ตั้งอยู่ในกรุงเบิร์น โดยถือหุ้นในอัตราส่วน 48% - จัดตั้งแฟรนไชส์ชื่อ "ธานี" เพื่อขยายฐานไปยังต่างจังหวัด

ปี 2536- ซื้อหุ้นของบริษัท รอยัล ปริ๊นเซส จำกัด คืนทั้งหมด - เปิดกิจการโรงเรียนการโรงแรม บนถนนศรีนครินทร์

ปี 2537- หยุดกิจการบริษัท ดุสิตธานี โฮลดิ้ง จำกัด - ลงทุนในบริษัท ดี พี เอ็ม อินดัสตรี จำกัด เพื่อทำธุรกิจรับซักรีด - ลงทุนในบริษัท ดุสิตสินธร จำกัด จำนวน 19% ของทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท ดยบริษัทดังกล่าวได้ไปลงทุนในบริษัท ที่ จัดตั้งในประเทศเยอรมนี โดยเข้าไปซื้อหุ้นของโรงแรม Kempinski จำนวน 3.27%

ปี 2538 - ลงทุน Philippine Hoteliers,Inc. จำนวน 535.37 ล้านบาท เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศฟิลิปปินส์ ประกอบธุรกิจโรง แรม Hotel Nikko Manila Garden - ลงทุนเพิ่มในบริษัท ดุสิตสินธร จากจำนวน 19% เป็น 50% ซึ่ง ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 500 ล้านบาทเป็น 2,200 ล้านบาท โดยดุสิตสินธร ได้ไปลงทุนใน Dusit Betelligungs GmbH เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศเยอรมนีในสัดส่วน 100% และ ได้ไปลงทุนซื้อหุ้นโรงแรม Kempinski - ลงทุนในบริษัท World Class Rent A Car จำกัด สัดส่วน 20% ของทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

ปี 2539- ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท - โอนกิจการโรงเรียนการโรงแรมให้กับบริษัท รอยัล ปริ๊นเซส - โอนแฟรนไชส์ "ธานี" ให้กับบริษัท รอยัล ปริ๊นเซส - องค์การรถไฟฟ้ามหานคร เวนคืน ที่ดินบริเวณลานจอดรถคืน ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโรงแรมดุสิตธานี

ปี 2540- เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 600 ล้านบาทเป็น 850 ล้านบาท โดยขายหุ้นให้แก่กลุ่มบริษัท Goldman Sachs คิดเป็นเงิน ทั้งสิ้น 750 ล้านบาท ส่งผลให้ Goldman Sachs เข้ามา ถือหุ้นจำนวน 29.41% - ลงทุนเพิ่มใน Philippine Hoteliers, Inc. โดยเข้าถือหุ้น ในสัดส่วน 85.76% - องค์การรถไฟฟ้ามหานคร ไม่ใช้พื้นที่บริเวณหน้าโรงแรมดุสิตธานี - เข้าไปบริหารโรงแรม Dusit Dubai ประเทศดูไบ และ Dusit Thani Fulbali ประเทศเนปาล

ปี 2541- ขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท ดุสิตสินธร ในราคา 1,110 ล้านบาทให้กับบริษัท สยามสินธร จำกัด - ได้รับเงินจำนวน 107.6 ล้านบาท จากการขายโรงแรม The Melrose ที่เมืองดัลลัส อเมริกา

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us