นายปลิว มังกรกนก ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเงินทุนทิสโก้
จำกัด (มหาชน) (TISCO) เปิดเผยว่าขณะนี้ บริษัทเขาพร้อมแล้วที่จะยกฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่
ยืนยันพร้อมแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยบริษัท หากยกฐานะเป็นแบงก์ จะทำธุรกิจเฉพาะทางที่บริษัทถนัด
โดยเฉพาะการเน้นเจาะลูกค้าองค์กร (Wholesale banking) ขณะที่บริษัทพัฒนาระบบบแบ็คออฟฟิศรองรับแล้ว
พร้อมเสริมด้วยระบบไอที ที่ทำให้บริษัท หากยกฐานะเป็นแบงก์ ไม่จำเป็นต้องมีสาขามาก
พร้อมเป็นแบงก์
เขากล่าวว่า บง. ทิสโก้พัฒนาทุกระบบของบริษัทพร้อมแล้ว เพื่อยกฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพแห่งใหม่
รอเพียงไฟเขียวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่านั้น
แต่เขากล่าวว่า แม้บริษัทเขาขณะนี้มีฐานะเป็นเพียงบริษัทเงินทุน “ผมเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปัจจุบัน
ไม่ได้บริหารดีกว่าบริษัทเงินทุนของไทยทุกแห่งที่มีอยู่ปัจจุบัน รวมถึง บง. ทิสโก้
โดยเฉพาะหลังจากฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540” เขากล่าวอย่างหนักแน่น
ณ สิ้นปี 2545 บง. ทิสโก้ทรัพย์สินรวม 4.92 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากปี
2544 กำไรสุทธิ 1,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.5% มูลค่าบัญชี 10.25 บาท เพิ่ม 7.5%
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) 19% เพิ่ม 11.8%
เล็งทายาท 2-3 คน
นอกจากนี้ เขายังเตรียมทายาทนั่งตำแหน่งของเขาในอนาคต หลังจากที่เขาเกษียณอายุอีกประมาณ
2 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจต่ออายุออกไปอีก โดยขณะนี้ คณะกรรมการสรรหาของบริษัทมองไว้
2-3 คน ทั้งคนใน-นอกบริษัท
ขณะนี้ เขากล่าวว่า บง. ทิสโก้เน้นการให้บริการลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกมากที่สุดเป็นหลัก
แม้จะเป็นเพียงบริษัทเงินทุน นายปลิวเชื่อว่าบริษัทเขา บริหารงานประสิทธิภาพดีกว่าธนาคารพาณิชย์ในไทยหลายแห่ง
รวมถึงคล่องตัวในการบริหารงานมากกว่า
เช่น สินเชื่อธุรกิจเช่าซื้อ ที่บริษัทเงินทุนในไทยขณะนี้ คิดจากลูกค้าต่ำกว่าดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้า
เพราะต้นทุนบริหารบริษัทเงินทุนน้อยกว่า นอกจากนี้ บริษัทเงินทุนมีความยืดหยุ่นที่จะทำหรือไม่ทำธุรกิจการเงินได้มากกว่าธนาคารพาณิชย์ปัจจุบัน
แต่เขายอมรับว่า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวเต็มที่ ธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะขนาดใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
จะได้เปรียบในแง่การประหยัดต่อขนาด (Economyo of scale) ซึ่ง บง. ทิสโก้ก็มุ่งหวังที่จะยกฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่
ที่มีจุดเด่นดำเนินธุรกิจเฉพาะ เพราะขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายให้บริษัทเงินทุนที่พร้อม
ยกฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารจำกัดธุรกิจ เช่น ธนาคารธนชาต
เพราะด้วยการพัฒนาระบบแบ็ค ออฟฟิศรองรับของบริษัทไว้แล้ว รวมถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
การมีสาขาครอบคลุมอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนปัจจุบัน ที่สำคัญคือ การเพิ่มขนาดฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุด
“ธุรกิจธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน ก็เหมือนธุรกิจสื่อสาร เช่น เอไอเอส ที่ลูกค้าเป็นอันดับ
1 มากกว่าดีแทคปัจจุบัน ที่สำคัญคือ การอนุญาตให้บริษัทเงินทุนยกฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์
ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความยุติธรรม บนพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน” เขากล่าว
ธรรมาภิบาลดึงต่างชาติลงทุน
ซีอีโอ บง.ทิสโก้ กล่าวว่าการบริหารงานของบริษัทที่ผ่านมา เน้นให้ความสำคัญบรรษัทภิบาลมาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเป็นจริยธรรม ศีลธรรม ผู้บริหารและพนักงาน จนได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมอนุรักษ์นิยมการบริหารงาน
แต่ระยะแรก ไม่ได้เรียกวัฒนธรรมดังกล่าวว่าบรรษัทภิบาล (Good Corporate Governance)
จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้วงกว้างมากนัก อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ผู้บริหารระดับสูงบริษัททุกคนจะถูกส่งไปอบรมกับสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
(Thai Institute of Directorsั Association)
ขณะที่คณะกรรมการบริษัท 10 คน ซึ่งวางนโยบาย ทิศทาง และควบคุมการบริหารงานบริษัท
โดยไม่ก้าวก่ายการบริหารงานบริษัทในรายละเอียด ก็ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลชัดเจน
จนส่งผลนักลงทุนต่างประเทศสนใจลงทุนหุ้นบริษัทเพิ่ม
“เพราะนอกเหนือจากเรื่องของผลประกอบการแล้ว บรรษัทภิบาลก็เป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต่างประเทศพิจารณา
ดังนั้นปัจจุบัน บริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนจากชาติตะวันตก สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น
52% ของทุนจดทะเบียนบริษัททั้งหมด 700 ล้านหุ้น พาร์ 10 บาท
นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งรวมทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 22% ที่เหลือ
26% เป็นนักลงทุนรายย่อยในประเทศ
สงคราม-หวัดมรณะไม่กระทบปล่อยสินเชื่อ
ปัจจัยภายนอกสงครามมะกัน-อิรักรอบ 2 ที่มะกันประกาศชัยชนะแล้ว ทั้งที่ยังจับซัดดัม
ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักไม่ได้ และโรคทางเดินลมหายใจเฉียบพลัน (หวัดมรณะหรือซาร์)
กระทบระยะสั้น แต่เขาเชื่อว่า อัตราขยายตัวการปล่อยสินเชื่อ ยังขยายตัวได้ 20%
จากปีที่แล้ว
พอร์ตสินเชื่อรวมบริษัทปัจจุบันประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น พอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ
2.6 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นช่วง ็น้ำขึ้นต้องรีบตักิ สำหรับบริษัทเงินทุน
สินเชื่อธุรกิจ 1 หมื่นล้านบาท
โครงสร้างรายได้หลักบริษัท ยังคงจากการปล่อยสินเชื่อ 50% รายได้ค่าธรรมเนียม 25%
และรายได้การซื้อขายหลักทรัพย์ 25% บริษัทมีแผนจะขยายสำนักงานอำนวยสินเชื่ออีก
4 แห่งปีนี้ ตามจังหวัดขนาดใหญ่ รวมถึงระยอง และภาคใต้ โดยขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย
(ธปท.) แล้ว จากปัจจุบัน 10 แห่ง
เพื่อขยายฐานสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เพราะรายได้จากการปล่อยสินเชื่อ 60% มาจากการปล่อยสินเชื่อเขตภูมิภาค
นายปลิว ให้ความเห็นว่า การที่บริษัทรถยนต์ให้บริการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อเอง
ไม่ถือว่ากระทบการทำธุรกิจบริษัทเงินทุนมากนัก เพราะการปล่อยสินเชื่อบริษัทรถยนต์เอง
จะทำเพื่อต้องการเพิ่มยอดขายรถยนต์ช่วงทำการตลาด (โปรโมชั่น) ซึ่งอาจมีผลกระทบระยะสั้น
แต่หากภาพรวมตลาดยังขยายตัวได้ ธุรกรรมเช่าซื้อบริษัทเงินทุนยังขยายตัวได้ การขยายเครือข่ายระยะยาว
ต้องใช้เวลาพอสมควร นอกจากนั้น บริษัทรถยนต์แต่ละแห่งที่ปล่อยสินเชื่อเอง ก็ถูกจำกัดเฉพาะรถยนต์ของค่ายตน