Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน9 สิงหาคม 2550
ปตท.เคมิคอลกำไรQ2วูบ30%อ้างกำลังการผลิตลด-ต้นทุนพุ่ง             
 


   
search resources

Chemicals and Plastics
ปตท. เคมิคอล, บมจ.




ปตท.เคมิคอล กำไรไตรมาส 2/50 วูบเกือบ 30% แม้รายได้ลดลงแค่ 6% ขณะที่กำไรต่อหุ้นลดฮวบเกือบ 50% จาก 3.68 บาท มาอยู่ที่ 1.68 บาท อ้างปริมาณการผลิตโอเลฟินซ์ลด 14% หลังต้องปิดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง โดยกำลังการผลิตในไตรมาสนี้ลดลงจากเกือบ 100% มาอยู่ที่ 79% โบรกเกอร์ยังแนะซื้อ ให้ราคาเหมาะสม 115.95 บาท

นายอดิเทพ พิศาลบุตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH กล่าวถึง ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2550 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 16,196 ล้านบาท ลดลง 982 ล้านบาท หรือ 6% จากงวดเดียวกันในปีก่อนที่มีรายได้ 17,178 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,975 ล้านบาท ลดลง 1,188 ล้านบาท หรือ 29% จากงวดเดียวกันในปีที่ผ่านมาที่กำไรสุทธิ 4,163 ล้านบาท ส่งผลทำให้กำไรต่อหุ้นลดลงจาก 3.68 ในปีก่อนเหลือ 2 บาท หรือลดลง 1.68 บาท คิดเป็น 46%

ด้านผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน บริษัทมีมีรายได้รวมลดลง 5,398 ล้านบาท หรือ 16% มาอยู่ที่ 28,660 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 2,911 ล้านบาท หรือ 35% มาอยู่ที่ 5,410 ล้านบาท โดยกำไรต่อหุ้นลดลง 3.73 บาท หรือ 51% มาอยู่ที่ 3.63 บาท

สำหรับสาเหตุที่รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง เกิดจากปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ในช่วงไตรมาส 2/50 อยู่ที่ 339,764 ตัน ลดลง 14.1% เนื่องจากการหยุดโรงโอเลฟินส์ I1 ชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร (กำลังการผลิตโอเลฟินส์ 461,000 ตันต่อปี) เป็นเวลา 46 วัน ขณะที่โรงงานโอเลฟินส์ I4-1 ที่ได้ขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์ขึ้น 250,000 ตันต่อปีภายใต้โครงการ Debottlenecking I ที่กำเนินการแล้วเสร็จในต้นไตรมาส 2 ปี 2550 ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงโอเลฟินส์ทั้งหมดอยู่ที่ 79% ลดลงจากไตรมาส 2/49 ซึ่งอยู่ที่ 96%

ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบปรับลดลง โดยไตรมาส 2/50 ราคา HDPE ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Spot SEA) ปรับเพิ่มขึ้น 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน จาก 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตันในไตรมาส 2/49 เป็น 1,300 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาเอทิลีนมาบตาพุดอยู่ที่ 1,074 เหรียญสหรัฐต่อตัน ค่อนข้างคงที่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1,071 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนราคาโพรพิลีนมาบตาพุดอยู่ที่ 1,140 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 6.2%

ส่วนราคาวัตถุดิบอ้างอิงแนฟทา (MOPS) อยู่ที่ 672 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 13.7% ส่งผลให้ส่วนต่างของราคา HDPE เทียบกับราคาวัตถุดิบอ้างอิงแนฟทา (MOPS) อยู่ที่ 627 เหรียญสหรัฐต่อตันเพิ่มขึ้น 2.96% และส่วนต่างของราคาเอทิลีนมาบตาพุดเทียบกับราคาวัตถุดิบอ้างอิงแนฟทา (MOPS) อยู่ที่ 401 เหรียญสหรัฐต่อตันลดลง 16.5%

ขณะที่การหยุดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุงสำหรับโรงงาน I-1 ที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นก๊าซ ทำให้สัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่เป็นแนฟทาในไตรมาส 2/50 นี้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/49 ที่ 26% เป็น 30% ของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้น 92 ล้านบาทจากการปิดโรงโอเลฟินส์ I1 เพื่อการซ่อมบำรุง

อย่างไรก็ตาม กำไรต่อหุ้นลดลงในไตรมาส 2/50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากกำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลงและจำนวนหุ้นสามัญที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิมรวมเป็นจำนวน 358.97 ล้านหุ้นเมื่อเดือนธันวาคม 49

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นวานนี้(8 ส.ค.) ราคาปิดที่ 105 บาท โดยราคาปรับตัวลดลงจากเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ณ วันที่ 24 ก.ค. ราคาปิดที่ 118 บาท โดยลดลง 13 บาท หรือ 11.02% ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่าในงวดไตรมาส2/50 รายได้และกำไรของบริษัทจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) นครหลวงไทย จำกัด ระบุว่า บริษัทคงคำแนะนำ "ซื้อ" PTTCH ประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 115.95 บาท แม้ว่าผลการดำเนินงานจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์-วัตถุดิบในช่วง 2 ปีข้างหน้า จะยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทรงตัวในระดับสูงได้ต่อเนื่อง ขณะที่ในปี 2551 การกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังจะทำให้ปริมาณการผลิตที่เพิ่มเป็นปัจจัยสนับสนุนอีกประการหนึ่ง และคาดว่า Dividend Yield จะอยู่ในระดับ 5.0%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us