ปตท.เคมิคอล กำไรไตรมาส 2/50 วูบเกือบ 30% แม้รายได้ลดลงแค่ 6% ขณะที่กำไรต่อหุ้นลดฮวบเกือบ 50% จาก 3.68 บาท มาอยู่ที่ 1.68 บาท อ้างปริมาณการผลิตโอเลฟินซ์ลด 14% หลังต้องปิดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง โดยกำลังการผลิตในไตรมาสนี้ลดลงจากเกือบ 100% มาอยู่ที่ 79% โบรกเกอร์ยังแนะซื้อ ให้ราคาเหมาะสม 115.95 บาท
นายอดิเทพ พิศาลบุตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH กล่าวถึง ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2550 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 16,196 ล้านบาท ลดลง 982 ล้านบาท หรือ 6% จากงวดเดียวกันในปีก่อนที่มีรายได้ 17,178 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,975 ล้านบาท ลดลง 1,188 ล้านบาท หรือ 29% จากงวดเดียวกันในปีที่ผ่านมาที่กำไรสุทธิ 4,163 ล้านบาท ส่งผลทำให้กำไรต่อหุ้นลดลงจาก 3.68 ในปีก่อนเหลือ 2 บาท หรือลดลง 1.68 บาท คิดเป็น 46%
ด้านผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน บริษัทมีมีรายได้รวมลดลง 5,398 ล้านบาท หรือ 16% มาอยู่ที่ 28,660 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 2,911 ล้านบาท หรือ 35% มาอยู่ที่ 5,410 ล้านบาท โดยกำไรต่อหุ้นลดลง 3.73 บาท หรือ 51% มาอยู่ที่ 3.63 บาท
สำหรับสาเหตุที่รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง เกิดจากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ในช่วงไตรมาส 2/50 อยู่ที่ 339,764 ตัน ลดลง 14.1% เนื่องจากการหยุดโรงโอเลฟินส์ I1 ชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร (กำลังการผลิตโอเลฟินส์ 461,000 ตันต่อปี) เป็นเวลา 46 วัน ขณะที่โรงงานโอเลฟินส์ I4-1 ที่ได้ขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์ขึ้น 250,000 ตันต่อปีภายใต้โครงการ Debottlenecking I ที่กำเนินการแล้วเสร็จในต้นไตรมาส 2 ปี 2550 ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์ทั้งหมดอยู่ที่ 79% ลดลงจากไตรมาส 2/49 ซึ่งอยู่ที่ 96%
ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับลดลง โดยไตรมาส 2/50 ราคา HDPE ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Spot SEA) ปรับเพิ่มขึ้น 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน จาก 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 2/49 เป็น 1,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาเอทิลีนมาบตาพุดอยู่ที่ 1,074 เหรียญสหรัฐต่อตัน ค่อนข้างคงที่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1,071 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนราคาโพรพิลีนมาบตาพุดอยู่ที่ 1,140 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 6.2%
ส่วนราคาวัตถุดิบอ้างอิงแนฟทา (MOPS) อยู่ที่ 672 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 13.7% ส่งผลให้ส่วนต่างของราคา HDPE เทียบกับราคาวัตถุดิบอ้างอิงแนฟทา (MOPS) อยู่ที่ 627 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 2.96% และส่วนต่างของราคาเอทิลีนมาบตาพุดเทียบกับราคาวัตถุดิบอ้างอิงแนฟทา (MOPS) อยู่ที่ 401 เหรียญสหรัฐต่อตันลดลง 16.5%
ขณะที่การหยุดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุงสำหรับโรงงาน I-1 ที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นก๊าซ ทำให้สัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่เป็นแนฟทาในไตรมาส 2/50 นี้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/49 ที่ 26% เป็น 30% ของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้น 92 ล้านบาทจากการปิดโรงโอเลฟินส์ I1 เพื่อการซ่อมบำรุง
อย่างไรก็ตาม กำไรต่อหุ้นลดลงในไตรมาส 2/50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากกำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลงและจำนวนหุ้นสามัญที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิมรวมเป็นจำนวน 358.97 ล้านหุ้นเมื่อเดือนธันวาคม 49
ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นวานนี้(8 ส.ค.) ราคาปิดที่ 105 บาท โดยราคาปรับตัวลดลงจากเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ณ วันที่ 24 ก.ค. ราคาปิดที่ 118 บาท โดยลดลง 13 บาท หรือ 11.02% ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่าในงวดไตรมาส2/50 รายได้และกำไรของบริษัทจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) นครหลวงไทย จำกัด ระบุว่า บริษัทคงคำแนะนำ "ซื้อ" PTTCH ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 115.95 บาท แม้ว่าผลการดำเนินงานจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์-วัตถุดิบในช่วง 2 ปีข้างหน้า จะยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทรงตัวในระดับสูงได้ต่อเนื่อง ขณะที่ในปี 2551 การกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังจะทำให้ปริมาณการผลิตที่เพิ่มเป็นปัจจัยสนับสนุนอีกประการหนึ่ง และคาดว่า Dividend Yield จะอยู่ในระดับ 5.0%
|