Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์16 กรกฎาคม 2550
กระแสแตกกิจการสร้างมูลค่าเพิ่มเริ่มแพร่หลายในตลาดโลก             
 


   
search resources

Marketing




หนทางที่ผู้ประกอบการในธุรกิจประเภทต่างๆ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกิจการของตนมีด้วยกันหลากหลาย แต่หนทางที่วงการแฟชั่นเลือกใช้กันมากขึ้นในขณะนี้ คือ การแยกธุรกิจออกไปต่างหากเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน การหาพันธมิตรทางธุรกิจไปจนถึงการขายกิจการต่อด้วยราคาที่สูงขึ้น

กลยุทธ์การแยกกิจการย่อยๆ ออกไปเป็นอิสระด้านการบริหารจัดการของตนเองเป็นกลยุทธ์ที่ทำกันมานานหลายทศวรรษก็จริง แต่ในแง่มุมของการตลาดสำหรับวงการแฟชั่นเรื่องนี้ ไม่ค่อยมีข่าวออกมาให้เห็นกันมากนัก

นักการตลาดในวงการวิเคราะห์ว่าการที่กลยุทธ์การแยกกิจการหลับมาเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อเร็วๆ นี้น่าจะมาจากแรงกดดันต่อผู้บริหารระดับสูงของกิจการชั้นนำที่ต้องการเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ซื้อหุ้นและสนใจหุ้นของกิจการที่มีแนวโน้มว่าราคาตลาดของหุ้นยังจะต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นของกิจการ

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมากิจการในสหรัฐฯที่มีการแยกย่อยกิจการออกไปดำเนินงานเป็นแต่ละธุรกิจไปมีมูลค่ารวมกัน ระหว่าง 2.5-5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมูลค่าสูงสุดก็มากกว่า 1.45 แสนล้านดอลลาร์ทีเดียว

ปีนี้ผ่านมาแล้ว 6 เดือนการแยกย่อยกิจการออกไปเป็นหน่วยงานบริหารจัดการอย่างอิสระมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์แล้วเพิ่มขึ้นจากเพียง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในระยะเดียวกันปีที่แล้ว

การแยกย่อยกิจการที่ถือว่าเป็นรายใหญ่ที่สร้างความตะลึงให้กับวงการตลาดก็คือ การแยกย่อยกิจการของ อัลเตรีย กรุ๊ป ในสหรัฐฯที่มีหุ้นกว่า 89% ในบริษัท คราฟท์ ฟูดส์ และบริษัท ดุ๊ก เอนเนอจี้ คอร์ป ออกเป็นหน่วยธุรกิจด้านก๊าซธรรมชาติในชื่อของ สเปคตรา เอนเนอจี้ คอร์ป

สิ่งที่นักการตลาดชี้ให้เห็นคือ การแยกย่อยกิจการเกิดขึ้นในกิจการที่มั่นคงมีผลการดำเนินงานดี และดึงเอาจุดแข็งของกิจการไปเป็นตัวหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มของกิจการที่แยกย่อยออกไปเพื่อไต่เต้าไปสู่กิจการที่มีมูลค่าหุ้นแพงกว่าเดิมหลายเท่า

นอกจากนั้น ยังเห็นได้ว่าการแยกย่อยกิจการไม่ได้ทำเพื่อหาทางจำหน่ายหุ้นออกไปในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น หลายกิจการยังแยกย่อยกิจการเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มธุรกิจของตนเองด้วย อย่างเช่นกรณีของ คาร์ล ไอคาห์น หรืออาจเป็นเพราะเผชิญหน้ากับการเสนอซื้อที่ไม่พึงประสงค์จากกิจการลงทุนสถาบันในตลาด

ประโยชน์ที่เกิดจากการแยกย่อยกิจการมีทั้งสองทาง ทางแรก ประโยชน์กับบริษัทแม่สามารถหาข้ออ้างได้ว่า การแยกย่อยกิจการเพื่อให้กิจการของแม่ได้หันไปทุ่มเทความพยายามทางการตลาดหรือมุ่งเน้นกิจการที่เป็นธุรกิจหลักได้มากขึ้น

ทางที่สอง สำหรับกิจการย่อยที่แยกตัวออกมาจะอ้างว่าสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิผลมากกว่าไปพึ่งพานโยบายและเครือข่ายการตลาดของบริษัทแม่อย่างเดียว ในอีกแง่มุมหนึ่ง การแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่ได้กลายมาเป็นวิธีการหนึ่งในการเผชิญหน้ากับนักลงทุนสถาบันที่อยากเข้าไปซื้อกิจการที่สนใจแทนที่ผู้บริษัทของบริษัทที่เป็นเป้าหมายในการซื้อกิจการจะหนีอย่างเดียวก็หันไปเผชิญหน้ากับนักลงทุนสถาบันเหล่านั้นด้วยการแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่มาเจรจาขายกิจการกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยจะได้ราคาขายที่ดีกว่าถูกซื้อแบบไม่เต็มใจ

การแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่แพร่หลายไปแม้แต่ในวงการบริการทางการเงิน และการธนาคารที่ครั้งหนึ่งเคยรวมกิจการเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อไม่นานมานี้ มาร์แชล แอนด์ ฮิสเลย์ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในวิสคอนซินประกาศแผนการแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่ของตน ในส่วนของการดำเนินงานเรียกเก็บเงินและบริการรับชำระ โดยดึงเอานักลงทุนสถาบันชื่อ วอร์เบิร์ก พินคัส มาลงทุนร่วมเป็นเงินกว่า 625 ล้านดอลลาร์ หรือราว 25% ของหุ้นทั้งหมดของกิจการที่มีการแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่

และเมื่อไม่นานมานี้ ลากูน่า บีช ก็ทำท่าว่าจะมีการแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่ ในส่วนของการทำแมกกาซีน “ทีน โวค” ออกมาจากการบริหารแมกกาซีน “โวค” ดั้งเดิมของกิจการ โดยจะประกาศข่าวนี้ด้วยการจัดงานปาร์ตี้ “ยัง ฮอลลีวู้ด” เพื่อให้วงการได้รู้กันอย่างทั่วถึง และเป็นการรวมพลของแฟนโวคที่เป็นวัยรุ่นและมีรสนิยมที่ทันสมัยมากกว่ากลุ่มของ “โวค” เดิม

การดำเนินงานของโวคพบว่ากิจการสามารถแยกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น คลาสสิค โวค หรือ เมน โวค และ ทีน โวค

การแยกย่อยกิจการออกจากบริษัทแม่จึงไม่ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากนักในเชิงการบริหาร แต่จะเป็นการเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละกลุ่มมีรสนิยมในด้านสไตล์การแต่งตัวการท่องเที่ยว อาหารโปรด ศิลปะ วัฒนธรรม และแนวแฟชั่นที่แตกต่างกัน

นักการตลาดที่เชี่ยวชาญกับกลยุทธ์แนวนี้เชื่อว่า แนวคิดนี้จะมีกิจการอื่นดำเนินการตามอีกหลายรายด้วยกัน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us