โอเรียนทอลฯ ทุ่ม 35 ล้านบาท ผุดแคมเปญ "โอเรียนทอล พริ้นเซส โซไซตี้" เสนอสิทธิพิเศษกระชากใจสาวรักสวยเข้าเป็นสมาชิกใหม่ พร้อมสร้างความต่างกับสมาชิกเก่าเพื่อสร้างความภักดีต่อแบรนด์ระยะยาว การส่งแคมเปญมากระแทกใจผู้บริโภคครั้งนี้ โอเรียนทอลฯหวังฉวยจังหวะเศรษฐกิจซบ เร่งขยายฐานโอ.พี.เพิ่มอีกแสนรายใน 3 เดือน หลังผู้บริโภคลดการซื้อแบรนด์เนมราคาแพง
"ผู้บริโภคซื้อเครื่องสำอางตามอารมณ์ โดยต้องการความสวยและความคุ้มค่าพร้อมกัน บริษัทจึงนำกลยุทธ์ราคาหรือโปรโมชั่นมาเป็นตัวเร่งกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ดังนั้นในช่วงนี้เราจึงมีการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง โดยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2549 มียอดขาย 296 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่วางไว้ 13% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะลูกค้าต้องการประหยัด ลดการซื้อแบรนด์เครื่องสำอางราคาแพงๆ"
เป็นคำกล่าวของพาสนา อินทราทิพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอ.พี. เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด เมื่อครั้งเปิดตัวคอนเซ็ปต์ "ผู้หญิงอย่าหยุดสวย" เมื่อปีก่อน โดยสะท้อนให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจจะซบเซา กำลังซื้อจะหดหายอย่างไร แต่ผู้หญิงก็ยังต้องการสวยและดูดีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าระดับกลางถึงล่างที่จะอาศัยจังหวะนี้เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่และอยู่ในใจแทนสินค้าแบรนด์เนมระดับสูง
จากผลกระทบทางการเมืองในประเทศที่ยังส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจจนผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย ทำให้ในปีนี้แนวทางการทำตลาดของโอเรียนทอล พริ๊นเซส (โอ.พี.) ตั้งแต่ต้นปี จึงยังให้ความสำคัญกับการจัดโปรโมชั่นที่เน้นสร้างความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ นอกเหนือจากการออกสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ เช่น การจัดโปรโมชั่น ซื้อสินค้าชิ้นที่ 2 ในราคา 50% และล่าสุดชูกลยุทธ์ซีอาร์เอ็ม รลอนช์แคมเปญ "โอเรียนทอล พริ้นเซส โซไซตี้" ที่มอบสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิกโดยเฉพาะ
อันที่จริง ไม่ว่าปัจจัยลบทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ที่ผ่านมาเครื่องสำอางนับเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อยมาก โดยดูจากตัวเลขการของภาพรวมธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องทุกปีอย่างต่อเนื่อง ทว่า ปี 2550 นับเป็นปีแรกที่ผู้เล่นในตลาดนี้เชื่อว่า หลายแบรนด์ต้องทำการตลาดหนักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมที่วางราคาสูง เพื่อกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้น หลังพบว่า ลูกค้ามีพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางเปลี่ยนไป โดยจะซื้อสินค้าที่ต้องการจริงๆ จากเดิมที่จะซื้อเพราะความพอใจเป็นหลัก โดย ทัตสึโอะ ซึโด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวเสริมว่า ในปีนี้ชิเซโดอาจเติบโตไม่ถึง 10% จากเดิมที่เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมาโดยตลอด โดยครึ่งปีแรกโตเพียง 7% ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยสาเหตุหลักมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะที่ภาพรวมของตลาดเครื่องสำอางก็เชื่อว่าจะเติบโตได้สูงสุดไม่เกิน 3%
ดังนั้น การรุกของค่ายโอ.พี.ในครั้งนี้ ที่มีเป้าหมายต้องการขยายฐานสมาชิกให้เพิ่มขึ้นอีก โดยตั้งเป้าไว้จำนวน 100,000 รายภายใน 3 เดือนนี้ (ก.ค. - ก.ย.) ซึ่งจะเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 33,000 คนต่อเดือน จากเดิมที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 12,000 คน อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงโอกาสทองในการเข้าไปกระชากใจสาวที่ต้องการความสวยพร้อมความคุ้มค่าในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ด้วยการทุ่มงบ 35 ล้านบาท เปิดแคมเปญ "โอเรียนทอล พริ้นเซส โซไซตี้" ที่วางแนวคิดในการดูแลกลุ่มสมาชิกของโอ.พี.ในรูปแบบ เอ็กซ์คลูซีฟ พรีวิเลช โดยเน้นกิจกรรมปละสิทธิประโยชน์ที่สามารถเข้าถึงง่ายและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน อาทิ การมอบส่วนลดเมื่อซื้อสินค้า เช่น ส่วนลด 5% ทุกครั้งในวันปกติ, ส่วนลด25%พร้อมแพคเก็จวันเกิดในเดือนเกิด, ส่วนลด 15% ในวันสมัครสมาชิกและวันพฤหัสบดี, กิจกรรม.Healthy Workshop, กิจกรรมBeautyWorkshop
นอกจาก โพซิชันนิ่งของแบรนด์โอเรียนทอลฯที่วางเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ จนผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้ชัดเจนและกลายเป็นจุดแข็งหนึ่ง ในการผลักดันแบรนด์ขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตภัณฑ์ความงามจากสารสกัดธรรมชาติ ประเภทค้าปลีก รูปแบบร้านค้าเฉพาะ ด้วยแชร์มากกว่า 50% จากตลาดรวมมูลค่าประมาณ 2,300 ล้านบาท แซงคู่แข่งอย่างเดอะบอดี้ ชอป ไปอย่างขาดลอย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความไม่ต่อเนื่องในการสื่อสารกับผู้บริโภค และการมีกิจกรรม โปรโมชั่นน้อยมากเมื่อเทียบกับค่ายโอ.พี.และกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการลดสินค้าในร้านเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถสร้างความตื่นเต้นได้ ขณะที่โอ.พี.จะมีการนำเสนอกิจกรรมอื่นควบคู่กับการลดราคาสินค้าด้วย และจากการมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าสมาชิก จึงเป็นอีกจุดเด่นที่ค่ายนี้เชื่อว่าจะช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโตขึ้นได้ทุกปี "ปัจจุบัน เรามีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 250,000 ราย โดยเป็นลูกค้าแอคทีฟกว่า 50% ทำให้ยอดขายของบริษัทมาจากกลุ่มสมาชิก 77% ดังนั้นเราจึงเน้นขยายฐานสมาชิกให้เพิ่มขึ้น ด้วยนำกลยุทธ์ซีอาร์เอ็มมาใช้ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ระยะยาว โดยปัจจัยที่ช่วยสร้างสมาชิก เช่น โปรโมชั่น แคมเปญที่จัดขึ้นเพื่อสมาชิกโดยเฉพาะ" เป็นคำกล่าวของ อภัยพร ศรีสุข ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โอ.พี. เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด
สำหรับ การใช้กลยุทธ์ซีอาร์เอ็ม แบรนด์โอเรียนทอลฯเริ่มนำใช้อย่างจริงจัง เพื่อเน้นขยายฐานและสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มสมาชิกมาตั้งแต่แต่ปี 2543 และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้จากการจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น 100% ในปีแรกที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าว และรายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดย ปี 2548 มียอดขาย 1,150 ล้านบาท ปี 2549 มียอดขาย 1,350 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าปิดยอดขายที่ 1,500 ล้านบาทหรือเติบโตขึ้นราว 13%
อย่างไรก็ตาม แม้โอ.พี.จะเร่งเครื่องขยายฐานสมาชิกใหม่อย่างหนักหน่วงก็ตาม แต่ค่ายนี้ก็ไม่ละเลยหรือยอมเสียสมาชิกเก่าให้หลุดมือไป เพราะหลายครั้งที่ผู้บริโภคจะเห็นว่า เมื่อมีแบรนด์ใหม่เข้ามานำเสนอโปรโมชั่นหรือแคมเปญเด็ดๆ เพื่อจูงใจบรรดาสาวๆเข้าเป็นสมาชิกนั้น จะพบว่าสมาชิกเก่าๆจากแบรนด์หนึ่งจะมีแนวโน้มหันไปทดลองเป็นสมาชิกใหม่ให้กับแบรนด์อื่น ทั้งนี้เพราะความต้องการสิทธิพิเศษใหม่ๆ หรือหลายครั้งที่สมาชิกเหล่านั้นอาจถูกปล่อยปะละเลย จนเกิดความรู้สึกไม่เป็นลูกค้าคนพิเศษจากแบรนด์เดิมอีกต่อไป ดังนั้น เพื่อให้สมาชิกเก่าเป็นลูกค้าคนพิเศษและภักดีต่อแบรนด์ไปตลอด รวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจลูกค้าใหม่ให้อยู่กับแบรนด์ไประยะยาว ค่ายโอ.พี.จึงสร้างความพิเศษที่แตกต่างกันให้ลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้อย่างชัดเจน โดยลูกค้าใหม่จะได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขบัตร ขณะที่ลูกค้าเก่า โอ.พี.ก็จะมอบสิทธิต่างๆให้นอกเหนือจากที่ลูกค้าใหม่ได้ เช่น การต่ออายุบัตรได้ฟรี กรณีมียอดการซื้อครบ 15,000 บาท ในช่วง 2 ปี หากยอดการซื้อไม่ถึงสามารถใช้คะแนนสะสม 80 แต้มมาแลกได้ทันที หรือการส่งสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ให้ทดลองฟรีก่อน ทั้งนี้โอ.พี. ทำการแบ่งสมาชิกเก่าและใหม่ตามอายุการเป็นสมาชิก ดังนี้ สมาชิกเก่าจะมีอายุ 4 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีสูงสุดถึง 6 ปี คิดเป็นสัดส่วน 20% และสมาชิกใหม่เริ่มต้นตั้งแต่ 1 - 3 ปี มีสัดส่วน 80%
ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เป็นแรงบีบ รวมทั้งการแข่งขันที่รุนแรงแบบไม่ที่ไม่มีใครยอมใคร ทำให้โอ.พี.ต้องอาศัยจังหวะนี้รีบคว้าใจสาวรักสวยที่ต้องการความคุ้มค่าให้อยู่หมัด ชนิดที่ใส่เกียร์ว่างไม่ได้ ขณะที่ฟากเคาเตอร์แบรนด์หรือเครื่องสำอางระดับพรีเมียม คงต้องรีบปรับตัวหากลยุทธ์เด็ดมามัดใจสาวกไม่ให้หนีไปไหน เมื่อเครื่องสำอางแต่ละแบรนด์ต้องปรับตัวกันจ้าละหวั่น วิ่งจับสาวๆกันขาขวิด ศึกความสวยความงามปีนี้คงสู้กันดุเดือด น่าติดตาม แบบห้ามกระพริบตา
|